นครสวรรค์ / คณะทำงานขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและทุนชุมชนระดับชาติ และระดับภาค ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) สำนักงานภาคเหนือ และสำนักเลขานุการยุทธศาสตร์ชุมชนเข้มแข็ง จัดเวทีสรุปบทเรียนผลการดำเนินงานการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยในเครือข่ายเศรษฐกิจและทุนชุมชน ในระหว่างวันที่ 4-6 กันยายน 2566 ณ ณ ศูนย์บ่มเพาะเศรษฐกิจและทุนชุมชนอโรคยาศาลา และโรงแรม 42C ชิค โฮเต็ล อ.เมือง จ.นครสวรรค์ โดยมีผู้นำจากศูนย์บ่มเพาะเศรษฐกิจและทุนชุมชนที่เป็นพื้นที่ปฏิบัติการเป้าหมายในพื้นที่ภาคเหนือรวม 13 ศูนย์บ่มเพาะฯ (ศูนย์ปี 2563-2564 จำนวน 7 ศูนย์บ่มเพาะฯ/ ศูนย์ปี 2566 จำนวน 6 ศูนย์บ่มเพาะฯ) และผู้ปฏิบัติงาน พอช. เข้าร่วมกว่า 50 คน
นายวิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการ และผู้อำนวยการภาคเหนือ กล่าวเปิดงาน และให้แนวทางการสนับสนุนการขับเคลื่อนงานเศรษฐกิจและทุนชุมชนกับผู้นำองค์กรชุมชน ความสำคัญว่า…
“ที่สุดแล้วคนเราทุกคน ก็ต้องกลับคืนสู่ธรรมชาติ อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับพื้นที่จริง ดังเช่นพื้นที่ศูนย์บ่มเพาะฯ ตำบลเขาดินแห่งนี้ ที่ทำให้เราเข้าใจถึงความเป็นธรรมชาติ และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งในอนาคตก็อยากให้มีพื้นที่แบบนี้มาก ๆ เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ของพี่น้องให้กว้างขวาง”
แนวทางการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและทุนชุมชน นายวิชัย นะสุวรรณโน กล่าวว่า การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากมีความสัมพันธ์กับการปรับเปลี่ยนระบบการทำงานของ พอช. เพราะเศรษฐกิจฐานรากเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจระดับประเทศ และคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นตัวชี้วัดของรัฐบาลชุดใหม่ด้วย เนื่องจากประเทศไทยขับเคลื่อนประเทศด้วยระบบเศรษฐกิจ แต่ที่ผ่านมาเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบระยะเร่งด่วน ระยะสั้น เช่น เงินดิจิทัล ค่าแรงขั้นต่ำ ฯลฯ ซึ่งเข้าใจว่าต้องการให้เศรษฐกิจฟื้น เกิดการจับจ่ายใช้สอยให้มาก
ในส่วนระยะยาว ต้องกลับมาที่ฐานราก เพื่อทำให้เกิดความยั่งยืน ที่ผ่านมา พอช. ก็สามารถทำได้ส่วนหนึ่ง มีโครงการ กิจกรรมหลายอย่างเกิดขึ้น ทั้งการเชื่อมโยงการตลาด การเชื่อมโยงผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคในโครงการกินเปลี่ยนเมือง ที่รายได้ส่วนหนึ่งมอบให้กองทุนสวัสดิการชุมชน หรือการแปรรูป หรือการใช้แผนธุรกิจเพื่อชุมชน CBMC เข้ามาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์
แผนการพัฒนาศูนย์บ่มเพาะภาคเหนือ
โอกาสถัดมาที่เกี่ยวข้องกับ พอช. คือ มีประธานคณะกรรมการสถาบันคนใหม่ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องเศรษฐกิจ และเก่งในการเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจเอกชน โดยพยายามชวนหน่วยงานภาคธุรกิจเอกชน เข้ามาหนุนเสริมงานพื้นที่ไป โดยจะ Mapping กับภาคธุรกิจเอกชน ผ่าน BOI กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เพื่อ Matching การทำงานร่วมกัน นอกจากนั้น