สถาบันการเงินชุมชนบ้านขอนขว้าง ต.ดงขี้เหล็ก อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี
วงจรหนี้สินในอดีตคือจุดเริ่มต้น การปลดแอกของชุมชนเล็กๆ เรื่องราวของบ้านขอนกว้าง ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี คือบทพิสูจน์ชุมชนสามารถลุกขึ้นมาทลายระบบเศรษฐกิจที่กดทับ และสร้างสถาบันการเงินของตนเองเพื่อกำหนดอนาคตด้วยมือของพวกเขาเอง เป็นการเดินทางยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ จากจุดที่สิ้นไร้อำนาจต่อรอง สู่การเป็นสถาปนิกผู้ออกแบบระบบการเงินที่หล่อเลี้ยงผู้คนกว่า 700 ล้านบาท
ในอดีต ชีวิตของชาวบ้านขอนกว้างถูกพันธนาการด้วยระบบ “ตกเขียว” การกู้ยืมเงินล่วงหน้าจากเถ้าแก่โรงสีที่มาพร้อมกับความเสียเปรียบอย่างที่สุด เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว ผลผลิตที่ได้มาก็ต้องถูก “ตวงไป” เพื่อชำระหนี้ สิ่งที่เหลือไว้คือภาพสะท้อนความยากลำบากที่ว่า “เหลือแต่ข้าวก้นร้านไว้ให้กิน” ซึ่งบ่อยครั้งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพด้วยซ้ำ ปัญหานี้คือวงจรที่กดทับศักยภาพในการพัฒนาคุณภาพชีวิต บั่นทอนกำลังใจ และทำให้ชุมชนขาดอำนาจในการต่อรองอย่างสิ้นเชิง
จุดเปลี่ยน โอกาสที่มาพร้อมการประกวดหมู่บ้าน
การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่มักเริ่มต้นจาก “เหตุ” สำคัญเสมอ และสำหรับบ้านขอนกว้าง เหตุการณ์นั้นคือการเปลี่ยนแปลงผู้นำชุมชน ในปี พ.ศ. 2523 เมื่อกำนันคนเก่าได้เสียชีวิตลง ชุมชนได้เลือกผู้นำคนใหม่ คือ “ผู้ใหญ่บุญศรี จันทร์ชัย” ซึ่งในขณะนั้นเป็นคนหนุ่มไฟแรงที่มองเห็นปัญหาหนี้สินที่สั่งสมมานานเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องแก้ไข
การเข้ามาของผู้นำใหม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกับโอกาสที่มาอย่างพอเหมาะพอเจาะ เมื่อกรมการพัฒนาชุมชนได้จัด “โครงการประกวดหมู่บ้าน” ขึ้น โครงการนี้ได้กลายเป็นตัวเร่งที่สมบูรณ์แบบ เนื่องจากหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของการประกวดคือ หมู่บ้านต้องมีองค์กรภาคประชาชนที่หลากหลาย รวมถึง “กลุ่มออมทรัพย์” ซึ่งเป็นสิ่งที่บ้านขอนกว้างยังไม่เคยมีมาก่อน แนวคิดเรื่องกลุ่มออมทรัพย์จึงเปรียบเสมือนประกายไฟแรกที่จุดประกายให้ผู้นำและชาวบ้านมองเห็นหนทางที่เป็นรูปธรรมในการสร้างเครื่องมือทางการเงินของตนเอง
กำเนิดกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านขว้าง
การริเริ่มสิ่งใหม่ในชุมชนที่ไม่เคยมีมาก่อนย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเงินซึ่งต้องอาศัยความไว้วางใจเป็นพื้นฐานสำคัญ ท่ามกลางความไม่คุ้นเคยและความกังขาของชาวบ้าน การเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ก็ได้เริ่มต้นขึ้น
ในวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2524 “กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านขว้าง” ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ด้วยจำนวนสมาชิกเริ่มต้นเพียง 48 คน และเงินทุนรวบรวมได้ในวันแรก 1,150 บาท แม้จะมีการประชุมชี้แจงจนคนเต็มศาลา แต่ความเชื่อมั่นยังคงเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาพิสูจน์ ในช่วงแรกเริ่ม มีเสียงสบประมาทเล็ดลอดออกมาเสมอ เช่น “กูว่าเดี๋ยวมันก็ล้ม” หรือ “เดี๋ยวมันก็โกง” ซึ่งสะท้อนถึงความไม่มั่นใจของชาวบ้านต่อการนำเงินมาบริหารจัดการร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม คำสบประมาทเหล่านั้นกลับกลายเป็น “แรงบันดาลใจ” และพลังผลักดันให้คณะผู้ก่อตั้งมีความมุ่งมั่นที่จะต้องเอาชนะคำครหาและพิสูจน์ให้เห็นว่าแนวทางนี้สามารถทำได้จริง พวกเขาได้นำ “คุณธรรม 5 ประการ” มาเป็นหลักยึดในการดำเนินงาน เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงของความซื่อสัตย์และความโปร่งใส ซึ่งกลายเป็นหัวใจสำคัญที่หล่อหลอมความไว้วางใจและนำพากลุ่มให้ก้าวเดินต่อไปข้างหน้า
แก้ปัญหาหนี้สินภายใน “หนี้ใหญ่” “หนี้เล็ก”
ในช่วงแรก กลุ่มได้เผชิญกับปัญหาคลาสสิก นั่นคือสมาชิกบางส่วนไม่สามารถชำระคืนเงินกู้ก้อนใหญ่ (สูงสุด 5,000 บาทในขณะนั้น) ได้ตามกำหนดเวลา ทำให้กระแสเงินทุนหมุนเวียนของกลุ่มติดขัด จากประสบการณ์ตรงนี้เอง คณะกรรมการได้คิดค้นนวัตกรรมการจัดการหนี้ที่เรียบง่ายแต่ทรงประสิทธิภาพ นั่นคือหลักการ “ทำหนี้ใหญ่ให้เป็นหนี้เล็ก” โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการชำระคืนจากการจ่ายคืนเป็นก้อน มาเป็นการผ่อนส่งเป็นรายเดือนในจำนวนที่สมาชิกสามารถจัดการได้ เช่น หากกู้ 1,000 บาท ก็ให้ทยอยส่งคืนเดือนละ 100 บาท
ผลลัพธ์ของแนวทางนี้คือ ภาระหนี้สินของสมาชิกลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันเงินออมของพวกเขาก็เพิ่มขึ้นทุกเดือน จนกระทั่งเงินออมและยอดหนี้คงเหลือมาบรรจบกัน “ครึ่งทาง” ช่วยสร้างเสถียรภาพทางการเงินให้แก่สมาชิกและลดความเสี่ยงของผู้ค้ำประกันไปพร้อมกัน นี่คือบทเรียนแรกที่เกิดจากความเข้าใจในข้อจำกัดของสมาชิกอย่างแท้จริง ย่อมมีประสิทธิภาพกว่าการใช้กฎเกณฑ์ที่ตายตัว
เผชิญวิกฤต เมื่อ “ไผ่ตง” ออกดอก
วิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ของชุมชนเกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2536-2540 เมื่อ “ไผ่ตง” ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านมานานหลายปี เกิดปรากฏการณ์ออกดอกและยืนต้นตายพร้อมกันทั้งตำบล ส่งผลให้แหล่งรายได้สำคัญของชาวบ้านแทบทั้งชุมชนหายไปในพริบตา ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดนี้ กลุ่มออมทรัพย์ได้แสดงบทบาทสำคัญในการเป็น “ที่พึ่งพิง” และเป็นกันชนทางการเงินให้กับสมาชิก ช่วยประคับประคองให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากไปได้
