เครือข่ายการจัดการภัยพิบัติและขบวนองค์กรชุมชน 5 ภาค ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. และหน่วยงานภาคี จัดมหกรรมการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน 5 ภาค ภายใต้แนวคิด “สิทธิชุมชนกับการสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัย และการจัดการภัยพิบัติอย่างมีส่วนร่วม” ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายปฏิรูประบบจัดการภัยพิบัติแบบ “ล่างขึ้นบน” จี้รัฐกระจายอำนาจ-งบประมาณสู่ท้องถิ่น พร้อมประกาศเจตนารมณ์ผลักดันสิทธิชุมชนเข้าสู่รัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างความมั่นคงทางที่อยู่อาศัยและทางรอดจากวิกฤตธรรมชาติ
เชียงใหม่/12 – 13 มีนาคม 2569 – เครือข่ายการจัดการภัยพิบัติและขบวนองค์กรชุมชน 5 ภาค ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. และหน่วยงานภาคี จัดเวทีการขับเคลื่อนงาน มหกรรมการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน 5 ภาค ภายใต้หัวข้อสำคัญ “สิทธิชุมชนกับการสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัย และการจัดการภัยพิบัติอย่างมีส่วนร่วม” โดยมีผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนจากทั่วประเทศเข้าร่วม กว่า 300 คน ณ ห้องเอราวัณ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
5 รูปแบบการขับเคลื่อนที่อยู่อาศัยสู่ความมั่นคง
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ประธานคณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงและการจัดการที่ดินกล่าวถึง แนวคิดสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยควบคู่กับการรับมือภัยพิบัติอย่างมีส่วนร่วม พลังของเครือข่ายองค์กรชุมชนในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงภายใต้หลักการ “ตื่นตัว เรียนรู้ สร้างการเชื่อมโยง ร่วมกัน”
นางสาวสมสุขกล่าวว่า สำหรับรูปแบบการจัดการที่อยู่อาศัยตามแนวทางโครงการบ้านมั่นคง ในปัจจุบันออกเป็น 5 มิติ เพื่อให้ชุมชนและหน่วยงานภาคีเข้าใจบริบทที่แตกต่างกัน คือ สิทธิที่ดินที่อยู่อาศัย การสร้างความชัดเจนและมั่นคงในสิทธิครอบครอง การสร้างสังคมใหม่ มุ่งเน้นการสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืน บ้านเชิงสวัสดิการ การดูแลและจัดหาที่พักอาศัยสำหรับกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ที่อยู่อาศัยเชิงสินค้า การจัดสรรที่อยู่อาศัยในรูปแบบต่างคนต่างอยู่ (แบบกระแสหลัก) การจัดการที่อยู่อาศัยภัยพิบัติ การเตรียมความพร้อมและรับมือในพื้นที่เสี่ยง
ท่ามกลางสถานการณ์ภัยพิบัติที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นและเกินกว่าประสบการณ์ที่เคยมีมา นางสาวสมสุขได้เสนอแนวทาง “เตรียม พร้อม เตรียมตัว จัดตั้ง” เพื่อสร้างระบบเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพ ฐานข้อมูลและความรู้ ชุมชนต้องมีข้อมูลที่แม่นยำและสามารถคาดการณ์เหตุการณ์ได้ พื้นที่กลางและการเชื่อมโยง สร้างความสัมพันธ์ร่วมกับท้องที่ ท้องถิ่น และหน่วยงานภาคี เพื่อผลักดันให้การจัดการภัยพิบัติเป็น “วาระของท้องถิ่น” ระบบตื่นตัว เสริมสร้างความเข้มแข็งทั้งระบบภายในชุมชนและการประสานงานภายนอก นางสาวสมสุขกล่าว