ก็ยังได้หารือกับบริษัทท็อป ในเครือเซ็นทรัล กรุ๊ป เพื่อเชื่อมด้านการตลาดให้ชุมชนนำสินค้าขึ้นวางจำหน่ายได้ ทั้งที่ท็อป หรือที่ตลาดจริงใจ หรือเป็นผู้ผลิตส่งสินค้าให้กับบริษัท รวมถึงการพัฒนาตลาดนัดองค์กรชุมชนออนไลน์ ที่จะเชื่อมกับแพลตฟอร์มช็อปปี้ ลาซาดา ให้สินค้าของชุมชนไปสู่ตลาดที่กว้างขวางออกไป ตลอดจนการทำฐานข้อมูลของชุมชน เช่น ทำเนียบผู้นำ การทำข้อมูลศักยภาพพื้นที่เศรษฐกิจและทุนชุมชน โดยในแต่ละเรื่องที่กล่าวมาข้างต้น ท่านประธานคณะกรรมการสถาบัน ก็ได้จัดส่งทีมทำงานเข้ามาช่วยสนับสนุน
ในด้านการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย พอช. ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการนโยบายส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ที่มีผู้ใหญ่ระดับประเทศที่มีความเชี่ยวชาญแต่ละด้าน โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ เข้ามาร่วมเป็นอนุกรรมการ เช่น กรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กรรมการผู้คุณวุฒิในคณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์แห่งชาติ ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีประเทศไทย ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และมีแม่ฑิฆัมพร กองสอน พี่ศิวโรฒ จิตนิยม เป็นผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนเข้าไปร่วมเป็นคณะอนุกรรมการ เป็นต้น เข้ามาช่วยในเชิงนโยบาย นอกจากนั้น ยังมีการแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและทุนชุมชน ที่มีหน่วยงานภาคีและผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนจาก 5 ภาค เข้ามาช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่
อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ คือ คณะทำงานศึกษาแนวทางการปรับระบบการปฏิบัติงาน และโครงสร้างการบริหารองค์กร พอช. ได้ลงพื้นที่จัดเวทีรับฟังข้อเสนอจากพื้นที่ ซึ่งมีเห็นว่า พอช. ควรนำ กองทุน พอช. มาบริหารจัดการให้เกิดรูปแบบการสนับสนุนงานใหม่ ๆ ของขบวนองค์กรชุมชนให้มากขึ้น หรือให้เกิดการทำกิจกรรมอื่นมากกว่าการให้สินเชื่อบ้าน หรือฝากธนาคาร หรือซื้อพันธบัตร และยังมีการคิดถึงเรื่องการร่วมทุน ลงหุ้นร่วมกับขบวนองค์กรชุมชน หรือปล่อยสินเชื่อเพื่อการพัฒนาอาชีพ เป็นการประกอบการร่วม และพัฒนาศักยภาพไปด้วย เพื่อให้กองทุน พอช.เติบโต และไม่ต้องของบจากรัฐมากนัก หรือขออาจจะน้อยลง เป็นการพัฒนากองทุนที่ทำให้ พอช. อยู่ได้ ชุมชนอยู่ได้ พึ่งตนเองได้ รวมไปถึงการทำโครงการเสนองบหน่วยงานตาง ๆ เช่น สสส. หรือทำกองทุนร่วมกับ สสส. เป็นกองทุนสุขภาวะของชุมชน (สุขภาวะเชิงพื้นที่) เป็นต้น ทั้งหมดนี้เพื่อให้เกิดรูปแบบการบริหารจัดการกองทุน พอช. แนวใหม่
ดังนั้น การเดินหน้าในช่วงต่อไป พอช. จะได้นำบทเรียนจากพื้นที่ทั่วประเทศ และนำรูปธรรมไปเสนอในคณะอนุกรรมการนโยบายส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เพื่อออกแบบแนวทางการสนับสนุนพื้นที่เพิ่มเติม ขยายศูนย์บ่มเพาะฯ รวมถึงการเปิดพื้นที่ใหม่ ๆ กับหน่วยงานเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ฐานข้างล่างเข้มแข็ง เกิดความต่อเนื่อง ยั่งยืนระยะยาว ที่เราต้องตั้งหลักจากพื้นที่ เพื่อชูขึ้นสู่ระดับประเทศร่วมกัน.