แต่ในวิกฤตก็มีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ยุติปัญหาการแย่งชิงน้ำเพื่อรดสวนไผ่ที่เคยสร้างความขัดแย้งในชุมชนลงโดยสิ้นเชิง และผลักดันให้ชุมชนต้องลุกขึ้นมาแสวงหาอาชีพใหม่ โดยมีบุคคลสำคัญอย่าง “แม่ใหญ่นิ่ม” เป็นผู้บุกเบิก ได้นำไม้หัวไร่ปลายนาในท้องถิ่นไปวางขายที่ตลาดคลองหลอดและสวนจตุจักรในกรุงเทพฯ เป็นการจุดประกายให้เกิดการพัฒนาและปรับเปลี่ยนพื้นที่สู่การเป็นแหล่งเพาะปลูก “ไม้ดอกไม้ประดับ” ที่สำคัญของประเทศในเวลาต่อมา แสดงให้เห็นว่าความเข้มแข็งของสถาบันการเงินชุมชนสามารถเป็นตาข่ายรองรับทางสังคมที่ช่วยให้ผู้คนพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้
เติบโตสู่ความเป็นสถาบัน
จากกลุ่มออมทรัพย์ขนาดเล็กที่เริ่มต้นด้วยเงินทุนเพียงพันกว่าบาท ได้เติบโตและยกระดับสู่การเป็นสถาบันการเงินชุมชนที่บริหารจัดการอย่างเป็นระบบและทันสมัย ปัจจุบัน สถาบันการเงินชุมชนบ้านขอนกว้างมีสมาชิกเฉพาะสาขาหลักกว่า 3,000 คน สินทรัพย์รวม 144 ล้านบาท และเมื่อรวมกับเครือข่ายที่ขยายผลไปครบทั้ง 14 หมู่บ้านในตำบลดงขี้เหล็ก ซึ่งมีสมาชิกรวมกันเกือบ 10,000 คน ทำให้มีเงินทุนหมุนเวียนในระบบรวมกันกว่า 700 ล้านบาท
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตนี้คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาระบบบริหารจัดการ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ โปรแกรมบริหารจัดการ ในยุคแรก ได้มีการนำโปรแกรม “บิ๊กโปร” (Big Pro) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากธนาคารออมสิน มาใช้ในการจัดทำระบบบัญชี ทำให้การดำเนินงานมีความโปร่งใส เป็นมาตรฐาน และสามารถตรวจสอบได้ แอปพลิเคชันบนมือถือ ในยุคปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาไปอีกขั้นด้วยการสร้างแอปพลิเคชันบนมือถือ ซึ่งมีสองส่วนหลัก คือ สำหรับเจ้าหน้าที่เพื่อใช้ในการบันทึกการรับฝาก-ถอนเงินนอกสถานที่ และสำหรับสมาชิก เพื่อให้สามารถตรวจสอบยอดเงินฝาก-ถอน ยอดหนี้ และข้อมูลทางการเงินของตนเองได้แบบเรียลไทม์ การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสให้กับสมาชิก เทคโนโลยีได้มอบข้อมูลเชิงลึกที่จำเป็นต่อการรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อนที่สุดของชุมชน ในการเผชิญหน้ากับปัญหาหนี้นอกระบบ
บุญศรี จันทร์ชัย
ปลดหนี้มีเงินออม
หลังวิกฤตโควิด-19 พบว่าสมาชิกจำนวนไม่น้อยตกเป็นเหยื่อของ “หนี้นอกระบบ” หรือ “แก๊งหมวกกันน็อก” จึงได้ริเริ่ม “โครงการปลดหนี้มีเงินออม” ขึ้นมา โครงการนี้ไม่ได้เข้ามาแก้ปัญหาหนี้ก้อนใหญ่ในครั้งเดียว แต่ใช้วิธีการเชิงกลยุทธ์ โดยการให้เงินกู้เพื่อปิดหนี้นอกระบบบัญชีเล็กๆ ก่อน (เช่น 5,000 หรือ 10,000 บาท) เพื่อให้สมาชิกมีพื้นที่หายใจและเพื่อทดสอบความมุ่งมั่นของพวกเขา