“การฟื้นฟู นำไปสู่การสร้างใหม่” การเปลี่ยนมุมมองต่อภัยพิบัติ โดยใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็น โอกาสในการสร้างใหม่ ผ่านกระบวนการการวางผังเมืองและระบบใหม่ ออกแบบโครงสร้างชุมชนให้รองรับภัยพิบัติได้ดีกว่าเดิม การจัดระบบร่วม ใช้พื้นที่กลางเป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็งและกลไกการจัดการร่วมกันของคนในชุมชน นางสาวสมสุขกล่าวในตอนท้าย
สรุปเนื้อหาและข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน
- ปัญหาและข้อจำกัดของการจัดการภัยพิบัติในปัจจุบัน ระบบในปัจจุบันมีจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้การจัดการไม่ทันท่วงที ได้แก่ การรวมศูนย์อำนาจ อำนาจการตัดสินใจอยู่ไกลจากพื้นที่จริง และขาดกลไกที่มีประสิทธิภาพในระดับท้องถิ่น เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มักให้ความสำคัญกับการ “เผชิญเหตุ” มากกว่าการ “ป้องกัน” และลดผลกระทบก่อนเกิดภัย ระบบข้อมูลไม่เชื่อมโยง ขาดฐานข้อมูลความเสี่ยงและระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนตั้งรับไม่ทัน อุปสรรคทางกฎหมาย ระเบียบการเงินการคลังมีความเคร่งครัดเกินไป ไม่ยืดหยุ่นพอที่จะช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว
- การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จากบนลงล่าง สู่ ล่างขึ้นบน เสนอให้มีการปรับเปลี่ยนวิธีคิด โดยใช้แบบอย่างจากระบบการจัดการของญี่ปุ่น แผนต้องมาจากพื้นที่ แผนการจัดการภัยพิบัติต้องสอดคล้องกับบริบทของแต่ละชุมชน ไม่ใช่แผนเดียวใช้ทั้งประเทศ ประชาชนคือเจ้าของสิทธิ สนับสนุนให้ประชาชนมีสิทธิในการจัดการทรัพยากรและป้องกันภัยพิบัติด้วยตนเอง
- ข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางปฏิบัติ แบ่งออกเป็น 4 ด้านหลัก เพื่อการจัดการอย่างครบวงจร ด้านกฎหมายและโครงสร้างอำนาจ แก้ไข พรบ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นบริหารจัดการได้คล่องตัวขึ้น จัดตั้งศูนย์วอร์รูมระดับพื้นที่ ให้มีคณะทำงานร่วมระหว่างรัฐและภาคประชาชนในสัดส่วนที่เหมาะสม (ระดับตำบลและจังหวัด) ด้านงบประมาณและกองทุน จัดตั้งกองทุนภัยพิบัติระดับตำบลและจังหวัดเพื่อให้มีงบประมาณช่วยเหลือเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ควรจำกัดเพียงแค่ “เงิน” แต่รวมถึงทรัพยากรอื่นๆ เช่น อาหารและเครื่องนุ่งห่ม งบประมาณฉุกเฉิน เสนอให้ผู้ว่าฯ มีกรอบงบประมาณเติมกองทุนภัยพิบัติอย่างน้อย 50 ล้านบาท และให้อำนาจท้องถิ่นประกาศเหตุฉุกเฉินได้ทันที 24 ชั่วโมง ด้านข้อมูลและการเตือนภัย ศูนย์ข้อมูลกลางของชุมชน จัดทำแผนที่ความเสี่ยง ข้อมูลกลุ่มเปราะบาง และปฏิทินภัยพิบัติในระดับหมู่บ้าน เทคโนโลยีการสื่อสาร นำระบบ SOS, วิทยุสื่อสาร และการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียมาใช้ในการเตือนภัยล่วงหน้า ด้านการจัดการเชิงเทคนิค (น้ำ ดิน ไฟ) น้ำ (อุทกภัย) ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่ขวางทางน้ำ เช่น การสร้างสะพานแทนท่อระบายน้ำขนาดเล็ก ดิน (โคลนถล่ม)วางผังชุมชนใหม่ในพื้นที่เสี่ยง และจัดหาพื้นที่อพยพที่ถูกกฎหมาย ไฟ (ไฟป่าและฝุ่น) ปรับนโยบาย “ห้ามเผาเด็ดขาด” เป็นการจัดการป่าอย่างมีส่วนร่วม เช่น การเติมน้ำเข้าป่าพรุเพื่อรักษาความชื้น