นางฑิฆัมพร กองสอน ประธานคณะทำงานพัฒนาเศรษฐกิจและทุนชุมชนภาคเหนือ ได้กล่าวถึงทิศทางของการขับเคลื่อนงานระดับพื้นที่โดยมีศูนย์บ่มเพาะเศรษฐกิจและทุนชุมชนเป็นพื้นที่ปฏิบัติการ ทั้งภาคเหนือรวม 13 ศูนย์บ่มเพาะฯ ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดจะมีความเข้มแข็งทั้งหมด จำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ศักยภาพ ทบทวนความสามารถหลัก ผลิตภัณฑ์เด่นของตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ความสามารถของแต่ละศูนย์ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ต่อยอดให้เกิดดอกเกิดผล ใช้เครื่องมือต่าง ๆ ที่ พอช. หนุนเสริมให้เป็นประโยชน์ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นแผน CBMC หรือการไปเชื่อมต่องานกับหน่วยงานภาคี มหาวิทยาลัย ให้องค์ความรู้ของชุมชนขยายกว้างขวางออกไป ให้ชุมชนท้องถิ่นมีระบบเศรษฐกิจและทุนชุมชนที่มั่นคง สามารถพึ่งตนเองได้ และจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน
ในเวทีดังกล่าว นางสาวสุวิมล มีแสง ผู้ช่วยผู้อำนวยการภาคเหนือ ได้ชวนผู้นำจากศูนย์บ่มเพาะเศรษฐกิจและทุนชุมชนร่วมกันสรุปบทเรียนผลการดำเนินงานการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยในเครือข่ายเศรษฐกิจและทุนชุมชน ปี 2566 โดยสรุปดังนี้
สถานการณ์พื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของศูนย์บ่มเพาะเศรษฐกิจและทุนชุมชนที่สำคัญ ได้แก่ การจัดทำแผนธุรกิจเพื่อชุมชน (CBMC) มีการพัฒนาทักษะอาชีพรายได้ ขยายสมาชิก/กลุ่ม พัฒนาการตลาดให้รู้จักสินค้ามากขึ้น พยายามยกระดับเป็นจุดกระจายสินค้า และร้านค้าชุมชน พัฒนาคุณภาพสินค้า แพ๊คเก็จสินค้า สร้างแบรนด์สินค้า ในเดียวกันชุมชนยังขาดทุนชุมชนที่เป็นจุดเด่นมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ยังมีบ้างที่ทำงานแบบปัจเจก ในส่วนของนโยบายรัฐยังสนับสนุนไม่ตรงกับความต้องการของประชาชน ออกแบบกระบวนการผลิตที่เหมาะสมกับพื้นที่
กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้มีภาวะทางจิตเวช/โรคซึมเศร้า คนตกงาน ผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด ผู้พ้นโทษ เยาวชน รวมกว่า 300 คน
เป้าหมายที่อยากเห็น คือ สุขภาพกายใจของสมาชิกในชุมชนแข็งแรง มีอาชีพมีรายได้ไม่เป็นภาระครอบครัว และชุมชน รวมไปถึงมีสิ่งแวดล้อมดีขึ้น เกิดระบบการฟื้นฟูชุมชนแบบองค์รวม
กิจกรรมที่ดำเนินการ ศูนย์บ่มเพาะฯ ได้สร้างการเรียนรู้ผ่านหลักสูตรท้องถิ่น ทั้งด้านการผลิต การแปรรูป การตลาด เป็นหลักสูตรระยะสั้นง่าย ๆ เช่น การจักสานตะกร้าจากหวาย การปลูกและแปรรูปสมุนไพรเป็นลูกประคบ ยาหม่อง น้ำมันนวดอะโรมา การทำสบู่ขิง สบู่มะขาม สบู่น้ำนมข้าว ตัดเย็บเสื้อผ้าบุรุษสตรีจากผ้าม่อฮ่อม ผ้าอุ๊ก น้ำพริกหมูผัดพริกเผา เมี่ยงคำ การแปรรูปเมล็ดโกโก้เป็นชา เป็นผงโกโก้ ฯลฯ การเชื่อมโยงหน่วยงานภาคีหลายภาคส่วนเข้ามาช่วยสนับสนุนต่อยอดผลิตภัณฑ์ เช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เรื่องการพัฒนาเห็ดถั่วเน่า และศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในการแปรรูปเห็ดโคนน้อย เป็นชุดเซ็ดต้มยำน้ำใสเห็ดโคนน้อย เป็นต้น การเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายผู้ผลิต ผู้แปรรูป และการตลาด
