“หลายคนมักเข้าใจว่า เมื่อระดับน้ำลดลง วิกฤตการณ์ย่อมสิ้นสุดลง” แต่ในความเป็นจริงสำหรับผู้ประสบภัย นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความท้าทายครั้งใหม่ที่หนักหน่วงและซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม
กรณีจากชุมชนริมราง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา คือภาพสะท้อนของความจริงข้อนี้ หลังเผชิญอุทกภัยรุนแรงเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 แม้น้ำจะลดลง แต่ความเสียหายที่ซ่อนอยู่และความกังวลใจของชาวบ้านเพิ่งจะปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน บทเรียนสำคัญจากการลงพื้นที่ประเมินความเสียหาย ที่เผยให้เห็นมิติของการฟื้นฟูภัยพิบัติที่มักถูกมองข้ามไป
เมื่อบ้านทั้งหลังพังทลายลงต่อหน้า
ความสูญเสียจากน้ำท่วมไม่ได้วัดกันที่ระดับน้ำที่เคยท่วมถึง มันคือร่องรอยความเสียหายที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง จากการสำรวจพบว่า มีบ้านเรือนในชุมชนหลายร้อยหลังคาเรือนที่ได้รับความเสียหายตั้งแต่ระดับปานกลางไปจนถึงระดับหนัก ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นจับต้องได้และส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นหลังคาบ้านพังทลาย ฝ้าเพดานเสียหาย ไปจนถึงประตูและหน้าต่างที่ชำรุดจนไม่สามารถใช้งานได้
แต่ภาพที่สะเทือนใจและแสดงถึงความรุนแรงของภัยพิบัติได้ชัดเจนที่สุด คือสภาพของบ้านที่เสียหายอย่างหนัก ผนังบ้านที่ก่อด้วยอิฐบล็อกถล่มลงจนไม่เหลือสภาพ “เปลี่ยนนิยาม ‘ความเสียหายจากน้ำท่วม’ จากนามธรรม ให้กลายเป็นภาพความสูญเสียที่แจ่มชัด” และความรู้สึกไม่ปลอดภัยในบ้านของตัวเอง
โครงสร้างบ้านที่ไม่ปลอดภัยคือความเสี่ยงที่มองไม่เห็น
แม้ว่าน้ำจะแห้งไปแล้ว แต่ภัยอันตรายยังคงซ่อนตัวอยู่เงียบๆ จากการประเมินของ ทีมช่างชุมชนบ้านมั่นคงริมรางเมืองสงขลา ที่ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างละเอียด พบว่าบ้านบางหลังมีความเสี่ยงด้านโครงสร้างที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงก่อนจึงจะสามารถกลับเข้าไปอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัย
ผลกระทบที่ตามมาทันทีคือ มีบางครอบครัวที่ยังไม่สามารถกลับเข้าบ้านของตนเองได้ ไม่ใช่แค่เพราะตัวบ้านไม่แข็งแรง แต่ยังรวมถึงสภาพแวดล้อมโดยรอบที่ยังไม่ปลอดภัย บทเรียนสำคัญในข้อนี้คือ การฟื้นฟูหลังภัยพิบัติไม่ได้จบลงที่การทำความสะอาด แต่ต้องลงลึกไปถึงการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เพื่อให้แน่ใจว่าชาวบ้านสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยอย่างแท้จริง ความเสี่ยงทางกายภาพที่ยังคงหลงเหลืออยู่นี้ ได้สร้างภาระทางใจที่หนักหน่วงไม่แพ้กัน ทำให้ชาวบ้านรู้สึกไม่ปลอดภัยแม้จะอยู่ในที่ที่ควรจะเป็นที่พักพิงของตนเอง
การฟื้นฟูไม่ใช่เรื่องของใครคนเดียว
เมื่อต้องเผชิญกับความเสียหายที่รอบด้านเช่นนี้ เส้นทางการฟื้นฟูจึงไม่อาจเดินไปได้โดยลำพัง และนี่คือจุดที่พลังของการฟื้นฟูที่นำโดยชุมชนได้เข้ามามีบทบาทสำคัญที่สุด ผลกระทบทางจิตใจของชาวบ้านเป็นเรื่องที่ “วิกฤตศรัทธาและความบอบช้ำ” หลายคนรู้สึกหมดหนทางเมื่อเห็นบ้านและข้าวของเครื่องใช้ที่สร้างมาทั้งชีวิตต้องพังทลายลงไปต่อหน้า พร้อมกับความไม่แน่นอนว่าจะสามารถเริ่มต้นใหม่ได้อย่างไร
หลายครอบครัวสูญเสียทั้งบ้านและข้าวของเครื่องใช้ และยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถเริ่มต้นซ่อมแซมได้อย่างไรท่ามกลางความสิ้นหวัง การทำงานร่วมกันระหว่าง พอช. และ ทีมช่างชุมชนบ้านมั่นคงริมรางเมืองสงขลา ได้กลายเป็นจุดเริ่มของการฟื้นฟูที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริง โดยเสียงสะท้อนจากชาวบ้านที่ชัดเจนบอกว่า พวกเขาต้องการการสนับสนุนที่ไม่เพียงการซ่อมแซมบ้าน มันยังรวมถึงการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมและพื้นที่ส่วนกลางของชุมชน เพื่อให้ทุกคนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุขโดยเร็วที่สุด
เรื่องราวของชุมชนริมราง จ.สงขลา แท้จริงนั้นต้องมองให้ลึกกว่าระดับน้ำที่ลดลง โดยต้องตระหนักถึง ความเสียหายที่เป็นรูปธรรมของบ้านที่พังทลาย จัดการกับ ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่มองไม่เห็นซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต และที่สำคัญที่สุด คือการส่งเสริม พลังของชุมชนซึ่งเป็นหัวใจหลักในการก้าวข้ามผ่านวิกฤตทั้งสองด้าน
คำถามสำคัญที่ทิ้งไว้คือ นอกเหนือจากการเยียวยาเฉพาะหน้า เราจะสร้างระบบที่ช่วยให้ชุมชนแค่ ‘ซ่อมแซม’ หรือการ ‘สร้างใหม่’ ให้แข็งแกร่งและพร้อมรับมือกับอนาคตที่ไม่อาจคาดเดาได้อย่างไร?
















