โครงการบ้านมั่นคงชุมชนแหลมตง บนเกาะพีพี พลิกโฉมจากชุมชนชายขอบสู่การเป็น “เขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์” ชี้ความมั่นคงในที่อยู่อาศัยคือจุดเริ่มต้นของการจัดการตนเองของชุมชน
กระบี่ /10-11 มีนาคม 2569) — สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานโครงการบ้านมั่นคงในพื้นที่ ทั้งชุมชนบนเกาะและเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) โดยนางสาวเฉลิมศรี ระดากูล รองผู้อำนวยการ พอช. และคณะ สำรวจสภาพความเป็นอยู่จริงและเปิดเวทีรับฟังเสียงสะท้อนจากคนในชุมชน พร้อมหารือแผนงานการขับเคลื่อนโครงการบ้านมั่นคงมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ณ ชุมชนแหลมตง ชุมชน และ สปก.กระบี่น้อย จังหวัดกระบี่
วิถีชุมชนแหลมตง
ชุมชนแหลมตง เกาะพีพี มีบริบทเฉพาะตัวทั้งในด้านภูมิศาสตร์และวิถีชีวิตชาวเล ชาวอูรักลาโว้ย บนเกาะพีพี มีประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานและวิถีชีวิตดั้งเดิมที่ผูกพันกับท้องทะเลอันดามันมาอย่างยาวนานหลายชั่วอายุคน ชาวอูรักลาโว้ยเล่าสืบต่อกันมาว่า บรรพบุรุษของพวกเขาล่องเรือมาจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย โดยเดินทางไปตามเกาะต่างๆ ในภาคใต้ของไทย เช่น เกาะไห เกาะกระดาน เกาะลันตา เกาะลิบง และเกาะรอก ก่อนจะมาตั้งรกรากเป็นการถาวรบนเกาะพีพี ชาวเลกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์แรกที่เข้ามาบุกเบิกและจับจองพื้นที่บนเกาะพีพี แม้แต่ชื่อของ “เกาะพีพี” ก็กล่าวกันว่ามีที่มาจากภาษาอูรักลาโว้ย
ในอดีตชาวอูรักลาโว้ยครอบครองพื้นที่ชายหาดทางฝั่งตะวันตกของเกาะพีพีดอนเกือบทั้งหมด ตั้งแต่บริเวณแหลมตง อ่าวเปลว ไปจนถึงสุดแหลมหาดวารี โดยตั้งบ้านเรือนกระจายกันอยู่เป็นหย่อมๆ อย่างอิสระ นามสกุลที่สะท้อนเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์ เช่น ประมงกิจ, ชาวน้ำ, ทะเลลึก, หาญทะเล และ กล้าทะเล
ในปัจจุบัน วิถีชีวิตดั้งเดิมเหล่านี้กำลังเผชิญวิกฤตจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทำให้พื้นที่อาศัยและที่ทำกินเดิมถูกแทนที่ด้วยรีสอร์ทหรู จนชาวเลต้องถูกเบียดขับไปอยู่ในพื้นที่จำกัดเพียงไม่กี่ไร่ที่แหลมตง จำนวนกว่า 40 หลัง ซึ่งอยู่กันอย่างแออัด ท่ามกลางเพิงสังกะสีและบ่อน้ำบาดาลเพียงแห่งเดียว ไม่มีระบบสาธารณูปโภค หรือเรียกได้ว่า “สลัมบนเกาะ”
“บ้านมั่นคงชุมชนแหลมตง”
โครงการ”บ้านมั่นคงชุมชนแหลมตง” หรือที่รู้จักในนามโครงการบ้านมั่นคงชุมชนชาติพันธ์ชาวเลอูรักลาโว้ย เกาะพีพี เป็นโครงการที่เกิดขึ้นภายใต้การสนับสนุนของ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลที่อยู่อาศัยมาดั้งเดิมแต่ขาดความมั่นคงในสิทธิที่ดินที่อยู่อาศัย ซึ่งชุมชนเผชิญความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยเนื่องจากที่ดินทับซ้อนกับที่สาธารณะ ป่าสงวน หรือมีข้อพิพาทกับนายทุน สภาพบ้านเรือนเดิมทรุดโทรมและแออัด ขาดแคลนสาธารณูปโภค (ไฟฟ้า/น้ำประปา) ที่เหมาะสม
ชาวชุมชนจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อบริหารจัดการเงินและแผนงานร่วมกัน สิทธิที่ดิน เน้นการเจรจาขอใช้ที่ดินในรูปแบบ “เช่าที่ดินระยะยาว” จากหน่วยงานรัฐ เพื่อให้เกิดสิทธิการอยู่อาศัยที่ถูกกฎหมายแต่เป็นกรรมสิทธิ์รวมของชุมชน พอช. เข้ามาช่วยชุมชนออกแบบบ้านที่สอดคล้องกับ “วิถีชีวิตชาวเล”
ในการเริ่มต้นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลง สมาชิกในชุมชนได้ร่วมกันวางรากฐานสำคัญที่ส่งผลต่อทั้ง “ความภูมิใจ” และ “ความปลอดภัย” ในชีวิตประจำวันคือการ “ทำป้ายชื่อชุมชนใหม่” เป็นการประกาศตัวตนและการสร้าง Landmark ที่สะท้อนถึงความสามัคคีและประวัติศาสตร์ของพื้นที่ ป้ายนี้จะเป็นเสมือน “หน้าตา” แรกที่ต้อนรับผู้มาเยือน และเป็นสัญลักษณ์ที่ย้ำเตือนใจคนในพื้นที่ว่า เรากำลังร่วมกันสร้างบ้านใหม่ที่มีอนาคต ควบคู่ไปกับภาพลักษณ์ที่สวยงาม ชุมชนได้ลงมือแก้ไข ทางเดินในชุมชน ปรับปรุงจากเส้นทางที่เคยสัญจรลำบาก ให้กลายเป็นทางเดินที่มั่นคง ปลอดภัย และเข้าถึงได้ง่ายสำหรับคนทุกวัย โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ ระบบระบายน้ำ แก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังและกลิ่นไม่พึงประสงค์ เพื่อสุขอนามัยที่ดีของส่วนรวม และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดกับตัวบ้านในระยะยาว ไฟฟ้าและน้ำประปา ยกระดับความมั่นคงของสาธารณูปโภคพื้นฐาน ให้มีแสงสว่างที่เพียงพอในยามค่ำคืนเพื่อลดจุดเสี่ยงอันตราย และมีน้ำประปาที่สะอาด ไหลสม่ำเสมอ สำหรับการอุปโภคบริโภค
นางสาวเฉลิมศรี ระดากูล รองผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า ปัจจุบันชุมชนแหลมตงกำลังก้าวเข้าสู่การยกระดับไปสู่ “เขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์” เมื่อบ้านเรือนมีความมั่นคง สะอาด และเป็นระเบียบเรียบร้อย ชุมชนแหลมตง จะกลายเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิม คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ชุมชนและการท่องเที่ยว สามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างเกื้อกูล หากภาครัฐเปิดโอกาสและวางกลไกให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการตนเอง การมีบ้านที่มั่นคงและถูกสุขลักษณะไม่เพียงแต่ยกระดับภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวเกาะพีพี แต่ยังเป็น “ฐานรากสำคัญ” ที่ทำให้วัฒนธรรมและจิตวิญญาณของชาวเลอูรักลาโว้ยยังคงเข้มแข็ง โครงการบ้านมั่นคงชุมชนแหลมตง คือการคืนสิทธิและศักดิ์ศรีให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ ของชาวเลอูรักลาโว้ย
ทั้งนี้ พอช. มีแผนที่จะถอดบทเรียนความสำเร็จจากชุมชนแหลมตง เพื่อขยายผลไปยังชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนชายฝั่ง ทั่วประเทศ โดยมุ่งหวังให้การพัฒนาที่อยู่อาศัยเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นคงของมนุษย์ในทุกมิติ นางสาวเฉลิมศรีกล่าว