แนวทางนี้ช่วยลดภาระของสมาชิกได้อย่างมหาศาล ตัวอย่างเช่น จากเดิมที่ต้องส่งหนี้นอกระบบ 10,000 บาท ด้วยยอดส่งรายวันสูงถึงวันละ 400 บาท เมื่อเข้าร่วมโครงการของสถาบันฯ สมาชิกจะส่งเพียงวันละ 100 บาท ทำให้พวกเขามีเงินเหลือใช้ในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นถึง 300 บาท เป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนของการใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาที่สามารถแก้ปัญหาและช่วยเหลือสมาชิกได้อย่างเป็นรูปธรรม
บรรจง พรมวิเศษ
ดงขี้เหล็กมากกว่าเรื่องเงิน
ความสำเร็จของบ้านขอนกว้าง ตำบลดงขี้เหล็ก มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม ซึ่งมองเห็นภาพที่ใหญ่กว่าและให้ความสำคัญกับสิ่งที่ยั่งยืนกว่าเงิน ปรัชญาหลักที่ผู้นำยึดถือและถ่ายทอดมาโดยตลอดคือ “เงินคือเครื่องมือ แต่คนคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุด” แนวคิดนี้สะท้อนผ่านวิสัยทัศน์ของตำบลที่ว่า “ดงขี้เหล็กน่าอยู่ เชิดชูคุณธรรม เลิศล้ำการเกษตร เขตท่องเที่ยว” ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นเพียงมิติเศรษฐกิจ ยังครอบคลุมถึงมิติทางสังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต
บุญศรี จันทร์ชัยบอกว่า ความจนที่แท้จริงและน่ากลัวที่สุดคือ “จนความรู้” ดังนั้น การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนคือการให้ความรู้เพื่อให้ผู้คนสามารถบริหารจัดการชีวิตและทุนของตนเองได้ แนวคิดนี้ถูกทำให้เป็นรูปธรรมผ่านวาทกรรมที่ทรงพลังซึ่งใช้ขับเคลื่อนชุมชน นั่นคือ “ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของเราคือแผ่นดิน” และ “การฝากตังค์ที่ได้ดอกเบี้ยแพงที่สุดคือฝากตังค์ไว้ในดิน” ปรัชญาเหล่านี้ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนหันกลับมาพลิกฟื้นผืนดิน ทำการเกษตรที่มีมูลค่า และสร้างความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจจากทรัพยากรที่ตนมีอยู่ ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกทำให้เกิดขึ้นจริงผ่านกระบวนการทำงานที่เป็นระบบและเน้นการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
การจัดการน้ำโดยชุมชน
เบื้องหลังความสำเร็จ
หัวใจของความสำเร็จที่ทำให้ชุมชนดงขี้เหล็กสามารถนำปรัชญามาสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถถอดออกมาเป็นกลไกเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ คือ การจัดทำแผนแม่บทชุมชน (พ.