ทีมวิชาการถอดบทเรียนความรู้ หรือที่เรียกกันว่า “ทีมชอบถอด” ใช้เวลาในการเดินทางจากตัวเมืองจังหวัดเลยมุ่งหน้าไปทางอำเภอผาขาวลัดเลาะตามถนนทางหลวงและถนนท้องถิ่นผ่านสวนยางพาราและหมู่บ้านเล็ก ๆ กว่า 50 นาที พวกเรามาถึง “ตำบลโนนป่าซาง” ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอผาขาว จังหวัดเลย เป็นตำบลขนาดกลางมีจำนวน 12 หมู่บ้าน หากสังเกตด้วยสายตาจะพบว่าบ้านเรือนส่วนใหญ่อยู่ในระดับที่ถือว่าพอมีอันจะกิน ไม่แร้นแค้นจนเกินไป เพราะด้วยอาชีพที่หลากหลายนำมาซึ่งรายได้และมีวัยแรงงานที่พร้อมจะพัฒนาและปรับปรุงบ้านเรือนของตนเองให้น่าอยู่ทัดเทียมกับบ้านเรือนหลังอื่น ๆ แต่เมื่อพวกเราได้พูดคุยกับแกนนำสภาองค์กรชุมชนตำบลโนนป่าซางและผู้นำชุมชนทำให้เราทราบว่าที่อยู่อาศัยของคนในตำบลประสบปัญหาเรื่องความไม่มั่นคงถาวรและความสมบูรณ์ของตัวบ้านโดยเฉพาะผนังบ้านที่ไม่ถาวร หลังคารั่ว น้ำท่วมขัง บ้านไม้เก่าคร่ำครึ และการไม่มีบ้านอยู่อาศัยเป็นของตนเอง ต้องอาศัยอยู่กับญาติพี่น้อง สภาพปัญหาดังกล่าวข้างต้นกระจุกตัวอยู่ในหมู่ที่ 3, 6 และหมู่ที่ 7 มากที่สุด รวมทั้งยังมีบางครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สาธารณะชุมชน นอกจากนี้ยังพบว่าผู้อยู่อาศัยหลักในครัวเรือนส่วนใหญ่เป็นเด็กและผู้สูงอายุ ส่วนวัยแรงงานจะอพยพเข้าไปขายแรงในเขตเมืองหรือต่างจังหวัด ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของคนในแต่ละหมู่บ้านไม่แตกต่างกันมากนัก แต่เนื่องจากสมาชิกในครัวเรือนยังมีวัยแรงงานที่สามารถทำงานและหารายได้ส่งเสียเลี้ยงดูครอบครัวได้ หลายหลังคาเรือนจึงมีกำลังเพียงพอในการปรับปรุง พัฒนา ขยับขยายและซ่อมแซม/สร้างที่อยู่อาศัยได้ด้วยตนเอง การเข้ามาของโครงการบ้านพอเพียงชนบทจึงมีส่วนช่วยเหลือครัวเรือนผู้รับประโยชน์ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องรายได้และความสามารถในการปรับปรุงที่อยู่อาศัยแล้ว ทั้งยังช่วยสร้าง “เสบียงน้ำใจ” ของคนที่นี่ให้เกิดขึ้นอีกด้วย
ตำบลโนนป่าซาง ได้รับการจัดสรรครัวเรือนผู้รับประโยชน์จากโครงการบ้านพอเพียงชนบท 2 ปีกว่า 20 ครัวเรือนแล้ว ซึ่งกว่าจะมาเป็นบ้านพอเพียงชนบทในวันนี้ สภาองค์กรชุมชนตำบล เป็น “พระเอกหลัก” มีบทบาทการทำงานทั้งในขาขึ้นและขาลง โดยอาจจำแนกให้เห็นกระบวนการทำงาน 3 ระยะ คือ 1) ระยะก่อนจะเป็นบ้าน 2) ระยะเกือบจะเป็นบ้าน และ 3) ระยะกลายเป็นบ้าน ดังนี้