- สรุปแนวทางการดำเนินงาน 3 ระยะ ก่อนเกิดเหตุ เน้นการทำข้อมูลความเสี่ยง ซ้อมแผนอพยพ และเตรียมสิ่งของฉุกเฉิน ระหว่างเกิดเหตุ ตั้งศูนย์ประสานงานกลาง มีพื้นที่ปลอดภัย และระบบช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง หลังเกิดเหตุฟื้นฟูสภาพพื้นที่ การเยียวยาสุขภาพจิต และถอดบทเรียนเพื่อปรับปรุงแผนในอนาคต เป้าหมายสูงสุด คือการสร้างชุมชนที่ “รู้รับ-ปรับตัว” และมีความพร้อมในการเผชิญกับความไม่แน่นอนของภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้นทุกปี
คำประกาศเจตนารมณ์ เครือข่ายการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน 5 ภาค
“สิทธิชุมชนกับการสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและการจัดการภัยพิบัติอย่างมีส่วนร่วม”
ภัยพิบัติพรากชีวิต ที่อยู่อาศัย และความมั่นคงไปจากผู้คนนับไม่ถ้วน พวกเราเครือข่ายชุมชน 5 ภูมิภาค เครือข่ายผู้ประสบภัยชายแดน สภาองค์กรชุมชน และภาคประชาสังคม จึงมารวมพลังกันเพื่อประกาศจุดยืนว่า “เราจะไม่รอให้ภัยพิบัติเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยแก้ไข” แต่เราจะลุกขึ้นมาเป็นแกนนำในการจัดการความเสี่ยงด้วยพลังของชุมชนเอง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบและก้าวสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ พวกเราขอประกาศเจตนารมณ์ 6 ประการ เพื่อผลักดันและขับเคลื่อนร่วมกับทุกภาคส่วน ดังนี้
- กระจายอำนาจสู่ฐานราก ต้องให้ “ชุมชนท้องถิ่น” เป็นศูนย์กลางบัญชาการ ทั้งในการวางแผน ป้องกัน รับมือ และฟื้นฟูเยียวยา
- ปลดล็อกกฎหมาย คุ้มครองสิทธิชุมชน แก้ไขระเบียบด้านที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้สอดคล้องกับพื้นที่ พร้อมผลักดันให้ “สิทธิชุมชนในการจัดการภัยพิบัติ” ถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ
- ตั้งกองทุนภัยพิบัติทุกระดับ สร้างกลไกทุนที่ชุมชนเข้าถึงได้จริง เพื่อใช้เตรียมความพร้อมและฟื้นฟูเยียวยา ภายใต้แผนที่ชุมชนเป็นผู้ออกแบบเอง
- บูรณาการศูนย์ข้อมูล (Data Center) & ระบบเตือนภัย ผนึกกำลังสร้างระบบฐานข้อมูล การเฝ้าระวัง และเครือข่ายแจ้งเตือนภัยที่รวดเร็ว แม่นยำ และเกิดจากการมีส่วนร่วม
- สร้างพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) รับมือภัยพิบัติ รัฐต้องสนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการภัยพิบัติที่สอดคล้องกับ “ระบบนิเวศเฉพาะถิ่น” เพื่อนำไปสู่การขยายผลทั่วประเทศ
- ยกระดับประชาชนสู่กลไกตัดสินใจ: จัดตั้งเครือข่ายภัยพิบัติภาคประชาชน และผลักดันตัวแทนชาวบ้านเข้านั่งใน “คณะกรรมการจัดการภัยพิบัติ” ทั้งระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับชาติ
คำประกาศเจตนารมณ์ฉบับนี้ คือสัญญาร่วมกันของพวกเราที่จะจับมือกับภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ และภาคีทุกส่วน เพื่อเสริมสร้างพลังชุมชนให้เข้มแข็ง มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง และสามารถเผชิญหน้าจัดการกับภัยพิบัติได้อย่างมีศักดิ์ศรีและยั่งยืน




