บ้านมั่นคงในที่ดิน ส.ป.ก. กระบี่น้อย
บ้านมั่นคงในที่ดิน ส.ป.ก. กระบี่น้อย หรือที่รู้จักในชื่อโครงการ คทช. แปลง 601, 602 และ 603 เป็นโครงการต้นแบบระดับประเทศในการจัดการที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้กับผู้ยากไร้ โดยเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่าง สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือพอช. จากอดีตพื้นที่สัมปทานสวนปาล์มน้ำมันขนาดใหญ่ที่หมดสัญญา สู่การเป็นความหวังใหม่ของผู้ไร้ที่ดินทำกิน คือการปฏิรูปที่ดินเชิงรุกที่เปลี่ยน “ที่ดินรัฐ” ให้กลายเป็น “ที่อยู่อาศัยและแหล่งผลิตอาหาร” อย่างเป็นรูปธรรม
โครงการนี้เริ่มต้นจากการที่ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ใช้มาตรา 44 (เดิม) และกฎหมายปฏิรูปที่ดิน ยึดคืนพื้นที่จากบริษัทเอกชนที่ถือครองที่ดินเกินกำหนดและหมดสัญญาสัมปทานในเขตตำบลกระบี่น้อยและตำบลห้วยยูง รวมเนื้อที่กว่า 5,000 ไร่ เพื่อนำมาจัดระเบียบใหม่ให้แก่เกษตรกรและผู้ยากไร้ที่ลงทะเบียนไว้กับภาครัฐ ความโดดเด่นของโครงการกระบี่น้อยคือการทำงานร่วมกันแบบไร้รอยต่อระหว่าง 2 หน่วยงานหลัก ส.ป.ก. (เจ้าของที่ดิน) ทำหน้าที่วางผังแม่บท แบ่งโซนพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่อยู่อาศัย โดยใช้รูปแบบ “คทช.” (คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ) ที่จัดที่ดินให้ในลักษณะแปลงรวม ไม่ให้กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลเพื่อป้องกันการขายสิทธิให้นายทุน แต่ให้สิทธิการเช่า/ใช้ประโยชน์ชั่วลูกชั่วหลานผ่านสหกรณ์ พอช. เข้ามาเติมเต็มในส่วนของ “บ้านมั่นคงชนบท” สนับสนุนงบประมาณก่อสร้างบ้านและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วม ให้ชาวบ้านช่วยกันออกแบบชุมชนของตนเอง
มีการจัดตั้ง “สหกรณ์การเกษตรกระบี่น้อยพัฒนา จำกัด” เพื่อเป็นนิติบุคคลในการรับสิทธิการใช้ที่ดินจาก ส.ป.ก. และเป็นตัวกลางในการบริหารจัดการผลผลิต การออมทรัพย์ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนทุนหมุนเวียนสำหรับเกษตรกรสมาชิก แม้โครงการจะมีความคืบหน้าไปมาก แต่ความท้าทายสำคัญคือการปรับสภาพดินที่ผ่านการปลูกปาล์มน้ำมันมานานให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ รวมถึงการสร้างอาชีพใหม่ให้แก่ผู้ที่ย้ายเข้ามาอยู่ ปัจจุบันมีการส่งเสริมการรวมกลุ่มอาชีพ เช่น การปลูกกล้วย การทำเกษตรปลอดภัย การแปรรูปสินค้าทางการเกษตร
การจัดสรรที่ดินในโครงการนี้มีการวางระบบไว้อย่างชัดเจน จัดสรรพื้นที่ประมาณ 2.5 ไร่ ต่อครัวเรือน เพื่อสร้างบ้านที่มั่นคง แข็งแรง และมีพื้นที่รอบบ้านสำหรับปลูกพืชสวนครัว จัดสรรที่ดินเพื่อการเกษตรตามความเหมาะสมของสภาพดิน โดยเน้นการทำเกษตรผสมผสานแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว มีระบบกระจายน้ำเพื่อการเกษตรระยะทางหลายสิบกิโลเมตร และระบบไฟฟ้าส่องสว่าง เพื่อยกระดับให้เป็นชุมชนที่พึ่งพาตนเองได้




