1) ก่อนจะเป็น “บ้าน” เป็นระยะแรกของการเข้ามาของโครงการฯ ดังนั้น กระบวนการช่วงแรกจึงให้ความสำคัญกับการสร้างคนและทำความเข้าใจรายละเอียดและนโยบายโครงการบ้านพอเพียงชนบทตามกรอบการทำงานของโครงการฯ ตั้งแต่เป้าหมาย วิธีการดำเนินงานและแผนการดำเนินงานร่วมกัน หลังจากนั้นจึงเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกครัวเรือนผู้รับประโยชน์ อาทิ ครัวเรือนต้องมีบ้านที่อยู่ในสภาพที่ไม่มั่นคงถาวรและเดือดร้อน, สมาชิกในครัวเรือนต้องไม่ดื่มสุรา, และมีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนาชุมชนสม่ำเสมอ ซึ่งในขั้นตอนนี้ผู้นำทั้ง 12 หมู่บ้าน ต้องลงพื้นที่สำรวจข้อมูลที่อยู่อาศัยแต่ละครัวเรือนตามหลักเกณฑ์ที่คณะทำงานกำหนดร่วมกัน ซึ่งในกระบวนการคัดเลือกไม่ได้ให้น้ำหนักเพียงผู้นำชุมชนในการตัดสินใจเท่านั้น แต่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาคัดเลือกและรับรองในเวทีประชาคมหมู่บ้านมาก่อนเพื่อแสดงความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย จึงจะสามารถส่งต่อสู่การพิจารณาข้อมูลโดยภาพรวมร่วมกันของกำนันและผู้ใหญ่บ้านแต่ละหมู่บ้านอีกครั้ง เพื่อสรุปผลการคัดเลือกครัวเรือนและส่งต่อข้อมูลให้กับสภาองค์กรชุมชนตำบลโนนป่าซางเป็นลำดับขั้นไป
การทำงานในระยะก่อนเริ่มโครงการฯ คงไม่เพียงการสำรวจข้อมูลครัวเรือนผู้รับประโยชน์แล้วเสร็จสิ้นเท่านั้น หากแต่คณะทำงานโครงการฯ ต้องสำรวจและประเมินความจำเป็นและความเดือดร้อนของครัวเรือนผู้ที่จะได้รับประโยชน์ร่วมด้วย โดยการทำงานในขั้นตอนนี้ได้เกิดความร่วมมือกับช่างท้องถิ่น (อบต.) ในการประเมินวัสดุและราคาของการซ่อมสร้างและปรับปรุงครัวเรือนเป้าหมาย ซึ่งจากการสำรวจพบว่าวัสดุและราคาที่ประเมินในราคาต่ำสุด จำนวนประมาณ 7,000 บาทต่อครัวเรือน และสูงสุด คือ จำนวนประมาณ 30,000 บาทต่อครัวเรือน ตามความจำเป็นและเดือดร้อน ก่อนที่จะส่งรายการวัสดุและราคาที่ประเมินถึงขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดเลยต่อไป ซึ่งทำให้พวกเราเห็นว่ากว่าโครงการบ้านพอเพียงจะมาถึงพื้นที่ “คนทำงาน” ต้องทำงานหลายอย่าง หลายขั้นตอน และทุ่มเทพลังกายพลังใจมากเพียงใด
2) เกือบจะเป็น “บ้าน” หลังได้รับการอนุมัติโครงการฯ คณะทำงานสภาองค์กรชุมชนตำบลโนนป่าซางได้แจ้งผู้นำชุมชนหมู่บ้านเป้าหมายเพื่อลงพื้นที่สำรวจร้านค้าวัสดุและดำเนินการจัดซื้อวัสดุในร้านค้าที่ให้ราคาเหมาะสมและมีวัสดุของแถมช่วยเหลือครัวเรือนผู้รับประโยชน์เพื่อนำส่งแก่ครัวเรือน คำว่า “เสบียงน้ำใจ” ดูจะปรากฏชัดในขั้นตอนนี้ โดยแนวคิดการทำงานของ พอช. ส่วนหนึ่ง ผนวกกับความคิดของชุมชน กล่าวคือ ภาพการลงแรงร่วมมือเพื่อการปรับปรุงซ่อมสร้างปรากฏออกมาในลักษณะของการ “ระดมแรงงาน” อาทิ ผู้นำชุมชน, ญาติพี่น้อง, ช่างชุมชน, ชาวบ้าน เพื่อดำเนินการซ่อมแซมปรับปรุงครัวเรือน โดย “เจ้าบ้าน” และ “ผู้นำชุมชน” นอกจากทำหน้าช่วยเหลือด้านแรงงานแล้ว ยังทำหน้าที่เลี้ยงดูปูเสื่อในเรื่องอาหารและเครื่องดื่มให้แก่แรงงานที่มาร่วมด้วยช่วยกัน จากการพูดคุย พบว่า ครัวเรือนใช้เวลาซ่อมสร้างบ้านจำนวนน้อยที่สุด คือ จำนวนครึ่งวัน และนานที่สุด จำนวน 4 วัน
