“สมสุข” ย้ำการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยคือการจัดการ “ถิ่นฐานมนุษย์” (Human Settlement) อย่างเป็นระบบ ชี้จุดตายงานพัฒนาแบบเดิมที่ล่าช้าไม่ทันวิกฤตเมือง พร้อมประกาศยุทธศาสตร์ “Scale of Change” ใช้พลังเครือข่ายระดับเมืองต่อรองโครงสร้างอำนาจที่บิดเบี้ยว เพื่อคืนสิทธิและศักดิ์ศรีให้คนจนเมืองและชนบทอย่างเป็นธรรม
ออกแบบหลักสูตรพัฒนาพื้นที่ สร้างเครือข่ายคนรุ่นใหม่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง
สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. จัดสัมมนา “แลกเปลี่ยนหารือแนวทางการออกแบบหลักสูตรการพัฒนาพื้นที่ชนบทประเทศไทย” สร้างเครือข่ายคนรุ่นใหม่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง จัดทำหลักสูตรพัฒนาพื้นที่ชนบทประเทศไทย ระดมสมองวิเคราะห์ความท้าทายและโจทย์ใหญ่ของการจัดการตนเอง พร้อมโชว์รูปธรรมความสำเร็จ “บ้านมั่นคงชนบท” เป็นต้นแบบความเข้มแข็ง โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างความรู้และผลักดันให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน นำโดยนางสาวสมสุข บุญญะบัญชา อนุกรรมการบ้านมั่นคงและการจัดการที่ดิน ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภาคีภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และผู้นำชุมชนเครือข่ายบ้านมั่นคง เข้าร่วมกว่า 30 คน ณ โรงแรมเอสบางกอก ถนนนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา
“เราไม่ได้แค่ทำเรื่องบ้าน แต่เรากำลังทำเรื่องอำนาจในการจัดการชีวิต”
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา อนุกรรมการบ้านมั่นคงและการจัดการที่ดิน พอช.กล่าวถึง ความเข้าใจคลาดเคลื่อนในงานพัฒนาไทยที่มักมอง “Housing” เป็นเพียงการก่อสร้างอาคาร แต่ในระดับสากลใช้คำว่า “Settlement” หรือการจัดการถิ่นฐาน ซึ่งเป็นเรื่องขององค์รวม ทั้งระบบเศรษฐกิจ สวัสดิการ และความมั่นคงในการอยู่อาศัย โดยเธอยกตัวอย่างว่า การสร้างบ้านหลังใหญ่ในโครงการบ้านพอเพียงอาจดูดีในเชิงกายภาพ แต่หากขาดความเข้มแข็งของระบบการเงินและสิทธิที่ดิน บ้านเหล่านั้นก็ไม่อาจปกป้องชาวบ้านจากแรงเหวี่ยงของระบบทุนอุตสาหกรรมที่รุกคืบพื้นที่คนจนได้
นางสาวสมสุขกล่าวว่า บทเรียนสำคัญคือการก้าวข้าม “การทำเฉพาะจุด” ไปสู่ “การทำทั้งเมือง” การสร้างโครงการตัวอย่างเพียงจุดเดียวอาจได้รางวัลระดับโลก แต่ในขณะที่คนทำโครงการใช้เวลา 3-4 ปีสางปัญหาหนึ่งชุมชน กลับมีคนจนถูกไล่ที่ในเมืองนับพันแห่ง การพัฒนาจึงต้องคิดถึงสเกลหรือขนาดของผลกระทบที่ต้องคลุมพื้นที่ระดับจังหวัด เพื่อสร้างแรงต่อรองกับหน่วยงานรัฐและกลุ่มอิทธิพลที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง
“เงินคือเครื่องมือเปลี่ยนโครงสร้าง”
นางสาวสมสุขกล่าวต่อไปอีกว่า แนวคิดของ พอช. ที่ “กล้าโอนเงินตรงสู่มือชาวบ้าน” ซึ่งในช่วงเริ่มต้นถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าชาวบ้านไม่พร้อม “ความไม่พร้อมนั่นแหละคืองาน” เพราะเมื่อชาวบ้านได้รับทรัพยากรและอำนาจการตัดสินใจ พวกเขาจะลุกขึ้นมาจัดการข้อมูล ออมทรัพย์ และวางแผนชีวิตตนเอง จนเกิดเป็นอำนาจการเปลี่ยนจากล่างขึ้นบน ที่สามารถล็อบบี้และกำหนดนโยบายร่วมกับรัฐได้จริง ดังที่เคยประสบความสำเร็จในการผลักดันนโยบายกับรัฐบาลในอดีตมาแล้ว
ทางรอดท่ามกลางวิกฤตประชากรและที่ดิน ในปัจจุบันที่ชนบทกำลังเผชิญวิกฤตประชากร ทิ้งคนแก่และเด็กไว้กับปัญหาที่ดินทำกินที่ถูกประกาศทับซ้อนโดยหน่วยงานรัฐ งานพัฒนาหลังจากนี้ต้อง “เนียนและแหลมคม” ในการสร้างพันธมิตรทุกภาคส่วน ทั้งภาควิชาการและประชาสังคม เพื่อสร้างMovement ที่ใหญ่พอจะหยุดยั้งเครื่องจักรที่สร้างปัญหาซ้ำซาก และเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น “จังหวัดจัดการตนเอง” ที่ประชาชนไม่ใช่แค่ผู้รับการสงเคราะห์ แต่เป็นผู้กำหนดอนาคตถิ่นฐานของตนเองอย่างแท้จริง นางสาวสมสุขกล่าวในตอนท้าย
ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์
“ภูมินิเวศทางวัฒนธรรม” สร้างชุมชนด้วยความเข้าใจ
ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ย้ำว่า บทบาทใหม่ของสถาปนิกที่ต้องขยายความรับผิดชอบจากการออกแบบอาคารไปสู่การบริหารจัดการภูมิทัศน์วัฒนธรรม เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในชุมชน ใช้กรอบแนวคิดหลักเป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับเปลี่ยนมุมมองและกระบวนการทำงานในพื้นที่จริง โดยมุ่งเน้นการสร้างความเห็นอกเห็นใจทางสังคมซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดหายไปในปัจจุบัน เพื่อให้เข้าใจถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทับซ้อนอยู่ การฟื้นฟูความสัมพันธ์และสายใยทางสังคมผ่านจินตนาการใหม่ของชุมชน จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้โครงการพัฒนาต่างๆ ประสบความสำเร็จได้จริง หากปราศจากการสร้างความตระหนักรู้ในระดับโครงสร้างและการเห็นอกเห็นใจกันอย่างลึกซึ้ง การสร้างชุมชนใหม่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมย่อมเป็นไปได้ยากยิ่งในอนาคต
ดร.อรรถจักร์กล่าวถึง หัวใจของการขับเคลื่อนสังคมคือ “ความเห็นอกเห็นใจเชิงสังคม” สังคมไทยในปัจจุบันมักมีความเห็นอกเห็นใจแบบปัจเจกบุคคล คือพร้อมช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยากเป็นรายคน แต่กลับขาดความเห็นอกเห็นใจในระดับโครงสร้างสังคม ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าความยากจนเกิดจากความขี้เกียจ กินเหล้า หรือเล่นการพนัน ทั้งที่แท้จริงแล้ว ชาวบ้านส่วนใหญ่ตกเป็นเหยื่อของ “โครงสร้างที่ทำให้ยากจน”
“เราสูญเสียกรรมของสังคม และไปมุ่งเน้นแต่กรรมของปัจเจก หลักสูตรการพัฒนาพื้นที่ในอนาคตจึงต้องทำหน้าที่ถักสานความสัมพันธ์ใหม่ ดึงรากฐานความผูกพันดั้งเดิม ขึ้นมาเป็นพลังในการสร้าง Social Empathy”ดร.อรรถจักร์กล่าว
นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ
คนรุ่นเก่า-ใหม่ จับมือออกแบบ “ชุมชนอนาคต” ก้าวข้ามความต่าง
นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนากล่าวถึง วิกฤตโครงสร้างสังคมไทยในปัจจุบันที่ถูกครอบงำด้วยรัฐอำนาจนิยมรวมศูนย์และระบบเศรษฐกิจทุนผูกขาด ซึ่งส่งผลให้ความเป็นชุมชนลดลงและแปรเปลี่ยนสู่ความเป็นปัจเจกนิยมอย่างรุนแรง โดยระบุว่าแม้ในพื้นที่ต่างๆ จะมีรูปธรรมความสำเร็จที่เข้มแข็งมานานกว่า 30 ปี แต่คำถามสำคัญคือการขาด “พลังจากการออกแบบร่วมกัน” ทำให้การเคลื่อนไหวมีลักษณะต่างคนต่างทำและขาดพลังในการต่อรอง
นายชัชวาลย์กล่าวต่อ หัวใจของการกอบกู้ความหวังอยู่ที่การกลับไปทำความเข้าใจ “รากฐาน” 3 ประการของชุมชน ได้แก่ รากนิเวศน์ ที่ผูกพันกับป่าต้นน้ำและพื้นที่ตั้งถิ่นฐานอันปลอดภัย รากเหง้า ที่สะท้อนประวัติศาสตร์การมีอยู่ของผู้คนผ่านระบบเครือญาติ และ รากประวัติศาสตร์ ที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ซึ่งรากฐานเหล่านี้ถูกเชื่อมโยงด้วยปฏิทินประเพณี 12 เดือน และระบบทำมาหากิน “นาไร่ป่าสวน” ที่สอดคล้องกับฤดูกาล ภารกิจเร่งด่วนคือการ “ออกแบบชุมชนในอนาคต” โดยต้องให้คนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ทำงานร่วมกัน เพื่อถักทอสายใยความสัมพันธ์ใหม่ที่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ พร้อมยกระดับพื้นที่รูปธรรมอย่างกลุ่มเกษตรกรรมยั่งยืน ให้กลายเป็นพลังทางสังคมที่เข้มแข็งเพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากฐานราก
“เราต้องเปลี่ยนแปลงสังคมจากฐานรากด้วยความหวัง โดยใช้พลัง 4 ด้าน คือ พลังนิเวศน์ที่เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตของชุมชน พลังเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ต้องปลดปล่อยจากการกดทับของกฎหมายและนายทุน พลังวัฒนธรรมและภูมิปัญญา และพลังประชาธิปไตยชุมชน” นายชัชวาลย์กล่าว
นายไมตรี จงไกรจักร์
“ชุมชนต้องกำหนดชะตาตนเอง”
นายไมตรี จงไกรจักร์ ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไทกล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะส่งเสริมความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนท่ามกลางความท้าทายในปัจจุบัน โดยระบุว่าการขับเคลื่อนงานพัฒนาต้องวางอยู่บนเสาหลัก 4 ประการ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสได้และยั่งยืน เริ่มต้นจาก (1) วิถีวัฒนธรรมและภูมิปัญญา ซึ่งถือเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดในการสร้างตัวตนและความสามัคคี ควบคู่ไปกับ (2) กระบวนการทำงาน ที่เป็นระบบ และ (3) การสร้างรูปธรรม ที่ชัดเจน โดยนายไมตรีเสนอโมเดลการทำงานแบบลำดับขั้นเพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณและแผนงาน เช่น ในปีแรกควรเน้นการฟื้นฟูฐานวิถีวัฒนธรรมและโครงสร้างความสัมพันธ์ในชุมชน จากนั้นในปีที่ 2 และ 3 จึงขยับสู่การแก้ปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของความมั่นคงมนุษย์ (4) การนำเสนอข้อค้นพบสู่ระดับนโยบาย ชุมชนต้องกล้านำข้อมูลความจริงจากการปฏิบัติมาเสนอต่อสาธารณะเพื่อผลักดันให้เกิดนโยบายร่วมกัน โดยเฉพาะการต่อสู้กับกฎหมายที่กดทับสิทธิชุมชนในเรื่องขอบเขตที่ดิน ซึ่งมักขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในพื้นที่
“เราต้องยืนยันความเป็นประวัติศาสตร์ของชุมชนและใช้กระบวนการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ การนำเสนอข้อค้นพบเหล่านี้จะช่วยให้ภาครัฐมองเห็นปัญหาเชิงโครงสร้าง และนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายที่เป็นธรรมต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านอย่างแท้จริง” นายไมตรีกล่าวสรุป
โครงการบ้านมั่นคงชนบท
เป็นโครงการที่ขยายผลต่อยอดมาจากแนวคิด “บ้านมั่นคงเมือง” เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงในที่ดิน ที่อยู่อาศัย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชนบทอย่างบูรณาการ
จุดเริ่มต้นและแนวคิดหลัก ขยายผลจากเมืองสู่ชนบท เริ่มขับเคลื่อนเพื่อแก้ปัญหาบ้านเรือนทรุดโทรม และปัญหาชาวบ้านไร้ที่ดินทำกิน หรือมีปัญหาที่ดินทับซ้อนกับพื้นที่ของรัฐ เช่น ป่าสงวนฯ ป่าชายเลน หรือพื้นที่ คทช. ชุมชนเป็นแกนหลัก (Area-based) ใช้พื้นที่ระดับ “ตำบล” เป็นฐานในการทำงาน โดยเปลี่ยนแนวคิดจากที่ชาวบ้านเป็น “ผู้รอรับความช่วยเหลือ” สู่การเป็น “เจ้าของโครงการ” ชุมชนจะรวมกลุ่มกันสำรวจข้อมูล จัดตั้งกองทุนออมทรัพย์/สหกรณ์ และร่วมออกแบบวางแผนการพัฒนาด้วยตนเอง
มิติการพัฒนาที่มากกว่า “ตัวบ้าน” บ้านมั่นคงชนบทเน้นการพัฒนาองค์รวม 4 ด้านหลัก ได้แก่ ความมั่นคงในที่ดิน สนับสนุนให้ชุมชนรวมกลุ่มเจรจากับหน่วยงานรัฐ เพื่อขอรับสิทธิการเช่าหรือสิทธิครอบครองที่ดินทำกินอย่างถูกต้องและยั่งยืน สาธารณูปโภคและสิ่งแวดล้อม พัฒนาระบบน้ำบาดาล แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และสร้างการอยู่ร่วมกับทรัพยากรธรรมชาติ เช่น โมเดลบ้านเปลี่ยนป่า ชุมชนน้ำไผ่ หรือการทำหอเฝ้าระวังช้างป่าในฉะเชิงเทรา) เศรษฐกิจชุมชน ส่งเสริมกลุ่มอาชีพทางเลือก ลดการพึ่งพาเกษตรเชิงเดี่ยว เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง สวัสดิการสังคม ใช้ระบบสหกรณ์สร้างกองทุนหมุนเวียนเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางในพื้นที่

















