กระทรวง พม. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่างกฎหมายสวัสดิการภาคกลาง ระดมเสียงจากภาคส่วนต่าง ๆ ครอบคลุม 25 จังหวัด พร้อมเสนอให้กองทุนชุมชนมีสถานะ “นิติบุคคล” เพื่อสร้างระบบสวัสดิการที่มั่นคงและโปร่งใส
กรุงเทพฯ / 14 พฤษภาคม 2568 — สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. จัดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการวิพากษ์ (ร่าง) พระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. …. สำหรับพื้นที่ภาคกลาง โดยมีผู้เข้าจาก ผู้แทนหน่วยงานรัฐ ท้องถิ่น องค์กรสาธารณประโยชน์ องค์กรสวัสดิการชุมชน และกองทุนสวัสดิการชุมชนจาก 25 จังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร ร่วมกว่า 298 คน ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ กรุงเทพมหานคร
นางละอองดาว ศรีจันทร์แจ้ง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กล่าวว่า กฎหมายฉบับเดิมที่ใช้มากว่า 20 ปี ได้สร้างคุณูปการต่อสังคมในวงกว้าง แต่หลายประเด็นยังไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน จึงต้องมีการปรับปรุงใหม่ให้ทันต่อสถานการณ์ โดยร่างฉบับใหม่นี้สอดคล้องกับนโยบาย “5 คูณ 5 ฝ่าวิกฤตประชากร” ของรัฐบาล
นายสุพล บริสุทธิ์ อดีตที่ปรึกษาด้านกฎหมาย กระทรวง พม. ชี้แจงถึงข้อเสนอใหม่ในร่าง พ.ร.บ.ฯ ว่า ได้กำหนดให้ “องค์กรสวัสดิการชุมชน” มีสถานะเป็นนิติบุคคล ซึ่งจะช่วยให้การบริหารโปร่งใส ตรวจสอบได้ และได้รับการสนับสนุนจากรัฐอย่างชัดเจน โดย พอช.จะทำหน้าที่เป็นนายทะเบียน และสามารถออกระเบียบสนับสนุนการดำเนินงานของกองทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายวิริยะ แต้มแก้ว ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. ได้กล่าวถึง ที่มาของการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ว่า เป็นความร่วมมือของเครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วประเทศที่ต้องการยกระดับกองทุนให้มีความมั่นคง ผ่านการรับรองสถานะนิติบุคคล เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการสวัสดิการอย่างแท้จริง ปัจจุบันมีกองทุนกว่า 5,000 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมประชาชนกว่า 6 ล้านคน
นายสิน สื่อสวน ผู้ทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษาเครือข่ายสวัสดิการชุมชน ย้ำว่า กองทุนชุมชนเป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์ประชาชนได้จริง และมีประวัติการดำเนินงานยาวนานกว่า 20 ปี จึงสมควรได้รับการส่งเสริมให้เข้มแข็งขึ้น โดยไม่ลืม “หัวใจ” สำคัญของการเกื้อกูลและความเป็นธรรมในสังคม
ดร.มณเฑียร สอดเนื่อง จากคณะอนุกรรมการสวัสดิการชุมชน กล่าวว่า การผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ใช้เวลากว่า 10 ปี โดยเริ่มจากภาคประชาชน และต่อมาได้รับคำแนะนำจากสำนักงานกฤษฎีกาให้แก้ไขกฎหมายเดิม จนเกิดเป็นร่างฉบับปัจจุบันที่ผสมผสานข้อเสนอของทุกภาคส่วน
นายจิรเมธ บัวงาม นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กล่าวย้ำว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีบทบาทในการสนับสนุนกองทุนสวัสดิการอยู่แล้ว เช่น การสมทบงบประมาณ และยินดีให้ความร่วมมือหากได้รับการประสานจากกองทุนในพื้นที่
สำหรับเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ เป็นเวทีที่ 4 จากทั้งหมด 4 ภูมิภาค โดยก่อนหน้านี้จัดขึ้นแล้วในจังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น และนครศรีธรรมราช ทั้งยังเปิดช่องทางแสดงความเห็นผ่านเว็บไซต์ของกระทรวง พม. กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และ พอช. เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการออกแบบกฎหมายที่เป็นของประชาชนโดยแท้





















