กรุงเทพมหานคร : วันที่ 8 – 9 พฤษภาคม 2567 สำนักงานภาคกลางและตกร่วมกับ เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนสวัสดิการชุมชน และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดในพื้นที่ภาคกลางและตะวันตก จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการคณะทำงานสวัสดิการชุมชนภาคกลางและตะวันตก ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) มีเป้าหมายในการถอดบทเรียนและทบทวนการดำเนินงานที่ผ่านมาของกองทุนสวัสดิการชุมชน ตอกย้ำหลักคิดเจตนารมณ์อุดมการณ์และแนวทางการขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการชุมชนสู่องค์กรกลางทางสังคม และจัดทำแผนการขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชนระดับจังหวัด ปี 2567 – 2570
เกริ่นนำ : ทิศทางการขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชน
ในการประชุมดังกล่าวนายวิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการสถาบันฯ กล่าวต้อนรับและนำเข้าสู่การสัมมนา โดยนายวิชัยกล่าวว่าการสัมมนาวันนี้สำคัญเพราะจะได้นำประสบการณ์การขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนที่ทำมาหลายปีและมีความเปลี่ยนแปลงในหลายมิติมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แต่ก็มีสิ่งที่ละเลยไม่ได้ คือ สถานการณ์ที่เป็นความเสี่ยงวันนี้จะเห็นสถานการณ์ ข้อมูลการขับเคลื่อนงานแล้วนำมาคิดอ่านเพื่อแก้ไขคลี่คลายสิ่งที่เป็นปัญหา เพื่อเดินหน้าร่วมกันได้อย่างเต็มสูบ เชื่อมั่นร่วมกันว่าจะทำเรื่องนี้ให้เป็นประโยชน์เกิดการดูแลช่วยเหลือพี่น้องในพื้นที่ อยากให้เครือข่ายสวัสดิการชุมชนคิดค้นระบบที่นำไปสู่การดูแลช่วยเหลือ ฟื้นฟูและต่อยอดจากเงิน เป็นมิตินวัตกรรมต่างๆ หากพี่น้องรู้สึกว่ากองทุนมีประโยชน์ เป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสำคัญ กองทุนไม่มีทางล้มหรือยกเลิก แต่ถ้าเราไม่ไปทำระบบ มุ่งแต่การจัดการเงิน หวังแต่เรื่องการสมทบ หากวันหนึ่งไม่มีเงินสมทบจากข้างนอก กองทุนจะอยู่ได้ด้วยตัวเองได้อย่างไร ต้องคิดค้นออกแบบต่อยอดเรื่ององทุนสวัสดิการชุมชน
ปีนี้เราวางทิศการขยับขับเคลื่อนงานประมาณ 7 เรื่องซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ต้องมาออกแบบวางแผนกันด้วย ว่าจะทำเป้าหมายที่วางไว้สำเร็จได้อย่างไร และยังมีเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนโยบายด้วยกัน ได้แก่ การผลักดันร่าง กฏหมายสวัสดิการชุมชน อยู่ในชั้นที่กระทรวงฯ รับฟังความเห็นจากหน่วยงาน 2) การปลดล็อคการสททบ 3 รอบ 3) การลดหย่อนภาษีให้กับภาคเอกชนที่ร่วมบริจาคหรือสมทบเงินกองทุน ตอนนี้มีองค์กรภายนอกจะเข้ามาสมทบ ร่วมกับกองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นจำนวนมาก ผ่านการประสานงานของหลายหน่วยงาน แต่มีเงื่อนไขว่าในการสมทบหรือบริจาค ให้ช่วยออกใบลดหย่อนภาษีด้วย แต่ระบบปัจจุบันทำไม่ได้ เราจึงจะทำเรื่องนี้เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ภาคเอกชนมาสมทบกองทุนได้อย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจนมากขึ้น