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สมาชิกในชุมชนเกิดการยอมรับกัน ลงมือช่วยทำงาน เปลี่ยนวิธีคิด และวิถีการผลิตจากปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นปลูกตามฤดูกาล การปลูกที่รับผิดชอบต่อผู้บริโภค สร้างรายได้ให้ครอบครัว และกลุ่มมีระบบการบริหารจัดการกันเองได้ ศูนย์บ่มเพาะฯ ทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางในการเรียนรู้ ให้ทุกคนเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ มีการพัฒนาจากขายหน้าร้านเป็นการขายออนไลน์ได้ มีเทคนิคในการทำงานที่แตกต่างหลากหลาย
สิ่งที่ยังขาด คือ การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายให้เข้ามาทำงานร่วมอย่างต่อเนื่องในกลุ่ม ขาดการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคี มองปัญหาแยกส่วน ขาดนักคิดนักวิเคราะห์และผู้นำจิตวิญญาณ ในส่วนของสิ่งที่ต้องการพัฒนา ได้แก่ เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นเครื่องมือในการทำงาน การมองถึงการใช้พลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียนเข้ามาใช้ประโยชน์ รวมถึงการพัฒนาคนทำงานรุ่นใหม่เข้ามาร่วมกระบวนการทำงานให้มากขึ้น นอกจากนั้นยังต้องวิเคราะห์และมองถึงภาพอนาคตที่มากกว่าการสร้างรายได้ เช่น การต่อสู้กับภาวะสงคราม เชื้อโรคใหม่ ๆ ต่อประเด็นนี้ที่ประเทศไทยเรามีเด่นกว่าประเทศอื่น คือ อาหารและยา หรือการสร้างระบบการผลิตที่มีคุณภาพ เพียงพอกับตลาดที่ต้องการ เพราะระบบการตลาดไม่ได้เป็นปัญหา แต่ที่เป็นปัญหาคือชุมชนผลิตได้ไม่พอกับความต้องการ และคุณภาพยังไม่ได้มาตรฐานที่ตลาดต้องการ ตลอดจนการวิเคราะห์สถานการณ์ข้างหน้าที่ต้องรองรับสังคมสูงวัย การจัดการเรื่องสุขภาพ เรื่องสุขภาวะ
นอกจากการร่วมกันสรุปบทเรียนผลการดำเนินงานแล้ว เครือข่ายเศรษฐกิจและทุนชุมชนภาคเหนือยังได้ลงพื้นที่ศึกษาเรียนรู้การทำงานของศูนย์บ่มเพาะเศรษฐกิจและทุนชุมชนอโรคยาตำบลเขาดิน อ.เก้าเลี้ยว จ.นครสวรรค์ ที่ดำเนินงานมากว่า 10 ปี มององค์รวมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนในเรื่อง “สุขภาวะองค์รวมของชุมชน” นำอาหารที่มีอยู่ในชุมชนให้เป็นยากว่า 100 ชนิด รวมถึงยกประวัติศาสตร์การเป็นพื้นที่เสด็จประพาสต้นของพ่อหลวงรัชกาลที่ 5 มาสร้างเป็นฐานการเรียนรู้ในชุมชนให้ผู้คนทั้งในและนอกชุมชนได้เข้ามาเรียนรู้ มาทดลองทำ ทดลองกิน ทดลองใช้ร่วมกัน โดยกลุ่มเป้าหมายที่ร่วมดำเนินการนั้น เป็นกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นผู้พิการ ผู้ติดยา เด็กแว๊น เด็กส่งยา แม่/พ่อเลี้ยงเดี่ยว เป็นคนทำงานหลักในชุมชน เปลี่ยนจากผู้สร้างปัญหา หรือถุกมองว่าเป็นคนมีปัญหา มาเป็นกำลังหลักในการทำงาน ชวนกันมาทำประโยชน์จนเป็นที่ยอมรับของคนในชุมชน
