ตำบลแก่งหางแมว อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี เป็นชุมชนเก่าแก่ที่อยู่อาศัยกันมานานหลายร้อยปี มีหลักฐานปรากฏ เช่น วัดแก่ง ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2369 ประชากรดั้งเดิมเป็น ‘ชาวชอง’ ชนพื้นเมืองดั้งเดิมของจังหวัดจันทบุรี
ต่อมาได้มีประชาชนอพยพเข้ามาทำมาหากินจากจังหวัดต่างๆ เช่น ปราจีนบุรี ระยอง ชลบุรี โดยเข้ามาเก็บของป่าเพื่อนำไปขาย บ้างก็เข้ามาบุกเบิกที่ดินทำนา ทำไร่ ทำสวน ซึ่งในอดีตการเดินทางเข้าพื้นที่จะต้องเดินทางโดยทางเกวียนและทางเรือตามลำคลองวังโตนด จากบ้านหนองคล้ำ ตำบลทุ่งเบญจา อำเภอท่าใหม่ ผ่านเกาะแก่งต่างๆ ที่มีตลอดลำคลอง จนชาวบ้านเรียกติดปากว่า “บ้านแก่ง” ส่วน “หางแมว” เป็นชื่อหมู่บ้านที่อยู่เหนือขึ้นไป ปัจจุบันอยู่เขตตำบลขุนซ่อง ซึ่งชาวบ้านส่วนมากมักจะเรียกรวมกันจนติดปากว่า “แก่งหางแมว”
ตำบลแก่งหางแมวตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอแก่งหางแมว พื้นที่เป็นที่ราบสลับกับเนินเขาเตี้ยๆ มีคลองโตนดซึ่งเป็นคลองสายหลักไหลผ่านกลางตำบล ฤดูแล้งขาดน้ำขาดเป็นช่วงๆ มีทั้งหมด 22 หมู่บ้าน ประชากรประมาณ 9,500 คน รวม 4,500 ครัวเรือน อาชีพส่วนใหญ่ในตำบล คือ ทำสวนยางพารา ในช่วงหลังราคายางตกต่ำ ชาวบ้านมีรายได้จากการกรีดยางอาทิตย์ละครั้ง ทำให้รายได้ไม่เพียงพอในการใช้จ่าย
ในปี 2561 มีโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถชุมชน โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) สนับสนุนงบประมาณจำนวน 30,000 บาท แกนนำในตำบลจึงทำจัดโครงการส่งเสริมอาชีพในครัวเรือนให้กับคนในชุมชน โดยร่วมกับโรงเรียนทหารสัตว์ จังหวัดนครนายก ฝึกอบรมการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เพื่อให้ชาวบ้านนำความรู้ที่ได้จากการอบรมมาประกอบอาชีพ มีชาวบ้านเข้าร่วมอบรม 60 คน โดยทางโรงเรียนทหารสัตว์มีพันธุ์เป็ด พันธุ์ไก่มาให้ชาวบ้านเลี้ยงเป็นอาชีพเสริม
นอกจากนี้ชาวบ้านส่วนหนึ่งได้หันมาทำเกษตรอินทรีย์ โดยแต่ละบ้านจะมีการทำปุ๋ยหมักจากเศษพืชผักและมูลสัตว์ บางรายเลี้ยงไส้เดือนเพื่อเอามูลมาทำปุ๋ย ใช้ในการปลูกพืชผักสวนครัว ปลูกผักปลอดสารพิษ ทำให้ร่างกายไม่ต้องสะสมสารเคมี ทั้งยังลดต้นทุนค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย ปัจจุบันมีชาวตำบลแก่งหางแมวทำเกษตรอินทรีย์ประมาณ 15 ราย

นางศศิวิมล ราชวัฒน์ หนึ่งในผู้ที่ทำเกษตรอินทรีย์ เลี้ยงไก่ ทำปุ๋ยอินทรีย์ ปลูกพืชผักสวนครัว อาชีพเดิมคือกรีดยาง แต่เนื่องด้วยราคายางตกต่ำ จึงหันมาทำอาชีพอื่นเสริม โดยเริ่มจากการหาข้อมูลว่าสามารถทำอะไรได้บ้างที่ไม่ต้องใช้ต้นทุนเยอะ จึงได้ศึกษาวิธีการทำเกษตรอินทรีย์ เพราะสามารถใช้ทุนทางธรรมชาติที่มีอยู่ในชุมชนได้ หลังจากนั้นจึงศึกษาหาข้อมูล และความรู้เพิ่มเติมจากสื่อออนไลน์ เรียนรู้เอง จนกลายเป็นองค์ความรู้ และถือได้ว่าประสบความสำเร็จในการทำเกษตรอินทรีย์ในระดับหนึ่ง สามารถเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ได้ โดยมีแปลงผักอินทรีย์ ปลูกผักสวนครัวต่างๆ เลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่ เป็ด ปลา กบ เป็นต้น ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อหาอาหารเดือนละหลายพันบาท และยังทำให้มีรายได้จากการขายผักและสัตว์ที่เลี้ยงเดือนละหลายพันบาทเช่นกัน



สกุลจรัญ เหมือนจำนงค์ อดีตผู้ใหญ่บ้าน หนึ่งในผู้เข้าร่วมอบรมที่โรงเรียนทหารสัตว์ จังหวัดนครนายก และได้นำพันธุ์สัตว์ปีกมาเลี้ยง โดยนำความรู้ที่ได้จากการอบรมมาประยุกต์ใช้ในการเลี้ยงเป็ด ไก่ ปัจจุบันมีเป็ดและไก่ประมาณ 40 ตัว ทำให้มีไข่พอเพียงรับประทานในครอบครัว และแจกจ่ายเพื่อนบ้านได้ ส่วนที่เหลือนำไปขาย มีรายได้เสริมประมาณเดือนละ 500 บาท นอกจากนี้ยังปลูกพืชผักสวนครัว เป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตแบบพอเพียง ไม่ต้องเสียเงินซื้ออาหารมารับประทาน แต่สามารถมีกิน มีใช้ด้วยอาหารที่มีอยู่รอบๆ บ้านได้

โครงการเสริมสร้างขีดความสามารถชุมชนตำบลแก่งหางแมว ทำให้ชาวบ้านมีอาหารรับประทาน ช่วยลดรายจ่าย และสร้างรายได้เสริมให้แก่ครอบครัว นอกจากนี้ยังได้อาหารที่ปลอดภัย ไม่มีสารพิษ และจากการเริ่มต้นเพียง 60 ครอบครัวจะนำไปสู่การขยายผลเพื่อให้คนทั้งตำบลได้มีแหล่งอาหารที่มั่นคงและปลอดภัยต่อไป..!!