ศ. 2547-2548): นี่คือจุดเริ่มต้นของ “ระบบปฏิบัติการ” ของชุมชน ผ่านกระบวนการเก็บข้อมูลอย่างละเอียดในทุกมิติ จนสามารถวิเคราะห์และจัดลำดับปัญหาสำคัญของตำบลได้อย่างชัดเจน คือ 1. น้ำ 2. ที่ดิน และ 3. หนี้สิน แผนแม่บทนี้ได้กลายเป็นเข็มทิศในการพัฒนาที่ทำให้ชุมชนสามารถแก้ไขปัญหาที่ต้นตอได้อย่างเป็นระบบ เครื่องมือสร้างการมีส่วนร่วม ชุมชนได้ใช้เทคนิคที่หลากหลายเพื่อดึงคนเข้ามาร่วมในกระบวนการ เช่น “แผนที่ทำมือ” และ “จับจดกดถ่าย” (การใช้ GPS) ซึ่งผู้นำได้สื่อสารกับชาวบ้านอย่างชาญฉลาดว่านี่คือการ “คุยกับเทวดา” ผ่านดาวเทียม กระบวนการเหล่านี้ไม่ใช่แค่การเก็บข้อมูล แต่เป็น “การปลุกให้ชาวบ้านตื่นตัว” ทำให้พวกเขารู้สึกเป็นเจ้าของข้อมูลและปัญหาของตนเองอย่างแท้จริง อำนาจอธิปไตยในการพัฒนา ชุมชนยึดหลักการที่ว่าทิศทางการพัฒนาต้องมาจากแผนของชุมชนเอง ดังจะเห็นได้จากการปฏิเสธโครงการ “นวัตวิถี” จากภายนอกที่ไม่สอดคล้องกับแผนที่วางไว้ พร้อมคำกล่าวที่หนักแน่นว่า “ทำตามแผนเรา ไม่ใช่ทำตามแผนเขา” ซึ่งสะท้อนถึงหลักการ “อำนาจอธิปไตยของชุมชน” (Community Sovereignty) ในการกำหนดเส้นทางการพัฒนาของตนเอง การสร้างคนและถ่ายทอดความรู้ผ่าน “หุ้นส่วนการพัฒนา” ชุมชนเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยแนวคิด “ให้เบ็ดไปหาปลา” ตัวอย่างที่ทรงพลังที่สุดคือการสร้าง “ช่างชุมชน” ผ่านโมเดล “หุ้นส่วนการพัฒนา” โดยองค์กรภายนอกจะให้ความรู้และชุดแผงโซลาร์เซลล์ แต่ชุมชนต้องลงทุนซื้อมอเตอร์เอง เมื่อชาวบ้านเรียนรู้ที่จะประกอบระบบสั่งรดน้ำผ่านแอปพลิเคชันด้วยตนเอง พวกเขาสามารถลดต้นทุนจาก 10,000 บาท เหลือเพียงประมาณ 1,000 บาท นี่คือการแก้ปัญหา “จนความรู้” ที่สร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
10โครงการบ้านมั่นคงชนบท ตำบลดงขี้เหล็ก
สู่ชุมชนจัดการตนเอง
กว่า 40 ปี ของบ้านขอนกว้าง ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี จากจุดเริ่มต้นที่มีสมาชิกเพียง 48 คน กับเงินทุน 1,150 บาท สู่การเป็นเครือข่ายสถาบันการเงินที่ครอบคลุมทั้งตำบลด้วยเงินทุนกว่า 700 ล้านบาท และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในชุมชน คือการต่อสู้และการเรียนรู้ที่สร้างแรงบันดาลใจ
บทเรียนที่สำคัญที่สุดที่ชุมชนอื่นสามารถนำไปปรับใช้ได้ คือการเริ่มต้นจากการสร้างกระบวนการให้คนในชุมชน “รู้จักตัวเอง” ผ่านการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลของตนเองอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และมุ่งมั่น และที่สำคัญที่สุดคือการสร้าง “ทุน” ของชุมชนขึ้นมาเอง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาและขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่าเรื่องเงิน ความสำเร็จของตำบลดงขี้เหล็กคือข้อพิสูจน์อันชัดเจนว่า พลังของชุมชนที่รวมตัวกันเพื่อจัดการตนเอง สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่และนำไปสู่ความยั่งยืน
11
ภาพมุมสูงโครงการบ้านมั่นคงชนบท ตำบลดงขี้เหล็ก
ข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ : กำนันบุญศรี(บุญศรี จันทร์ชัย)/ลุงจง (บรรจง พรมวิเศษ)
เรื่อง : ธิปไตย ฉายบุญครอง


