ที่เราพูดถึงขาที่ 4 คือ ภาคเอกชน หากมาตรการเรื่องลดหย่อนภาษีเป็นไปได้ ก็จะมีคนมาสมทบกับเรามากขึ้น ซึ่งในช่วงก่อนหน้านี้ คณะทำงานสวัสดิการระดับชาติ ได้ไปปรึกษาพูดคุยกับปลัดกระทรวงฯ นายอนุกูล ปีดแก้ว ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมา ในการผลักดัน 3 เรื่องนี้ให้เป็นจริง เป็นความคืบหน้าที่ต้องมาร่วมกันออกแบบว่าจะเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไร
สถานการณ์การขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชน และเป้าหมายการเคลื่อนงาน 3 ประเด็นสำคัญ
ต่อมานายวิริยะ แต้มแก้ว ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการภาค ได้กล่าวถึงสถานการณ์ขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชนว่า การจัดเวทีครั้งนี้เป็นความต้องการของพี่น้องขบวนองค์กรชุมชน ในการเชื่อมประสานกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) เพื่อสร้างเวทีกลางในการแลกเปลี่ยนและมองทิศทางการขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชนในอนาคต รวมถึงการวางแนวทางเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชนร่วมกับ พมจ. ในภาพรวมของกระทรวงฯ ต่อไป
ตลอดระยะเวลาการขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชนที่ผ่านมาได้สะท้อนให้เห็นความสามารถของประชาชนในการบริหารกองทุน การวางรูปแบบการจัดสวัสดิการชุมชนที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้นตามบริบทสถานการณ์ของพื้นที่ และการสร้างความร่วมมือกับส่วนราชการ แต่อย่างไรก็ตาม จากการประเมินและวิเคราะห์ศักยภาพกองทุนสวัสดิการชุมชนทั้งในระดับตำบล/ ระดับจังหวัดของเครือข่ายสวัสดิการชุมชน 5 ภาค นำมาสู่การออกแบบขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนอย่างมีคุณภาพในปี 2567 ซึ่งให้น้ำหนักกับการขับเคลื่อนงานแบบ “พลังบวก” โดยการจัดทีมทำงานร่วมกันระหว่างขบวนองค์กรชุมชนและ พอช. โดยวางเป้าหมายการขับเคลื่อนงาน ปี 2567 มีแผนการเคลื่อนงาน 3 ประเด็นสำคัญ คือ
- 1. การขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชน ได้แก่ การเพิ่มสมาชิกกองทุนฯ, การพัฒนาศักยภาพกองทุนฯ, การส่งเสริมระบบโปรแกรม SWF และบูรณาการความร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพฯ, ส่งเสริมการจัดทำแผนพัฒนากองทุนฯ, ส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนฯ, การยกระดับเป็นศูนย์ช่วยเหลือทางสังคมระดับตำบล รวมถึงการยกระดับกลไกการขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับจังหวัดให้เกิดประสิทธิภาพ
- 2. การขับเคลื่อนงานเชิงนโยบายของกองทุนสวัสดิการชุมชน เช่น (ร่าง) พรบ.ส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน การลดหย่อนภาษี ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับกรมสรรพากร และยกเลิกการสมทบสวัสดิการ 3 รอบหรือสวัสดิการถ้วนหน้า
