พอช.-นิด้า เปิดเวที ระดมสมอง ‘ดีไซน์’ ภาคประชาสังคมใหม่ ดันเป็น ‘หุ้นส่วนการพัฒนา’ มุ่งแก้กฎหมาย-จัดตั้งกลไกขับเคลื่อนระดับจังหวัด พร้อมเตรียม ยกระดับการมีตัวตน ผ่านระเบียบสำนักนายกฯ และผลักดัน กฎหมายใหม่ รองรับภาคประชาสังคม ขณะเดียวกันเตรียมจัด เวทีเชิงสัญลักษณ์พบนายกฯ เพื่อยื่นข้อเสนอเชิงนโยบาย
กรุงเทพมหานคร – 14 ตุลาคม 2568 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ได้มีการจัด “เวทีการออกแบบการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม” โดยมี นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการ พอช. เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม ณ ห้องประชุมไพบูลย์วัฒนศิริธรรม ชั้น 1 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)
ผอ. พอช. ชูแนวทาง “ออกแบบการทำงานร่วมกัน” หนุนเสริมความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน
นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ได้กล่าวถึงแนวทางการสนับสนุนและพัฒนาภาคประชาสังคม โดยเน้นย้ำถึงการ “ออกแบบการทำงานร่วมกัน” ระหว่างภาคประชาสังคม สถาบันฯ และหน่วยงานภาคี การทำงานดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ หนุนเสริมการทำงานของขบวนองค์กรชุมชน และ สนับสนุนกระบวนการภาคประชาสังคมเชิงโครงสร้าง เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนงานพัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วและมีเป้าหมาย และถือเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนการทำงานของภาคประชาสังคม เพื่อนำไปสู่การ ขจัดปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ทั้งด้านกฎหมายและปัญหาในพื้นที่ และสร้างการทำงานควบคู่ไปกับงานขบวนองค์กรชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่การ พัฒนางานชุมชนให้เกิดความเข้มแข็งต่อไป อย่างยั่งยืน
เสนอแนวทาง 2 ช่วงพัฒนาภาคประชาสังคม สู่ “หุ้นส่วนการพัฒนา”
ศาสตราจารย์ ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ได้นำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนเพื่อสร้างความเข้มแข็งและส่งเสริมบทบาทเชิงโครงสร้างทางสังคมของภาคประชาสังคม (Civil Society Organization – CSO) อย่างมีเสถียรภาพ เป้าหมายหลักคือการสร้าง “ความเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา” (Partnership for Development) บนหลัก ประชาธิปไตยฐานราก ด้วยแนวคิดการกระจายอำนาจและการสานพลัง ภาคีภิบาลท้องถิ่น
ศ.ดร.บรรเจิด ได้แบ่งแนวทางการพัฒนาออกเป็น 2 ช่วงหลัก ดังนี้ 1. กระบวนการพัฒนาตัวตน/สร้างระเบียบรองรับ ช่วงนี้มี 4 ขั้นตอนที่ต้องดำเนินการในระยะแรก เพื่อยกระดับการมีตัวตนอย่างจริงจัง สร้างตัวตนในพื้นที่ ให้ภาคประชาสังคมสร้างตัวตนของตนเองในแต่ละจังหวัด ยกระดับด้วยระเบียบ อาศัย ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. 2558 เพื่อยกระดับการมีตัวตนอย่างเป็นทางการ สร้าง Eco-System ใหม่ ปรับกระบวนการทำงานให้เหมาะสม สร้าง “eco system” การทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่น ๆ โดยเชื่อมการทำงานกับ ภาครัฐ ภาควิชาการ เอกชน และภาคีอาสา เตรียมมาตรการสนับสนุน เตรียมมาตรการทางการเงินและมาตรการอื่นๆเพื่อสนับสนุนการทำงานของภาคประชาสังคม