3) กลายเป็น “บ้าน” หลังการปรับปรุงซ่อมสร้างบ้านเรียบร้อยแล้ว คณะทำงานโครงการระดับชุมชนและตำบลยังมีการตรวจงาน รับมอบงาน ส่งมอบบ้าน และมีการจัดทำสื่อสาธารณะเพื่อการประชาสัมพันธ์โครงการบ้านพอเพียงชนบทของตำบลโนนป่าซางในสื่อสาธารณะ เช่น YouTube เป็นต้น โดยการสัมภาษณ์ตัวแทนครัวเรือนและถ่ายทำพื้นที่บ้านและรอบบ้านของครัวเรือนผู้รับประโยชน์จากหมู่ที่ 2, 4, 9, 12 รวมทั้งเก็บภาพครัวเรือนผู้รับประโยชน์หลังการดำเนินงานซ่อมสร้างเพื่อประกอบการรายงานผลการดำเนินงานโครงการฯ ส่งขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดเลยต่อไป
ในปัจจุบันภาพที่เกิดขึ้นกับครัวเรือนผู้รับประโยชน์จะเป็นความสุขจากการที่ได้รับการบ้านใหม่จากการซ่อมสร้างของโครงการฯ ซึ่งสะท้อนความรู้สึกในใจผ่านเสียงที่ตนเองได้รับ
เจียม โพธิ์ศรี กล่าวว่า … “สภาพปัญหาของบ้านก่อนการซ่อมสร้าง คือ สังกะสีเก่า เกิดสนิม หลังคารั่ว สภาพบ้านไม่มั่นคง ปัจจุบันที่ได้รับการซ่อมสร้าง คือ ได้หลังคาสังกะสีใหม่ทั้งหลัง ส่งผลให้สามารถกินอิ่มนอนอุ่น สามารถตื่นไปวัดไปวาได้ทุกวัน เพราะสุขภาพจิตใจดีขึ้น ดีใจว่ามีคนไปช่วยเหลือบ้านตัวเอง”
ถ่อน กงสถิตย์ กล่าวว่า … “สภาพบ้านแต่ก่อนหลังคารั่ว ห้องน้ำมีปัญหา ไม่มีหน้าต่างมิดชิด ไม่มีที่นั่งภายในและนอกตัวบ้าน มีเพียงการช่วยเหลือซ่อมแซมบ้านและอาหารแห้งจากพระสงฆ์ในชุมชนบ้างเล็กน้อย แต่ ปัจจุบันที่ได้รับการซ่อมสร้างจากโครงการฯ คือ มีชานนอกบ้าน มีที่นั่งเล่นรับลมได้ มีหลังคายื่นออกมานอกตัวบ้าน สามารถรับรองแขกที่มาเยี่ยมเยียนได้ “บ้านดูเป็นบ้าน” มากขึ้น”
ชาลี ดวงภูเขียว กล่าวว่า … “ก่อนหน้านี้บ้านไม่สมบูรณ์เลย ไม่มั่นคง ไม่แข็งแรง โครงสร้างตัวบ้านเป็นไม้ หลังคามุงหญ้า เวลาฝนตกน้ำจะท่วมขัง ปัจจุบันมีการซ่อมสร้างปรับเปลี่ยนโครงสร้างส่วนบน คือ โครงสร้างเหล็กและหลังคามุงสังกะสี ต่อเติมประตูหน้าต่างให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ถือว่าเป็นบุญของตนเองที่ได้รับการช่วยเหลือ”
พันธุ์ ฤธิชัย กล่าวว่า … “สภาพปัญหาของบ้านก่อนการซ่อมสร้าง คือ โครงสร้างบ้านเป็นไม้ หลังคามุงด้วยหญ้า และบันไดขึ้นบนบ้านไม่ดี ปัจจุบันได้รับการต่อเติมห้องจากบ้านหลังใหญ่ออกด้านข้างเป็นห้องย่อยเพื่อใช้เป็นที่นอน มีความสะดวกสบายมากขึ้น ไม่ต้องขึ้น/ลงบันได้ เพราะอายุมากแล้ว อันตราย ดีขึ้นมาก”
สิงห์ นามไตร กล่าวว่า … “บ้านเป็นบ้านไม้เก่าหลายสิบปี มุงด้วยสังกะสีเก่า อายุบ้านหลายปีหลังคาจึงเกิดสนิมและรั่ว เวลาฝนตกจะมีปัญหาเรื่องน้ำที่รั่วลงพื้นไม้บนบานชั้น 2 เปียก เฉอะแฉะ ต้องย้ายที่นอนบ่อย รอบนอกบ้านจะมีน้ำขัง เป็นพื้นดิน เฉอะแฉะเช่นกัน ปัจจุบันได้รับวัสดุเป็นไม้ฝาเฌอร่าเพื่อปรับปรุงผนังบ้านรอบบ้าน ทั้งหลัง และได้บันไดขึ้นตัวบ้านชั้น 2 ชีวิตดีขึ้นมาก ไม่ต้องเปียก ไม่ต้องย้ายที่นอนบ่อย”