- 3. การบูรณาการความร่วมมือกับภาคีพัฒนา ได้แก่ รางวัลองค์กรสวัสดิการชุมชน และงานสมัชชากองทุนสวัสดิการชุมชน เพื่อสร้างความตระหนักรู้และประชาสัมพันธ์งานสวัสดิการชุมชน
ตามสถานะการขับเคลื่อนงานกองทุนสวัสดิการชุมชนภาคกลางและตะวันตก ซึ่งมี 742 กองทุนที่ดำเนินการจัดตั้งกองทุนแล้ว คงเหลือยังไม่จัดตั้งจำนวน 386 พื้นที่ ซึ่งต้องวางแนวทางการส่งเสริมการจัดตั้งและวางแนวทางการให้กองทุนสวัสดิการชุมชนมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สมาชิกส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงในการบริหารจัดการของกองทุนฯ โดยอาจวางแนวทางในการทบทวนระเบียบกองทุนฯ ที่มุ่งเน้นการดูแลสมาชิกช่วงมีชีวิตมากกว่าเสียชีวิต นอกจากนี้ ภายใต้จำนวนกองทุนสวัสดิการชุมชน มีสถานะดำเนินการปกติจำนวน 512 กองทุน ต้องฟื้นฟูจำนวน 140 กองทุน และรอการฟื้นฟูจำนวน 90 กองทุน ในส่วนการใช้งานระบบโปรแกรมฯ ซึ่งภาคกลางและตะวันตกมีการใช้งานจำนวนทั้งนี้ 136 พื้นที่ โดยถือเป็นการคิดค้นเครื่องมือที่เกิดจากภาคประชาชน และต้องออกแบบแนวทางการส่งเสริมให้กองทุนสวัสดิการชุมชนมีการใช้งานผ่านระบบโปรแกรมฯ เพิ่มขึ้น
ประมวล / สรุปสถานการณ์ภาพรวมงานสวัสดิการภาคกลางและตะวันตก
นายธนพล ศรีใส ผู้แทนเครือข่ายสวัสดิการชุมชนภาคกลางและตะวันตก กล่าวว่า ภาคกลางและตะวันตกมีการจัดตั้งกองทุนมาแล้ว 742 กองทุน จากพื้นที่ทั้งหมด 1,128 อปท. คิดเป็นร้อยละ 65.78 ถือว่าเป็นภาคที่มีการตั้งกองทุนน้อยที่สุด มีสมาชิกกองทุน 581,050 คน เงินสะสมกองทุนทั้งหมด 2,073,508,715.91 บาท เป็นเงินสมทบจากสมาชิก 63.40 % ในช่วงที่ผ่านมามีการช่วยเหลือสมาชิกแล้ว 323,439 ครั้ง ยอดเงินช่วยเหลือ 597,936,295 บาท มีกองทุนที่ยังดำเนินการปกติสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง 511 กองทุน มีพื้นที่ใช้โปรแกรม SWF อย่างต่อเนื่อง 136 กองทุน (มีการพัฒนาศักยภาพทีมโซน 51 โซน เกิดทีมทำงานที่มีทักษะเพื่อขยายผล 28 คน) การขอรับการสมทบงบประมาณย้อนหลัง 5 ปี มีกองทุนที่ยังสามารถขอรับการสมทบงบประมาณจำนวน 357 กองทุน เกิดการพัฒนาฟื้นฟูกองทุนที่หยุดดำเนินการให้สามารถดำเนินการต่อได้ จำนวน 51 กองทุน
สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานกองทุนสวัสดิการชุมชน เช่น การเชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยงาน เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด การได้รับงบประมาณการอบรมโปรแกรม SWF จากกองทุน กสจ. อบจ., ได้รับรางวัลความดี อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ต่อเนื่องทุกปี และเป็นภาคที่ได้รับรางวัลฯ มากที่สุดใน 5 ภูมิภาค, มีการช่วยเหลือขั้นพื้นฐานที่หลากหลาย, การช่วยเหลือในสถานการณ์โควิด เช่น การทำหน้ากากอนามัย อาหาร ช่วยเหลือกันได้ทันที, ส่งเสริมร้านค้าชุมชน, เงินทุนประกอบอาชีพ, การช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย โดยเป็นองค์กรกลางในการรับงบประมาณบ้านพอเพียง, ทุนการศึกษา, การช่วยเหลือกรณีน้ำท่วม ฯลฯ