2.กระบวนการพัฒนากฎหมายว่าด้วยหุ้นส่วนการพัฒนา เป็นขั้นตอนที่จะต้องดำเนินการหลังจากช่วงแรก เพื่อสร้างกลไกเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน พัฒนากฎหมายว่าด้วย หุ้นส่วนการพัฒนาของภาคประชาสังคม โดยใช้พื้นฐานของการปฏิบัติการจริงในพื้นที่ นโยบายรัฐบาลที่หนุนเสริมบทบาทภาคประชาสังคม เพื่อยกระดับการบริหารภาครัฐให้สอดรับกับทิศทางการทำงานของภาคประชาสังคม รัฐบาลควรมีนโยบายหนุนเสริม ดังนี้ งบประมาณอุดหนุน กำหนดงบประมาณเพื่ออุดหนุนแก่ภาคประชาสังคมโดยตรง รวมถึงการส่งเสริมให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้การอุดหนุนกิจกรรมในพื้นที่ ปรับปรุง/ลดข้อจำกัด เตรียมการปรับปรุงและลดข้อจำกัดทางกฎหมายในการทำงานของภาคประชาสังคม และส่งเสริมการบริหารจัดการทางด้านการเงิน สร้างกลไกกฎหมายรองรับเพิ่มเติมกลไกกฎหมายรองรับการทำงาน และสร้างกลไกการขับเคลื่อนงานของภาคประชาสังคมให้เกิดขึ้น ทุกจังหวัด สร้างการมีส่วนร่วม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในกลไกต่าง ๆ เช่น การจัดทำ แผนพัฒนาตำบล ระดับอำเภอ และจังหวัด รวมถึงสร้างตัวตนให้ภาคประชาสังคมสามารถเข้ามีบทบาทการทำงานร่วมกับภาครัฐ
เร่งผลักดันกลไกกฎหมายและการพัฒนา “กองทุนเพื่อสังคม”
นายวันชัย บุญประชา อุปนายกสมาคมส่งเสริมภาคประชาสังคม (สสป.) ได้กล่าวถึงการส่งเสริมองค์กรภาคประชาสังคม (CSO) โดยมีเป้าหมายหลักในการ ขับเคลื่อนและผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย และการ พัฒนากองทุนทางด้านสังคม ภายใต้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จำเป็นต้องมีการ แก้ไขระเบียบเกี่ยวกับกองทุน เพื่อให้เน้นเรื่องปัญหาทางสังคมโดยเฉพาะ และ ผลักดันร่างระเบียบสำนักนายกฯ เพื่อส่งเสริมภาคประชาสังคมให้เป็น เครื่องมือกลางในการทำงาน บทบาทสำคัญของภาคประชาสังคมคือการ ปิดช่องว่างปัญหาของรัฐ เข้าไปคลี่คลายปัญหาของสังคมที่ รัฐไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เช่น ปัญหากลุ่มคนเปราะบางและผู้ด้อยโอกาส สร้างความเข้มแข็ง เชื่อมโยงองค์กรภาคประชาสังคมให้เข้มแข็ง และผลักดันการรวมกลุ่มของ องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร แต่ทำประโยชน์ให้กับสังคมอย่างแท้จริง สร้างโอกาส เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมและประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม และ หนุนเสริมการทำงานของขบวนองค์กรชุมชน เพื่อลดช่องว่างทางกฎหมายและสร้างความมั่นคงของสังคม
สร้างกลไกจาก “ระดับตำบล” สู่ระดับชาติ
นายสมบูรณ์ คำแหง ผู้แทนคณะอนุกรรมการประชาสังคมพัฒนางานวิชาการและนโยบายสาธารณะ กล่าวถึงกลไกในการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนและภาคประชาสังคม โดยต้องเริ่มต้นจากการ สร้างกลไกของภาคประชาสังคมจากในระดับตำบล การขับเคลื่อนต้องทำทั้ง เชิงพื้นที่และเชิงประเด็น (เช่น สภาองค์กรชุมชน, ที่อยู่อาศัย, สวัสดิการชุมชน) เพื่อให้เกิดการรวมตัวและพัฒนาไปสู่ระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับชาติ สร้างการตื่นตัวฐานราก สร้างการตื่นตัวของพื้นที่และขบวนประชาชนในระดับฐานรากอย่างต่อเนื่อง พัฒนาแผนโดยประชาชน ผ่านกระบวนการทำงานลงมือทำในพื้นที่ เชื่อมร้อยกลุ่มองค์กรชุมชน ร่วมกับภาคีพัฒนาต่าง ๆ เพื่อ จัดทำแผนพัฒนาตำบลโดยภาคประชาชนอย่างจริงจัง เครื่องมือประสานงาน การขับเคลื่อนในพื้นที่จะต้อง กำหนดเป้าหมายการทำงานร่วมกัน กับองค์กรต่าง ๆ เพื่อให้เป็นเครื่องมือในการประสานต่อกับหน่วยงานในจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การพัฒนาชุมชนในหลากหลายมิติอย่างยั่งยืน