“ด้วยพื้นที่นี้มีช่องทางการเข้าถึงได้หลายช่องทาง ทั้งทางน้ำ ทางบก ตรอกซอกซอย ถนนตัดผ่านจากทุกสารทิศ จึงเป็นที่มาหนึ่งของการเป็นพื้นที่การส่งยาเสพติดอย่างมาก เด็กและเยาวชนเป็นเครื่องมือของกลุ่มคนที่ไม่ประสงค์ดีใช้เด็กเป็นคนส่งยา ถูกชักชวนเข้าหายาจนติดกันงอมแงม หลังจากที่กลับมาอยู่บ้าน จากเดิมที่ทำงานอยู่ที่ญี่ปุ่น จึงมีความคิดว่า เมืองไทยมีภูมิปัญญามากมาย ทำไมจึงไม่นำภูมิปัญญา และองค์ความรู้จากผู้คนมาสร้างมูลค่าและคุณค่าให้กับชุมชน จึงเป็นที่มาของการสร้างอโรคยาศาลา ทำอาหารให้เป็นยา ให้ความรู้เพื่อให้คนนำความรู้ไปใช้ในบ้านของตนเอง รู้จักกิน รู้จักใช้ รู้จักรักษาป้องกันตนเอง และที่สำคัญรู้วิธีสร้างภูมิคุ้มกันในอนาคตให้กับตนเอง โดยยกตัวอย่าง ถ้าเกิดโรคอุบัติใหม่ขึ้นมาอีกชุมชนต้องอยู่ได้ ถ้าเกิดสงครามชุมชนต้องอยู่ได้ ไม่ใช่อยู่ได้เพราะมีอาวุธไปสู้กับเขา แต่เรามีอาหารมียา แม้ว่าจะปิดบ้านปิดเมือง เราก็สามารถอยู่ได้ ดูแลกันและกันได้” นายสถาปนิตย์ แตงอ่อน หรือน้องเอ ผู้นำสำคัญของตำบลเขาดิน เล่าสู่ฟัง
นายพลากร วงค์กองแก้ว ที่ปรึกษาสำนักงานภาคเหนือ ได้เสริมแนวความคิในการพัฒนาเศราฐกิจฐานรากเพิ่มเติมใน 4 ประเด็น คือ หนึ่ง ทำไมเราต้องเริ่มใหม่ ทั้ง ๆ ที่ชุมชนมีต้นทุนอยู่มากมาย เพียงแต่เราต้องปรับตัวตามสิ่งใหม่ ๆ ให้ทัน โดยเฉพาะเรื่องการสื่อสารที่ต้องทำให้ Soft power ให้ได้รับการยอมรับไม่น้อยไปกว่าการมี Soft ware สอง ต้องสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งระหว่างกันเอง และเชื่อมความร่วมมือกับภาคี เพื่อหาคนมาช่วยสนับสนุงานของชุมชนให้มาก สาม การเมืองจะเปลี่ยนไปที่จะต้องหันมาที่ประชาชนมากขึ้น ดังนั้นขบวนประชาชนจำเป็นต้องเตรียมพร้อมใช้การเปลี่ยนให้เป็นประโยชน์ โดยมี พอช. เป็นเครื่องมือไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงนั้น โดยเฉพาะกับกระแสการกระจายออำนาจสู่ประชาชนคนเล็กคนน้อยให้เติบโต รวมไปถึงภาคีเปลี่ยน หน่วยงานเปลี่ยน ที่ทุกภาคส่วนต้องปรับเปลี่ยนเข้าหาประชาชน และ สี่ การสร้างระบบพื้นที่ที่มีเนื้อหา (content) ในทุกเรื่อง โดยมีกิจกรรมที่ทำเป็นเครื่องมือในการโยงสู่การสร้าง Content การเชื่อมโยงหลายเรื่องในพื้นที่เข้าด้วยกัน
จากการทำงานของศูนย์บ่มเพาะฯ ภาคเหนือ จะเห็นได้ว่า ศูนย์บ่มเพาะเศรษฐกิจและทุนชุมชนสามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่เรียนรู้กลางของชุมชนได้เป็นอย่างดีที่พยายามสร้างระบบเศรษฐกิจฐานราก และขยายเครือข่ายทางการเรียนรู้ให้เพิ่มมากขึ้น เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย สร้างระบบการแบ่งปันดูแลกันและกันในชุมชน สังคมให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยผู้นำศูนย์บ่มเพาะฯ ได้วางแนวทางการขับเคลื่อนร่วมกัน ดังนี้
1) การเชื่อมโยงการทำงานกับประเด็นงานอื่น ๆ ในพื้นที่ให้มากขึ้น เช่น สวัสดิการชุมชน พลังงาน การจัดการสุขภาพ การพัฒนาอาชีพกับหน่วยอื่น ๆ ฯลฯ