6 แนวทางการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนสู่สวัสดิการสังคม
นายสิน สื่อสวน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านงานสวัสดิการชุมชน กล่าวว่าสวัสดิการชุมชนเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำกันมาเป็นเวลาหลายปี ปัจจุบันมีมากกว่า 6,000 กองทุน ในครั้งนี้เป็นการนำเข้าข้อมูลทิศทาง จุดมุ่งหมายของการขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการชุมชนมีเรื่องอะไรบ้าง ก่อนที่จะไปวางแผนในแต่ละจังหวัด โดยมี 3 พลังร่วมในการออกแบบ คือ ขบวนองค์กรชุมชน เจ้าหน้าที่ พอช. และ เจ้าหน้าที่ พมจ. ซึ่งหากเห็นในทิศทางเดียวกัน การขับเคลื่อนจะมีพลังมาก
- 1. เจตนารมณ์ของการก่อเกิดสวัสดิการชุมชน “การฟื้นฟูวัฒนธรรมการช่วยเหลือเกื้อกูลกันของชุมชน” : ในปี 2546 ประชาชนทั่วประเทศมาคุยตกลงกันเรื่องการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน เพื่อฟื้นฟูระบบการช่วยเหลือเกื้อกูลกันของคนในชุมชน แต่มาเริ่มดำเนินการอย่างจริงจังในปี 2547 – 2548 และเติบโตในปี 2549 เมื่อนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงฯ สนับสนุนการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนขยายทั่วประเทศ และยกระดับเป็นนโยบายรัฐบาลในยุคนายอภอสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้มีการสมทบงบประมาณจากรัฐบาล
- 2. แนวคิด “ให้อย่างมีคุณค่ารับอย่างมีศักดิ์ศรี” ทุกคนเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ : เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องเหลือตัวเองก่อนที่จะให้คนอื่นมาช่วย โดยมีหลักคิดสำคัญของเรื่องสวัสดิการ คือ เป็นการให้ที่เท่าเทียมกัน โดยให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี
- 3. หลักการ “เป็นกองทุนของชุมชน บริหารโดยชุมชน เพื่อทุกคนในชุมชน” : ไม่ใช่เป็นหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง โดยจัดตั้งตามความพร้อม สมัครใจ เลือกคณะทำงาน วางระเบียบ เกณฑ์กติกาการดูแลช่วยเหลือกันเอง และเป็นประโยชน์ร่วมของคนทั้งชุมชน โดยเฉพาะคนเปราะบาง ผู้ยากไร้ ด้อยโอกาส
- 4. เป้าหมาย 3 ระดับ 1) เป้าหมายระดับตำบล “กองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นกลไกกลางการจัดสวัสดิการของคนในตำบล” 2) เป้าหมายระดับจังหวัด “สวัสดิการชุมชนเป็นงานหนึ่งในแผนพัฒนาจังหวัด/กลุ่มจังหวัด” 3) เป้าหมายทางนโยบาย “สวัสดิการชุมชนพัฒนายกระดับเป็นระบบสวัสดิการของชุมชนตามรัฐบาล”
- 5. แนวทางทำงานเชิงรุกทุกมิติ : 1) พัฒนาคุณภาพกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ทุกกลุ่มคน ทุกปัญหา จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน ธำรงเจตนารมณ์, อุดมการณ์เดิมด้วยวิธีใหม่ๆ บริหารกองทุนให้สุจริต, มีส่วนร่วมมีประสิทธิภาพ, สร้างสรรค์จินตนาการใหม่ ความสำเร็จใหม่ ความรู้ใหม่ ให้ทันสังคมที่เปลี่ยนแปลง, ยกระดับความร่วมมือกับมิตรเก่า เพิ่มมิตรใหม่ โดยร่วมมือกับ พม. อปท. ยกระดับให้แน่นแฟ้น