ข้อเสนอเร่งด่วน ดันแก้กฎหมาย-ตั้งกลไกจังหวัด-ใช้ ‘สภาองค์กรชุมชน’ เป็นแกนหลัก
- ข้อเสนอเชิงกฎหมายและนโยบาย (สร้างความมั่นคงและภูมิคุ้มกัน) ผู้เข้าร่วมเรียกร้องให้มีการแก้ไขและปรับปรุงกฎหมายอย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาวให้แก่ภาคประชาสังคม แก้กฎหมายเพื่อภูมิคุ้มกัน ต้องมีการแก้ไขระเบียบ/กฎหมายที่เกี่ยวข้อง (เช่น ระเบียบสำนักนายกฯ) เพื่อสร้าง ภูมิคุ้มกันที่เป็นรูปธรรม ให้การทำงานของภาคประชาสังคม โดยต้องนิยามความหมาย องค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน แหล่งงบประมาณที่ชัดเจน ส่งเสริมและสร้างความชัดเจนของ แหล่งงบประมาณ ทั้งกองทุนสนับสนุนโดยตรง และกองทุนบูรณาการระดับจังหวัด เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ยกระดับการทำงาน ภาคประชาสังคมต้องยกระดับตนเองสู่การทำงานที่เป็น มืออาชีพและเชิงวิชาการ โดยมีทีมเลขาที่พร้อม สร้างกลไกจังหวัด เห็นควรให้มี กลไกการขับเคลื่อนภาคประชาสังคมในระดับจังหวัด เพื่อทำงานร่วมกับภาครัฐในการแก้ไขปัญหาสังคมในพื้นที่
- กลไกการขับเคลื่อนในพื้นที่ (ฐานรากคือจุดชี้ขาด) ผู้เข้าร่วมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงไปทำงานในระดับฐานราก และการใช้กลไกชุมชนที่มีอยู่ ใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นแกนกลาง บทบาทหลักของการเคลื่อนงานต้องลงที่ ระดับตำบล โดยเสนอให้ใช้ สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นแกนกลาง ในการกำหนดเป้าหมายร่วม เนื่องจากมีกฎหมายและภูมิคุ้มกันรองรับที่ชัดเจน เชื่อมโยงงานระดับตำบล-จังหวัด การเคลื่อนงานของภาคประชาสังคมต้องเข้มแข็งในระดับจังหวัด และเชื่อมโยงไปสู่การทำงานร่วมกับ สภาองค์กรชุมชน ในระดับตำบล เวทีกลางระดับจังหวัด ควรมี สมัชชาจังหวัด หรือพื้นที่กลาง เพื่อแลกเปลี่ยนปัญหาและเป็นกลไกในการแสดงตัวตนของภาคประชาสังคม และผลักดันการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ให้เป็นรูปธรรม
- การส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการพัฒนาความสามารถ เน้นการรวมกลุ่ม ส่งเสริมการรวมตัวของกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมให้เป็น พื้นฐานทางประชาธิปไตยโดยตรง โดยเน้นการทำงานแบบ รวมกลุ่ม ไม่แยกส่วน เพื่อสร้างความเข้มแข็งและขยายผลเครือข่าย มีส่วนร่วมทุกมิติ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนเรื่องประชาชนเป็นสำคัญ ทั้งในเชิงพื้นที่ เชิงประเด็น และเชิงปัญหา เพื่อ แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทางสังคม พัฒนาระบบข้อมูลและนวัตกรรม ควรมีการ พัฒนาระบบข้อมูล (Open Data) เพื่อสร้างฐานข้อมูลในการช่วยเหลือกลุ่มคนเปราะบางที่ตกหล่นจากฐานข้อมูลรัฐอย่างเร่งด่วน รวมถึงการนำ AI มาใช้เป็น นวัตกรรมทางสังคม ในการขับเคลื่อนเชิงกระบวนการ สร้างโอกาสและบทบาทที่ชัดเจน รัฐควร สร้างโอกาส เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนพัฒนาฯ และให้ภาคประชาสังคมมีบทบาท ประสานงาน ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่