2) การออกแบบ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ของชุมชนให้ทันสมัย
3) เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อนำมาช่วยสนับสนุนการพัฒนาตั้งแต่ระบบการผลิต การแปรรูป และการตลาด
4) คิดค้นงานใหม่ ๆ ที่รองรับ หรือเตรียมพร้อมรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น สังคมสูงวัย โรคภัยไข้เจ็บ ฯลฯ
5) การพัฒนาระบบการตลาด ช่องทางการขายที่หลากหลาย เชื่อมโยงตลาดในประเทศ และระหว่างประเทศ
6) สร้างและพัฒนาผู้นำ ในด้านการบริหารจัดการกลุ่ม ผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่
โดย นายณฐ พลจันทึก หัวหน้างานวิชาการ ภาคเหนือ ได้กล่าวเสริมว่า การขับเคลื่อนงานของพี่น้องเครือข่ายศูนย์บ่มเพาะฯ ภาคเหนือ ควรเริ่มที่การสร้างเครือข่าย เนื่องจากมีฐานทุนการทำงานร่วมกันมานานพอสมควร จากนั้นจึงสร้างระบบการตลาดทั้งระบบออนไลน์และตลาดในพื้นที่ โดยการทำงานที่กล่าวมาจะไปได้ต้องมีแผนงานที่ชัดเจน เพื่อคอยสนับสนุนให้กลุ่ม/เครือข่ายองค์กรชุมชนไปได้ ยึดโยงกันไปสู่ “รักษา พัฒนา ไม่นำพา แต่พาไปสู่เป้าหมายของชุมชน” หมายความว่า เราจะรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้ ร่วมกันพัฒนาตนเองไปข้างหน้า โดย พอช. จะไม่นำพาแต่จะพาพี่น้องเดินไปสู่เป้าหมายด้วยกัน
ในช่วงท้ายของเวทีสรุปบทเรียน นางเสาวลักษณ์ ปรปักษ์พ่าย หัวหน้างานปฏิบัติการชุมชน ได้พูดถึงแผน สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและทุนชุมชน ปีงบประมาณ 2567 ที่ พอช. สนับสนุนงบประมาณเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันของเครือข่ายเศรษฐกิจและทุนชุมชนทั่วประเทศรวมประมาณ 2,000,000.-บาท ภายใต้แผนงาน 4 แผนงาน ได้แก่ 1) การสนับสนุนการดำเนินงานของเครือข่ายขบวนเศรษฐกิจฐานรากและทุนชุมชนทั้งระดับพื้นที่/จังหวัด และระดับนโยบาย 2) การมีระบบฐานข้อมูลที่ใช้เป็นเครื่องมือวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน และมีองค์ความรู้ของศูนย์บ่มเพาะเศรษฐกิจและทุนชุมชนทั้ง 58 ศูนย์บ่มเพาะฯ เพื่อสื่อสารสร้างการรับรู้ การถ่ายทอด ต่อยอดขยายผลในพื้นที่ และสาธารณะ 3) ขยายพื้นที่รูปธรรมศูนย์บ่มเพาะเศรษฐกิจและทุนชุมชน เป็นพื้นที่กลางในการสร้างการเรียนรู้แนวราบให้กับคนในพื้นที่/นอกพื้นที่ใน 20 จังหวัดที่ยังไม่มีศูนย์บ่มเพาะฯ และ 4) การเชื่อมโยงแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและทุนชุมชนในระดับพื้นที่ กับหน่วยงานภาคี (ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ) เพื่อหนุนเสริมพัฒนา ต่อยอดงานเศรษฐกิจของชุมชน และร่วมพัฒนาศักยภาพผู้นำคนรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการธุรกิจชุมชนมืออาชีพ
ตัวอย่าง ผลิตภัณฑ์จากศูนย์บ่มเพาะเศรษฐกิจและทุนชุมชนภาคเหนือ
รายงานโดย นางเสาวลักษณ์ ปรปักษ์พ่าย หัวหน้างานปฏิบัติการชุมชน
สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)
