ร่วมมือกันให้มากขึ้น และแสวงหาความร่วมมือใหม่ เช่น ภารธุรกิจ วัด เป็นต้น 2) เรียนรู้และปฏิบัติการระบบแผนพัฒนาจังหวัด/กลุ่มจังหวัด 3) สร้างเครือข่ายสวัสดิการชุมชนเข้มแข็งระดับอำเภอ จังหวัด กลุ่มจังหวัด ภาค 4) สร้างพลังร่วมพัฒนา “เครือข่ายสวัสดิการ – พอช.” ที่เข้มแข็ง 5) ร่วมมือกับทุกฝ่ายแบบหุ้นส่วนการพัฒนา ผลักดันนโยบาย เช่น กระทรวง พม. ปรับระบบการสมทบจากรัฐ มาตรการทางภาษี แผนพัฒนาจังหวัด : เสนอให้รัฐบาลสมทบแบบไม่นับรอบ เอกชนที่ร่วมสมทบ/บริจาคเงินให้กับกองทุนสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ และประสานความร่วมกับ พมจ.ในการนำเสนอเข้าสู่แผนพัฒนาจังหวัด พรรคการเมือง สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา สถาบันวิชาการ เครือข่ายภาคประชาชนสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน (ฉบับประชาชน) ยกระดับสวัสดิการชุมชนเป็นระบบสวัสดิการของชุมชน/สวัสดิการสังคม
- 6. เงื่อนไขความเป็นไปได้ : ต้องเชื่อว่าเป็นไปได้ ประชาชนทำได้ : ต้องเชื่อว่า “เราทำได้” แต่ยังมีพลังไม่เพียงพอต้องอาศัยพลังจากภาครัฐ โดยมีหน่วยงานสำคัญที่จะต้องร่วมคิดร่วมหารือ คือ พม. และมีการผลักดันเชิงนโยบาย ยกระดับการวางแผนเรื่องสวัสดิการชุมชนให้สูงขึ้น เป็นการเปลี่ยนผ่านสวัสดิการชุมชนที่คิดกันแบบพื้นบ้านให้มีรัฐธรรมนูญรองรับ, วางแผนให้รอบคอบ, ลงมือทำ เริ่มจากงานเล็กเพื่อเป้าหมายใหญ่ โดยทำกองทุนสวัสดิการชุมชนให้มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับ วิเคราะห์สังคมเชิงโครงสร้าง เชื่อมโยงสวัสดิการชุมชนกับชุมชนเข้มแข็ง การลดความเหลื่อมล้ำ การกระจายอำนาจ ประชาธิปไตยจากฐานราก และสร้างระบบและกลไกการติดตาม ประเมินผล สรุปบทเรียน
วิเคราะห์และจัดทำแผนการขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชน ปี 2567 – 2570
การแบ่งกลุ่มย่อยรายจังหวัด เพื่อจัดทำแผนการขับเคลื่อนงานกองทุนสวัสดิการชุมชน ทั้งที่เป็นเป้าหมายในปี 2567 ตามเป้าหมายข้างต้น และทำแผนการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ที่เหลือในระยะต่อไป โดยเฉพาะการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน การฟื้นฟูและพัฒนากองทุนที่หยุดดำเนินการหรือมีความเสี่ยง การใช้เครื่องมือในการพัฒนากองทุน เช่น โปรแกรม SWF เป็นต้น รวมทั้งการวางเป้าหมายการขับเคลื่อนงาน ข้อเสนอ และแผนการขับเคลื่อนงานในระดับจังหวัดในระยะต่อไป โดยสรุปภาพรวมของแผนปี 2567 – 2570 ดังนี้
- 1. วิเคราะห์สถานการณ์และบทเรียนการทำงานสวัสดิการชุมชน
จุดแข็ง : มีกลไกและการบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคีหลายภาคส่วน โดยเฉพาะ พมจ., ภาคประชาชนเข้าไปเป็นกลไกระดับจังหวัด, มีคณะทำงานระดับจังหวัดและโซนทำให้หนุนเสริมการทำงานกันอย่างใกล้ ชิด, แผนพัฒนาภาคประชาชนได้รับการบรรจุในแผนพัฒนาจังหวัด /อบจ./ หน่วยงาน, กองทุนสวัสดิการชุมชนยกระดับเป็นศูนย์ช่วยเหลือสังคมและจดแจ้งเป็นองค์กรสาธารณะประโยชน์และได้รับงบประมาณสนับสนุนการพัฒนา/ขับเคลื่อนงาน, มีกองทุนที่เป็นพื้นที่ต้นแบบในการเรียนรู้ให้กับกองทุนอื่นๆ ฯลฯ