แดง กรรณลา กล่าวว่า … “บ้านมีลักษณะเป็นกระท่อม ต้นเสาทำจากไม้ยูคาลิปตัส สังกะสีเก่า ขึ้นสนิม หลังคารั่ว ผนังบ้านเก่า เวลาฝนตกน้ำจะท่วมขังพื้นบ้าน ปัจจุบันที่ได้รับการซ่อมสร้างจากโครงการฯ คือ ได้ยกบ้านใหม่ทั้งหลัง เปลี่ยนเสาใหม่ ปัจจุบันนอนหลับสบายดี ลูกหลานไม่ต้องวิ่งหนีเวลาฝนตก”
ทองสนุก ประเสริฐนู กล่าวว่า… “สภาพปัญหาของบ้าน คือ โครงสร้างส่วนบนเป็นสังกะสีเก่า เกิดสนิม ส่วนหลังคาสีอีกครึ่งหนึ่งมุงด้วยหญ้า ไม่สามารถขึ้นไปนอนชั้น 2 ได้ เพราะหลังคารั่ว ส่วนพื้นล่างจะประสบปัญหาน้ำท่วมขัง ปัจจุบันได้รับการถมดินให้สูงขึ้น อิฐ ประตู หน้าต่าง และอยู่ในระหว่างการซ่อมสร้าง/ปรับปรุง”
กระบวนการทำงานของโครงการบ้านพอเพียงชนบทในตำบลโนนป่าซางคงไม่สำเร็จราบรื่นได้ หากปราศจากความร่วมไม้ร่วมมือของ “พหุภาคี” ในพื้นที่ ซึ่งมีทั้งความร่วมมือและการสนับสนุนจากภายในชุมชนและภายนอกชุมชน กล่าวคือ ภายในชุมชน ได้รับการสนับสนุนจากหลายส่วน ได้แก่ 1) เครือญาติของครัวเรือนผู้รับประโยชน์ มีบทบาทการสนับสนุนหลัก คือ ช่วยเป็นแรงงานและสมทบค่าใช้จ่ายในการต่อเติมบ้าน เช่น ครัวเรือนนาย ก ลูกหลานช่วยสมทบค่าใช้จ่าย 10,000 บาท เพื่อให้การซ่อมสร้างขยับขยายให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น 2) ผู้นำท้องที่และชาวบ้าน มีบทบาทการสนับสนุนหลัก คือ การสำรวจครัวเรือนผู้รับประโยชน์ การประสานการทำงานร่วมกัน การประชุมพิจารณากลั่นกรองและคัดเลือกครัวเรือน การเป็นแรงงานและการสมทบค่าอาหารและเครื่องดื่มดูแลแรงงาน 3) กองทุนหมู่บ้าน (กทบ.) มีบทบาทการสนับสนุนหลัก คือ การสมทบสวัสดิการอาหารและเครื่องดื่มช่วยเหลือครัวเรือนผู้รับประโยชน์ จำนวนเฉลี่ย 1,000 บาทต่อหมู่บ้าน ซึ่งแม้จะไม่งบประมาณที่มากมาย แต่ถือว่าช่วยเหลือได้มากในครัวเรือนที่มีจำกัดเรื่องรายได้ เช่น ครัวเรือนผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้ด้อยโอกาสประเภทต่าง ๆ เป็นต้น
ส่วนภาคีภายนอกชุมชน พบว่ามีหลายภาคส่วนที่เข้าร่วมในกระบวนการทำงาน ได้แก่ 1) สภาองค์กรชุมชนตำบล ซึ่งเป็นภาคส่วนหลักในการขับเคลื่อนการทำงานในพื้นที่ เสมือน “ตัวกลาง” ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงการทำงานระดับชุมชนและระดับจังหวัด โดยมีบทบาทการสนับสนุนหลัก คือ การประสานงานและการจัดการเอกสาร/ข้อมูล, การส่งต่อข้อมูล, การติดตามผลการพิจารณาจากขบวนองค์กรชุมชนจังหวัด, การเป็นช่องทางเปิดบัญชีรับโอนเงินช่วยเหลือ 2) สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอผาขาว มีบทบาทการสนับสนุนหลัก คือ การช่วยปรบปรุงห้องน้ำของครัวเรือนเป้าหมายที่มีฐานะยากจนและเป็นผู้สูงอายุ/ผู้พิการ/ผู้ด้อยโอกาส ตามแผนงานและภารกิจของส่วนราชการและภาครัฐ และ 3) องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำสวย บทบาทการสนับสนุน คือ การมอบหมายช่างท้องถิ่นร่วมในการประเมินวัสดุและราคาของครัวเรือนผู้รับประโยชน์ร่วมกับผู้นำชุมชนและคณะทำงานโครงการฯ ระดับตำบล
