ปี 2550 เป็นต้นมา ตำบลตะแพน อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง เริ่มจัดตั้งศูนย์ประสานงานองค์กรชุมชน รักษ์ป่าต้นน้ำตำบลตะแพน ผู้ริเริ่มจัดตั้ง คือ นายสุชาติ และนายแผ้ว เขียวดำ มีสมาชิกเริ่มก่อตั้ง 24 คน ซึ่งเป็นชาวบ้านหมู่ 4 และหมู่ 5 ปัจจุบันศูนย์ประสานงานองค์กรชุมชนรักษ์ป่าต้นน้ำ ตำบลตะแพน มีกรรมการ 24 คน และมีที่ปรึกษา 4 คน โดยมีความมุ่งหวังในการรักษาวิถีวัฒนธรรม ภายใต้ระบบธรรมชาติ และความร่วมมือของชุมชน

รูปแบบการดำเนินงาน
กลุ่มรักษ์ป่าต้นน้ำ ต.ตะแพน โดยสภาองค์กรชุมชนตำบลตะแพน มีเป้าหมายเพื่อให้สมาชิกองค์กรชุมชนสร้างความสัมพันธ์และสามัคคีกันมากขึ้น, ส่งเสริมและจัดการระบบสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและสุขภาวะของชุมชน, ป้องกันการบุกรุกทำลายป่าสมบูรณ์เพิ่ม, ลดความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐและชุมชน (เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ) ให้สมาชิกองค์กรชุมชนมีความมั่นคงและหลักประกันทางด้านที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน กลุ่มรักษ์ป่าต้นน้ำ ต.ตะแพน มีสมาชิก 92 ครัวเรือน เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มชาวบ้าน จำนวน 3 หมู่บ้าน ในตำบลตะแพน เพื่อดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าในชุมชนตำบลตะแพน อาทิ กิจกรรมปกป้องต้นน้ำ ป่าไม้ และที่ทำกิน , เฝ้าระวังการป้องกันการทุจริตของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ นอกจากนี้สมาชิกต้องทำตามกติกา คือ ต้องออมทรัพย์เดือนละ 50 บาท เพื่อลงทุนซื้ออุปกรณ์ จะได้เงินประมาณ 8,090 บาท ต่อเดือน และต้องรักษาป่าไม้ที่ร่วมด้วยช่วยกันปลูก กลุ่มรักษ์ป่าต้นน้ำ ต.ตะแพน มีการบริหารจัดการองค์กรในลักษณะ ดำเนินการโดยอิสระไม่ถูกควบคุมหรือกำกับ หรือแทรกแซงจากหน่วยงานของรัฐในการบริหารจัดการองค์กร โดยกลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำต.ตะแพน

มีกระบวนการดำเนินงานดังนี้
- ตั้งคณะทำงานองค์กรชุมชน
- จัดทำแผนที่พื้นที่การใช้ประโยชน์จากทรัพยากร
- รณรงค์ให้สมาชิกเลิกทำลายป่าต้นน้ำและคอยเฝ้าระวังการทำลายทรัพยากร
ปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของสภาฯ
1.ความร่วมมือของสมาชิกและแกนนำ ในกิจกรรมการจัดการความรู้ของกลุ่ม ทั้งการจัดเวทีศึกษา จัดประชุม สร้างกิจกรรมและประชาสัมพันธ์กิจกรรมของกลุ่ม ตลอดจนการเคารพและทำตามกติกาของสมาชิกกลุ่มในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน
2.หน่วยงานภาครัฐเข้าให้การสนับสนุน เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้ามาให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน นอกจากนี้กรมทรัพยากรน้ำ ภาค 8 ก็เข้ามาอบรมเกี่ยวกับเรื่องทรัพยากรน้ำ เป็นต้น
3.มีเครือข่ายกว้างขวาง กลุ่มรักษ์ป่าต้นน้ำ ต.ตะแพน เป็นเครือข่ายกับกลุ่มอื่นๆ ที่ดำเนินกิจกรรมในลักษณะเดียวกันทั้งในจังหวัดและนอกจังหวัดมากมาย เช่น 14 องค์กร ในจังหวัดพัทลุง 11 องค์กร ในจังหวัดตรัง นอกจากนี้ยังดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายนักเรียนและประชาชนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ในการดำเนินงานกิจกรรมการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ

ทั้งนี้จากการพัฒนาแผนงานและกระบวนการดังกล่าว ทำให้ชุมชน ความรู้ฝังลึก เป็นความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ของสมาชิกกลุ่มในการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ และเล็งเห็นความสำคัญของป่าไม้ จึงพยายามถ่ายทอดให้แก่ชาวบ้านในชุมชน ให้หันมาร่วมมือกับทางกลุ่มในการทำกิจกรรมการอนุรักษ์ป่าให้เกิดความยั่งยืน โดยทางกลุ่มมีการจัดการความรู้ ให้กลายเป็นแผนการจัดการป่าองค์กรชุมชนรักษ์ป่าต้นน้ำตำบลตะแพน อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง เพื่อใช้เป็นกฎกติกาในการใช้ทรัพยากรป่าต้นน้ำของคนในชุมชน อีกทั้งคนในชุมชนสามารถมีความรู้เผยแพร่ เป็นความรู้ด้านการดำเนินงานของกลุ่มเกี่ยวกับเรื่องการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ เผยแพร่โดยให้การอบรมแก่กลุ่มบุคคล กลุ่มองค์กรอื่นทั้งในและนอกพื้นที่ ทั้งนี้ยังมีเครือข่ายกับกลุ่มอื่นในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น กลุ่มร้อยหวันพันธุ์ป่า กลุ่มรักเทือกเขาบรรทัด เป็นต้น ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันระหว่างสมาชิกต่างกลุ่ม แล้วนำความรู้นั้น ๆ มาประยุกต์ใช้กับกลุ่มของตน
รวมทั้ง ยังเป็นที่ศึกษาดูงานของกลุ่มต่างๆ ที่สนใจ ในเรื่องของการบริหารจัดการป่าต้นน้ำ โดยกลุ่มอื่น ๆ ที่มาดูงานมีทั้งจาก จังหวัดพัทลุง จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดตรัง เป็นต้น
อนึ่ง สาเหตุที่กลุ่มมีความยั่งยืน เป็นเพราะผลจากการที่ทางกลุ่มดำเนินงานการอนุรักษ์ ทำให้ป่าต้นน้ำในชุมชนยังคงอุดมสมบรูณ์อยู่ ซึ่งส่งผลต่อการดำรงชีวิตของชาวบ้านในชุมชน ทำให้ชาวบ้านเข้ามาให้ความร่วมกับทางกลุ่มในการร่วมกันอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ทรัพยากรท่องเที่ยวเป็นแหล่งศึกษางานดูงานของกลุ่มบุคคลที่สนใจ โดยกลุ่มจะให้ผู้ที่สนใจได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่อง สิทธิทำกิน และการอนุรักษ์ธรรมชาติในชุมชนของตนเองอย่างยั่งยืน
เครื่องมือสำคัญ
ชุมชนมีกิจกรรมเน้นส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ปกป้องป่าไม้ ป่าต้นน้ำ และที่ทำกินของชาวบ้าน โดยจัดให้มีการประชุมทุกเดือน เดือนละ 1 ครั้งเพื่อพบปะเปลี่ยนกัน รวมทั้งการสร้างกติกาชุมชน สมาชิกต้องทำตามกติกา คือ ต้องออมทรัพย์เดือนละ 50 บาท เพื่อลงทุนซื้ออุปกรณ์ในการรักษาป่าไม้ที่ปลูก โดยจะต้องร่วมด้วยช่วยกัน เป็นการรักษาบ้าน ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาเชิงกฎหมายและนโยบายอย่างยั่งยืน รวมทั้งการเสนอผลต่อการกำหนดเชิงการพัฒนาจังหวัดผ่านแผน อบจ. ให้ชุมชนมีพื้นที่ในการกำหนดนโยบายด้วยตนเอง ผ่านข้อเท็จจริงของชุมชน