จุดอ่อน : กองทุนไม่สามารถขยายฐานสมาชิกได้ต่อเนื่อง, คนในขบวนยังไม่เข้าใจหลักคิด เจตนารมย์ สวัสดิการชุมชน, ไม่มีคนทำงาน/ผู้นำแถว 2 คณะกรรมการกองทุนสูงอายุ ไม่มีความพร้อมในการใช้เทคโนโลยี ไม่มีความเชี่ยวชาญในการทำบัญชี, บางกองทุนบริหารโดยเจ้าหน้าที่ อปท.ทำให้ข้อมูลไม่เป็นปัจจุบัน, การเมืองท้องถิ่นส่งผลต่อการขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชน, อปท.ยังไม่เข้าใจเรื่องการสมทบงบประมาณ, งบประมาณสนับสนุน ติดตามงานในพื้นที่มีจำกัด
ความเสี่ยง : การจ่ายเงินสวัสดิการสูง, คณะกรรมการไม่เข้าใจในการบริหารโครงการและไม่มีการวิเคราะห์ความเสี่ยงของกองทุน, การจัดเก็บข้อมูลไม่เป็นระบบ ข้อมูลติดอยู่กับตัวคนไม่มีการสำรองข้อมูล และข้อมูลไม่เป็นปัจจุบัน, ไม่มีคณะทำงานรับผิดชอบอย่างชัดจน, การรับสมัครสมาชิกใหม่ที่เป็นประชากรแฝง
กลไกการเชื่อมโยงกับหน่วยงาน : กองทุนสวัสดิการชุมชนเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่หลากหลาย เช่น พมจ. อบจ. อำเภอ ท้องถิ่น สป.สช. สสส. สช. สกร. สถาบันการศึกษา นักการเมืองระดับจังหวัด CSR/ภาคเอกชน
- 2. เป้าหมายการขับเคลื่อนกองทุน ได้แก่ 1) จัดตั้งกองทุนให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ 2) พัฒนากองทุนให้มีความเข้มแข็ง เป็นศูนย์กลางการจัดสวัสดิการชุมชนและสังคมของพื้นที่อย่างเป็นระบบ 3) ส่งเสริมกองทุนสวัสดิการชุมชนให้เป็นองค์กรสังคมในการพัฒนาคุณภาพชีวิต 4) พัฒนาระบบเทคโนโลยี และศักยภาพคนทำงานในการจัดการและบริหารกองทุน 5) บูรณาการความร่วมมือกับทั้งภาครัฐและเอกชนในการสนับสนุนการดำเนินงานของกองทุนนแบบมีส่วนร่วม 6) จัดทำแผนพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชนบรรจุในแผนยุทธศาสตร์จังหวัด/แผนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- 3. แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชน ได้แก่ 1) ส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน 2) พัฒนาศักยภาพสวัสดิการชุมชนระดับพื้นที่ โซน และจังหวัด โดยการขยายฐานสมาชิก พัฒนาศักยภาพคณะกรรมการกองทุน ยกระดับศูนย์ช่วยเหลือสังคมตำบล/กองทุนสาธารณะประโยชน์ ส่งเสริมการใช้งานโปรแกรม SWF เชื่อมโยง อปท.ในการสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชน ฟื้นฟูกองทุนสวัสดิการชุมชนที่หยุดดำเนินการ พัฒนาศวักยภาพกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับโซน พัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น ดูแลช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในตำบล ส่งเสริมอาชีพและพัฒนารายได้ให้กับคนในชุมชน 3) ติดตามประเมินผลพร้อมรายงานผลการขับเคลื่อนงานกองทุนสวัสดิการชุมชน 4) ขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชนระดับจังหวัด เช่น พัฒนาและผลักดันผู้นำขบวนองค์กรชุมชนให้เข้าไปเป็นองค์ประกอบของคณะทำงานชุดต่างๆ ของจังหวัด ประชุมออกแบบและวางแนวทางการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์จังหวัดร่วมกับภาคีพัฒนาในพื้นที่ เช่น อบจ. พมจ. สสส. สป.