อย่างไรก็ตาม เมื่อประเมินความพึงพอใจในการทำงานอย่างง่ายโดยวิธีการตั้งคำถามและเชิญชวนให้อภิปรายถึงเหตุผลของการตัดสินใจ พบว่า โดยภาพรวมคณะทำงานโครงการฯ และครัวเรือนผู้รับประโยชน์ประเมินคะแนนความพึงพอใจอยู่ที่ระดับดีมาก เนื่องจากสิ่งที่ได้รับเป็นรูปธรรม เป็นไปตามที่ตกลงและพูดคุยกันไว้ เกินความคาดหวังที่ตั้งไว้ และเกิดการช่วยเหลือกันและกันของชาวบ้าน โดยเฉพาะการเห็น “น้ำใจ” ของคนในชุมชนที่สนับสนุนในรูปเงินทุน วัสดุ แรงงาน ซึ่งหาได้ยากในยุคสมัยที่มีแต่การแข่งขันและทำงานแลกค่าตอบแทนเป็นหลัก มีเพียงข้อสังเกตเล็กน้อยเกี่ยวกับการประเมินวัสดุและราคาโดยช่างท้องถิ่นซึ่งเป็นบุคคลจากภายนอกชุมชนยังขาดประสบการณ์การทำงานและการประเมิน ทำให้การประเมินเกิดความผิดพลาดเรื่องวัสดุที่ขาดหรือเกิน แต่เป็นปัญหาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น นอกจากนี้การใช้ราคากลางที่ใช้ควบคู่กับการประเมินที่ได้จะค่อนข้างสูงกว่าช่างภายในชุมชน
แม้โดยภาพรวมความสำเร็จจากการทำงานที่ร่วมด้วยช่วยกันในรูป “เสบียงน้ำใจ” จะเกิดขึ้นและชโลมจิตใจแก่ครัวเรือนผู้รับประโยชน์แล้ว แต่หากฟังมุมมอง “ติเพื่อก่อ” ซึ่งหมายถึงเสียงสะท้อนของคนทำงานเพื่อการพัฒนาและปรับปรุงในระยะต่อไปแล้วก็น่าสนใจมิใช่น้อย อาทิ 1) การประเมินประเภท/จำนวนวัสดุและราคาต่อครัวเรือน ควรใช้ช่างภายในชุมชนเพื่อสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมในการทำงานเพื่อคนในชุมชน ซึ่งเป็นแผนที่คณะทำงานโครงการฯ ตำบลโนนป่าซางตระหนักและต้องออกแบบการทำงานร่วมกันในระยะต่อไป 2) ชุมชนและภาคีที่เกี่ยวข้องอาจแสวงหางบประมาณที่เหมาะสมสำหรับการช่วยเหลือครัวเรือนผู้รับประโยชน์ที่เสนอว่าควรจะอยู่ที่ประมาณ 25,000-40,000 บาทต่อครัวเรือน เพื่อที่จะได้สร้างบ้านให้เสร็จสมบูรณ์และอยู่ได้ระดับที่ดีขึ้นตามลำดับ และ 3) กรณีพื้นที่ตำบลโนนป่าซาง อยู่ห่างไกลจากเขตเมือง ทำให้การสำรวจร้านค้าวัสดุดำเนินการได้ลำบาก และต้องมีต้นทุนค่าใช้จ่ายบ่อยครั้ง ดังนั้น อาจต้องตระหนักและออกแบบการจัดการเรื่องงบประมาณสำหรับการบริหารจัดการในบางรายการเพื่อเป็นการสนับสนุนคณะทำงาน เช่น การเดินทาง การประสานงาน เป็นต้น และช่วยเหลือครัวเรือนผู้รับประโยชน์ซึ่งมีความเดือดร้อนเรื่องรายได้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อาทิ ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม หรือค่าจ้างช่างเฉพาะในบางรายการที่แรงงานไม่สามารถจัดการได้ เช่น ช่างไฟ ช่างเชื่อม เป็นต้น ซึ่งเป็นแนวทางที่คณะทำงานต้องปรับปรุงเพื่อให้การขับเคลื่อนในระยะต่อไปมีทิศทางที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น






