
วันนี้ (30 พ.ย. 2561) ที่ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) นายปฏิภาณ จุมผา ผู้อำนวยการ ภาคกลางและตะวันตก พอช. เป็นประธานกล่าวเปิดในเวทีพิจารณากลั่นกรองรางวัลกองทุนสวัสดิการชุมชน ผู้สรรค์สร้างความมั่นคงของมนุษย์ ตามแนวคิดของศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ “คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ปี 2562 ซึ่งจัดโดยคณะทำงานกองทุนสวัสดิการชุมชน และสำนักงานภาคกลางและตะวันตก ในปีนี้มีกองทุนสวัสดิการเสนอรับคัดเลือก 10 ประเภท รวม 18 กองทุน ภายหลังการพิจารณา มีผ่านเวทีระดับภาค 10 กองทุน จาก 10 ประเภท

นายปฏิภาณ จุมผา ผู้อำนวยการภาคกลางและตะวันตก กล่าวว่า กองทุนสวัสดิการเป็นกองทุนที่บ่งบอกถึงทิศทางการพัฒนาที่ถูกต้อง เป็นกองทุนที่ไปจัดระบบความสัมพันธ์ใหม่ที่สังคมอยากเห็น อยากจะให้เกิด เพราะฉะนั้นกองทุนสวัสดิการที่ขบวนชุมชนดำเนินการไม่ใช่แค่เรื่องเงินแต่เป็นเรื่องวิถีชีวิต วิถีวัฒนธรรม และที่สำคัญ คือ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐ และขอชื่นชมกองทุนที่ขับเคลื่อนมาถึงปัจจุบันนี้
“เริ่มแรก เรามีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการ 191 กองทุนทั่วประเทศ ตอนนี้มีการจัดตั้งเกือบเต็มพื้นที่ เป็นการบอกรัฐบาลได้ว่าการจัดสวัสดิการให้กับประชาชนผ่านกองทุนสวัสดิการ ส่งผลต่อวิธีคิดของคนในชุมชน ทำให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถดูแลและจัดการตนเองได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่ว่าจะไปที่ไหนต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่ภาคประชาชนทำระบบสวัสดิการโดยไม่ต้องรอใคร สามารถบริหารจัดการตัวเองได้
นอกจากนี้ กองทุนสวัสดิการยังเป็นการกำหนดโครงสร้างสวัสดิการแห่งรัฐ จากการที่มีภาคประชาชนเข้าไปเป็นคณะกรรมการระดับตำบล จังหวัด และระดับชาติ ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าพี่น้องที่ขับเคลื่อนรื่องสวัสดิการเข้าไปมีบทบาทการขับเคลื่อนในทุกระดับ ต่อไปนี้ภาคประชาชนจะมีส่วนเข้าไปกำหนดเป้าหมย ทิศทาง และงบประมาณ การรับอย่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรี รวมถึงเป็นการพิสูจน์ได้ว่าแผนงานของภาคประชาชนที่ขับเคลื่อนในปัจจุบันเป็นแผนที่สำคัญเกิดการยอมรับ สามารถนำรูปธรรมไปนำเสนอต่อได้ตั้งแต่รัฐท้องถิ่นจนถึงรัฐส่วนกลาง จนนำไปสู่การสนับสนุนงบประมาณลงตรงยังชุมชน ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนวิธีงบประมาณของรัฐที่สำคัญที่สุด การที่เงินจะลงไปที่ใครหมายถึงว่าเขาต้องเชื่อ และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือ การปรับเปลี่ยนกฎหมายเพื่อรองรับการสนับสนุนงบประมาณของหน่วยงานท้องถิ่น ทำให้เอื้อต่อการขับเคลื่อนงาน แสดงให้เห็นว่ากองทุนสวัสดิการได้พิสูจน์ว่าภาคประชาชนสามารถลุกมาจัดการตัวเองได้ดีกว่า เร็วกว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่า” ผู้อำนวยการภาคกลางและตะวันตกกล่าว
ด้านนายธนพล สีใส คณะทำงานกองทุนสวัสดิการ ภาคกลางและตะวันตก และคณะทำงานสวัสดิการ ในระดับชาติ กล่าวว่า โครงการมอบรางวัลองค์กร/กองทุนสวัสดิการชุมชน : ผู้สรรค์สร้างความมั่นคงของมนุษย์ตามแนวคิดของ ศาสตราจารย์ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ “คุณภาพแห่งชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” เป็นการจัดร่วมกันระหว่างวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์, คณะอนุกรรมการส่งเสริมกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับประเทศ, เครือข่ายสวัสดิการชุมชนแห่งชาติ, ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน), สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่อง เชิดชู องค์กร/กองทุนสวัสดิการชุมชนที่ดำเนินงานช่วยเหลือ ดูแลคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่างโดดเด่นในด้านต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายและกองทุนสวัสดิการในพื้นที่ และเพื่อกระตุ้นให้รัฐบาล ภาคเอกชน และสังคมตระหนักถึงคุณค่าของแนวคิดเรื่อง “คุณภาพชีวิตปฏิทินแห่งความหวัง : จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” และร่วมนำไปสู่การพัฒนานโยบาย ระบบปฏิบัติการด้านสวัสดิการให้ประชาชน และชุมชนเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงเหมาะสม
“รางวัลดังกล่าวถือว่าเป็นรางวัลอันทรงเกียรติ แม้ว่าจะไม่มีเงินรางวัลให้แต่ทุกกองทุนให้ความสำคัญค่อนข้างมาก ซึ่งหลักคิดหนึ่งที่ภาคกลางและตะวันตกให้ความสำคัญ คือ ไม่ได้หวังที่จะได้รับรางวัล แต่เป็นการบอกให้คนอื่นได้รับรู้ว่ากองทุนสวัสดิการมีการดำเนินงานที่ดีอย่างไร ซึ่งในปีนี้หลังจากที่มีการไปสร้างความเข้าใจในแต่ละพื้นที่พบว่าหลายกองทุนมีความตื่นตัว โดยเบื้องต้นมีส่งเข้าประกวด 31 กองทุน แต่มีกระบวนการพิจารณาชั้นแรก คือ คณะกรรมการสนับสนุนการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ได้มีการคัดเลือกเบื้องต้น จึงมีกองทุนที่ผ่านการกลั่นกรองจากจะดับจังหวัดมาสู่ระดับภาคเพียง 18 กองทุน” นายธนพลกล่าว
ทั้งนี้ ผลจากการพิจารณา มีกองทุนที่ผ่านเข้าไปชิงรางวัลในระดับประเทศ จำนวน 9 กองทุน จาก 9 ประเภท ดังนี้
ประเภทที่ 1 ด้านการสร้างครอบครัวอบอุ่น (ทุกช่วงวัยและเพศสภาพ) ให้มีคุณภาพชีวิตและคุณค่าในสังคม ได้แก่ กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลโพตลาดแก้ว จังหวัดลพบุรี
ประเภทที่ 2 ด้านการส่งเสริมสุขภาพ การรักษา ดูแล ป้องกัน สร้างที่ดีสุขภาวะในชุมชน ได้แก่ กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลหาดท่าเสา จังหวัดชัยนาท
ประเภทที่ 3 ด้านการพัฒนาเด็กเยาวชนและการเรียนรู้ เพื่อการเติบโตเป็นคนดี และมีคุณภาพ ได้แก่ กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบางหลวง จังหวัดนครปฐม
ประเภทที่ 4 ด้านการพัฒนาอาชีพ ทั้งในระดับครัวเรือน กลุ่มและชุมชน และการแก้ปัญหาหนี้สิน ได้แก่ กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลห้วยชัน จังหวัดสิงห์บุรี
ประเภทที่ 5 ด้านการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์พลังงาน การจัดการขยะ การจัดการและฟื้นฟูภัยพิบัติ มี 2 กองทุนที่ได้รับคะแนนใกล้เคียงกัน คณะทำงานจึงมีมติขอลงพื้นที่ก่อนการตัดสิน ได้แก่ 1) กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลท่ามะนาว จังหวัดลพบุรี 2) กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลหาดอาษ จังหวัดชัยนาท
ประเภทที่ 6 ด้านการจัดการ/จัดสรรที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยที่พอเพียงต่อการดำรงชีพ ได้แก่ กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลสระพัง จังหวัดเพชรบุรี
ประเภทที่ 7 ด้านการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและความหลากหลายทางชีวภาพ ได้แก่ กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลเสือโฮก จังหวัดชัยนาท
ประเภทที่ 8 ด้านการบริหารจัดการกองทุนที่ดีและมีธรรมาภิบาล ได้แก่ กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม
ประเภทที่ 9 ด้านผลงานการจัดสวัสดิการชุมชนแบบองค์รวม หลายมิติ สามารถเชื่อมโยง/บูรณาการทรัพยากรจากหลากหลายแหล่ง เพื่อแก้ไขปัญหาของสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบางระกำ จังหวัดนครปฐม
ประเภทที่ 10 ด้านการฟื้นฟูระบบคุณค่าทางวัฒนธรรม เพื่อการอยู่ร่วมกัน การช่วยเหลือเกื้อกูลระหว่างกลุ่ม และภาคี นำไปสู่การแก้ไขปัญหาของชุมชนท้องถิ่นและสังคม ได้แก่ กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลห้วยลึก จังหวัดเพชรบุรี


รายงานโดย เรวดี อุลิต สำนักงานภาคกลางและตะวันตก