สช. ฯลฯ ทบทวนและจัดทำแผนยุทธศาสตร์ภาคประชาชนที่ครอบคลุมประเด็นงานสวัสดิการสังคม เสนแผนยุทธศาสตร์ภาคประชาชนกับภาคีพัฒนาที่เกี่ยวข้อง และจัดเวทีสมัชชาสวัสดิการชุมชนระดับจังหวัด 5) ประชาสัมพันธ์การขับเคลื่อนงานกองทุนสวัสดิการชุมชน เช่น พัฒนาช่องทางและสื่อสาร Facebook Tik Tok
- แผนการขับเคลื่อนงานระดับจังหวัด ได้แก่ ประชุมคณะทำงานชุดปฏิบัติการอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง, ประชุมเครือข่ายกองทุนระดับจังหวัด จัดทีมปฏิบัติการลงหนุนเสริมพื้นที่, จัดเวทีแลกเปลี่ยนสถานการณ์ และวางแผนปฏิบัติการรายเดือน 3 เดือน 6 เดือน และรายปี, จัดทำแผนพัฒนากองทุนรายตำบล จัดทำปฏิทินการขับเคลื่อนงานรายปี และกำหนดเป้าหมายการขับเคลือนร่วม, เข้าพบผู้บริหารท้องถิ่นเพื่อทำความเข้าใจและวางแนวทางการทำงานร่วม, ทบทวนแผนพัฒนาจังหวัด และจัดงานสมัชชาระดับจังหวัด
ข้อเสนอแนะต่อการหนุนเสริมจาก พอช.
ในช่วงท้ายขบวนองค์กรชุมชนได้มีข้อเสนอต่อสถาบันฯ ในการสนับสนุนการขับเคลื่อนงานกองทุนสวัสดิการชุมชน อาทิ ปรับหลักเกณฑ์การสมทบโดยไม่ต้องจำกัดรอบและจำนวนคน หนุนเสริมกระบวนการ เครื่องมือให้ภาคประชาชนในการเชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์จังหวัด สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพคณะทำงานในการบริหารกองทุนอย่างมีธรรมาภิบาลอย่างต่อเนื่อง สร้างความร่วมมือกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นในการสมทบงบประมาณกองทุนแบบไม่มีเงื่อนไข และยกระดับสถานะ พ.ร.บ.สวัสดิการชุมชน เป็นต้น
บทบาทของสถาบันฯ ในการหนุนเสริมการขับเคลื่อนงานกองทุนสวัสดิการชุมชน
นายกฤษฎา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กล่าวว่า สวัสดิการชุมชน ถือว่าเป็นระบบกองทุนเดียวของประเทศไทยที่มาจากเงินของประชาชนมากกว่าเงินของรัฐ 20,000 ล้านบาทที่สะสมมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เป็นเงินจากประชาชนมากกว่า 14,000 ล้านบาท แม้ว่ารัฐบาลจะมีงบประมาณไม่มาก ไม่สามารถสมทบแบบ 1:1 ได้ แต่ก็มีการสมทบงบประมาณเพิ่มมากขึ้นทุกปี แต่จะทำอย่างไรที่จะทำกองทุนสวัสดิการสามารถหารายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าการสมทบ เช่น การปลูกต้นไม้ การทำวิสาหกิจชุมชน เป็นต้น กองทุนที่ใหญ่แล้วรวมกันเป็นเครือข่ายจังหวัดเคลื่อนดูแลซึ่งกันและกันในจังหวัด ทั้งนี้ ปัจจุบันเรามีกองทุนระมาณ 6,000 กว่ากองทุน เรายังมีพื้นที่ยังไม่จัดตั้งกองทุนฯ ประมาณ 1,700 ท้องถิ่น พอช.มีเป้าหมายที่จะขยายพื้นที่ได้ครอบคลุมทุกท้องถิ่น และการขยายสมาชิกเพิ่มขึ้น ฟื้นฟูเพิ่มคนทำงาน หาคนจากข้างล่างขึ้นมาช่วยทำงาน พอช. พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เดินไปข้างหน้าได้
รายงาน : ทีมวิชาการ สำนักงานภาคกลางและตะวันตก












