CODI Academy ขับเคลื่อนยกระดับผู้นำชุมชน ศึกษาดูงานนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะและระบบโลจิสติกส์ Belt and Road ภายใต้แนวคิด “กระจกส่องอนาคต” มุ่งยกระดับขีดความสามารถผู้นำขบวนองค์กรชุมชนและเจ้าหน้าที่กว่า 60 คน เพื่อสร้างนวัตกรรมงานพัฒนา”ชุมชนจัดการตนเอง” ที่เท่าทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก นำบทเรียนล้ำค่าที่ผู้นำชุมชนไทยนำมาต่อยอดการสร้างความเข้มแข็งบนฐานทุนวัฒนธรรม
“กระจกส่องอนาคต”
สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. จัด “โครงการยกระดับขีดความสามารถของผู้นำขบวนองค์กรชุมชนและผู้ปฏิบัติงานสถาบัน” เพื่อเป็นการสร้าง “กระจกส่องอนาคต” ผ่านประสบการณ์ข้ามพรมแดน ไทย-ลาว-จีน บนเส้นทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจและจิตวิญญาณ โดยมีผู้นำขบวนองค์กรชุมชน ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ พอช. เข้าร่วมกว่า 60 คน ระหว่างวันที่ 10 – 16 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา
นายวิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการ พอช.
ปรับฐานคิดสู่สากล
ก่อนที่จะก้าวข้ามโขงสู่ต่างแดน การเตรียมความพร้อมทางความคิด คือก้าวแรกที่สำคัญ เริ่มต้นด้วยการปฐมนิเทศเพื่อซักซ้อมความเข้าใจ โดย นายวิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการ พอช. เน้นย้ำว่า “มากกว่าความรู้ คือความผูกพัน” การศึกษาดูงานครั้งนี้คือเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเชิงระบบ
และได้รับฟังการบรรยายพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญ ทั้งเรื่องนโยบาย Belt and Road (เส้นทางสายไหมยุคใหม่) โดยอาจารย์รพี สว่างแจ้ง ที่มาถอดรหัสว่าเส้นทางนี้จะเปลี่ยนบริบทเศรษฐกิจท้องถิ่นไปอย่างไร รวมถึงบทเรียนการจัดการความยากจนของจีน และนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะโดย รศ.ดร. จักรี ศรีนนท์ฉัตร ที่ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีคือเครื่องมือสร้างความมั่นคงทางอาหารที่ชุมชนเข้าถึงได้ การปรับฐานคิดนี้ช่วยให้ผู้นำชุมชนสามารถ “ถอดรหัส” สิ่งที่จะพบเห็นในลาวและจีนได้อย่างแหลมคมยิ่งขึ้น
“นครหลวงเวียงจันทน์” ฐานจิตวิญญาณและอัตลักษณ์แห่งรัฐชาติ
เมื่อข้ามสู่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว คณะได้มุ่งหน้าสู่ “พระธาตุหลวง” และ “ประตูไซ” แลนด์มาร์กสำคัญที่แฝงนัยทางการพัฒนา การเรียนรู้ที่นี่ก้าวข้ามการท่องเที่ยวสู่การศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างสัญลักษณ์แห่งชาติและฐานจิตวิญญาณของผู้คน บทเรียนสำคัญคือ ความยั่งยืนของชุมชนต้องมีรากฐานมาจากอัตลักษณ์ที่แข็งแรง ผู้นำชุมชนจำเป็นต้องมีฐานจิตวิญญาณที่มั่นคงเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ การเข้าใจรากเหง้าคือทุนทางสังคมที่สำคัญที่สุดในการนำพาชุมชนจัดการตนเอง
“สิบสองปันนา” เมื่ออัตลักษณ์ชาติพันธุ์ก้าวไปพร้อมกับรถไฟความเร็วสูง
จากเวียงจันทน์ คณะออกเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงมุ่งหน้าสู่เมืองเชียงรุ้ง เขตปกครองตนเองชนชาติไทสิบสองปันนา เพื่อสัมผัสจังหวะของโลกยุคใหม่ จุดเด่นคือการศึกษาดูงานที่ “บ้านหัวนา” หมู่บ้านไทลื้อที่เป็นตัวอย่างการจัดการตนเองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วอ ชาวบ้านที่นี่พิสูจน์ให้เห็นว่า พวกเขาสามารถรักษาวัฒนธรรมไทลื้อไว้ได้อย่างเหนียวแน่น พร้อมๆ กับการบริหารจัดการเศรษฐกิจชุมชนให้สอดรับกับสถานีรถไฟความเร็วสูงที่พาดผ่าน การบูรณาการทุนวัฒนธรรมให้กลายเป็นจุดแข็งในโลกสมัยใหม่คือคำตอบของการอยู่รอด
“คุนหมิง” นวัตกรรม ความมั่นคงทางอาหาร และพลังของ Soft Power
การนำงานวิจัยมาสร้างมูลค่าเศรษฐกิจที่มหาวิทยาลัยยูนนาน เรียนรู้วิธีการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากห้องแล็บสู่ฟาร์มเกษตรกรจริง การใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความแม่นยำในการผลิต ซึ่งเป็นรากฐานของความมั่นคงทางอาหารยั่งยืน นอกจากนี้ การศึกษาพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างถนนคนเดินหนานผิง และเมืองโบราณกวนตู้ ยังสะท้อนถึงการใช้ Soft Power และการจัดการพื้นที่สาธารณะอย่างชาญฉลาด สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมเหล่านี้ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ทรงพลัง โดยมีวัดหยวนทงเป็นตัวอย่างของการใช้มรดกวัฒนธรรมเป็นต้นทุนศักยภาพพื้นที่
มิตรภาพและความหวังเพื่อชุมชน
ตลอด 7 วันของการเดินทาง ได้มีกระบวนการสรุปบทเรียน (AAR) ที่เข้มข้น ทุกคนได้เห็น “โลกสองด้าน” ทั้งจุดแข็งที่น่าถอดรหัสและปัญหาที่เป็นบทเรียนล้ำค่า สิ่งที่น่าประทับใจยิ่งกว่าความรู้คือมิตรภาพที่แน่นแฟ้น ดังคำกล่าวที่ว่า “ถ้าเรามาเครื่องบิน เราอาจจะไม่รักกันขนาดนี้” เพราะการร่วมเดินทางผ่านอุปสรรค การช่วยกันหิ้วกระเป๋า และการดูแลกันในทุกย่างก้าว ได้หล่อหลอมความสามัคคีของเครือข่ายนักพัฒนาให้เข็งแกร่งขึ้น
การเดินทางในทครั้งนี้จบลงด้วยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และพี่น้องผู้นำชุมชนทุกคน แม้การเดินทางจะสิ้นสุดลง แต่ภารกิจที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้นขึ้น ผู้นำ พอช. ทั้ง 5 ภูมิภาค ได้นำ “กระจกส่องอนาคต” นี้กลับสู่ภูมิลำเนา เพื่อนำความรู้ นวัตกรรม และแรงบันดาลใจ ไปต่อยอดและขับเคลื่อนระบบการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองในประเทศไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืน




























