
สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน/ ‘กอบศักดิ์ ภูตระกูล’ อดีต รมต.สำนักนายกฯ ร่วมเวที ‘สรุปผลการขับเคลื่อนขบวนเศรษฐกิจชุมชนด้วยพลัง CBM (แผนธุรกิจเพื่อชุมชน)’ ชี้ชุมชนมีจุดแข็ง มีต้นทุนแล้ว ทั้งทรัพยากร สินค้า มีกลุ่มและองค์กรต่างๆ แต่จะทำอย่างไรให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง แนะดูตัวอย่าง ‘แจ็คหม่า’ เศรษฐีจีนเจ้าของธุรกิจออนไลน์นำสินค้าชุมชนสู่ตลาดโลก ขณะที่เครือข่ายแผนธุรกิจชุมชนเตรียมขับเคลื่อนแผนเศรษฐกิจฐานรากและทุนชุมชน 5 ปี
สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) มีภารกิจสำคัญประการหนึ่ง คือการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและทุนชุมชนด้วยการส่งเสริมให้ผู้นำองค์กรชุมชนด้านเศรษฐกิจและทุนชุมชน จัดทำแผนธุรกิจเพื่อชุมชน CBMC (Community Business Model Canvas) ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน โดยมีพื้นที่ดำเนินการกว่า 1,129 ตำบล มีผู้นำชุมชนได้รับการพัฒนาความรู้ความสามารถกว่า 1,200 คน ใน 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มการเกษตร กลุ่มการแปรรูป-การตลาด และกลุ่มการบริการ (ท่องเที่ยวโดยชุมชน) มีเป้าหมายเพื่อให้ชาวชุมชนมีอาชีพที่มั่นคง มีรายได้ที่พอเพียง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
โดยในวันนี้ (8 กันยายน) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ร่วมกับภาคีเครือข่ายและผู้นำชุมชน จัดสัมมนาออนไลน์ “เวทีระดับชาติ สรุปผลการขับเคลื่อนขบวนเศรษฐกิจชุมชนด้วยพลัง CBMC 5 ภาค” ผ่านระบบ Zoom Meetings เพื่อสรุปผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาและวางทิศทางการขับเคลื่อนงานในปีต่อไป โดยมีนายปฏิภาณ จุมผา นางสาวพรรณทิพย์ เพชรมาก รอง ผอ.พอช. ผู้แทนเครือข่ายเศรษฐกิจและทุนชุมชน เครือข่ายแผนธุรกิจเพื่อชุมชน 5 ภาค เข้าร่วมสัมมนาประมาณ 400 คน นอกจากนี้ยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจการพัฒนาร่วมบรรยายและให้ข้อคิดเห็น
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาประเทศ บรรยายพิเศษเรื่อง ‘การขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศด้วยเศรษฐกิจและทุนชุมชน’ มีเนื้อหาโดยสรุปว่า การพัฒนาประเทศในช่วงที่ผ่านมาเรามาผิดทาง เพราะยิ่งพัฒนายิ่งมีช่องว่างขึ้นเรื่อย ๆ เจ้าสัวมีเงินเพิ่มขึ้น แต่ประชาชนมีรายได้ลดลง

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล
“การพัฒนาเมืองไทยจึงเหมือนคนเป็นโรคตานขโมย คือ หัวโต พุงโล ก้นปอด ภาคตะวันออกโตขึ้นเรื่อย ๆ แต่ส่วนอื่นที่เป็นแขนขา หมู่บ้านต่างๆ ลีบไปเรื่อย ๆ หมู่บ้านมีแต่คนแก่และผู้สูงอายุ ที่ดินก็ยิ่งหายไป ยิ่งพัฒนาคนส่วนใหญ่ยิ่งไม่มีที่ดินทำกิน คนรวย 20 เปอร์เซ็นต์ มีที่ดิน 80 เปอร์เซ็นต์ของคนทั้งประเทศ รายได้ห่างกัน 10 เท่า หากพัฒนาอย่างนี้ไม่สำเร็จ การพัฒนาที่คนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” ดร.กอบศักดิ์ยกตัวอย่าง
เศรษฐกิจพอเพียงสร้างประเทศเข้มแข็ง
ดร.กอบศักดิ์กล่าวด้วยว่า แต่ก่อนทุกพื้นที่ของเมืองไทยเลี้ยงตัวเองได้ จะทำอย่างไรให้ภาพนี้กลับคืนมา ? เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2548 ตนดูโทรทัศน์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีพระราชดำรัส พระองค์ท่านเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ท่านตรัสไปเรื่อย ๆ ‘ขอให้แต่ละคนมีความสำเร็จพอสมควร เศรษฐกิจพอเพียงคือทำให้พอเพียง ถ้าไม่พอเพียงไปไม่ได้ แต่ถ้าพอเพียงสามารถนำพาประเทศไปได้ดี ก็ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จแต่พอเพียง เพื่อให้บ้านเมืองบรรลุความสำเร็จที่แท้จริง’
“ผมทำงานกับรัฐบาลมา 6 ปี รู้ว่ารัฐบาลต้องทำอย่างไร ? รัฐบาลแต่ละรัฐบาลจะสร้างตึกสูง ความเจริญไปเรื่อย ๆ แต่ลืมคิดไปว่าหากฐานของตึกไม่มั่นคง มันก็ทลายลงมา ปัญหาที่มีถึงวันนี้ เพราะรัฐไม่มองทุนชุมชน เน้นเศรษฐกิจส่วนกลาง ยิ่งทำยิ่งกลวง หากจะให้สำเร็จอย่างแท้จริง ต้องทำฐานให้ดี ๆ บ้านจะมั่นคง ดังนั้นสิ่งที่เราคุยกันวันนี้จึงสอดรับกับเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นเรื่องที่จะพัฒนาความเข้มแข็งของประเทศ” ดร.กอบศักดิ์กล่าว
สร้างความเข้มแข็งจากฐานราก
ดร.กอบศักดิ์ยกตัวอย่างว่า ตนเดินทางไปเยี่ยมชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ เห็นความเข้มแข็งของชุมชน เช่น กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ออมเงินวันละบาท ปีหนึ่งก็เป็นเงินก้อนใหญ่ นำไปสู่ธนาคารชุมชน สถาบันการเงินชุมชน เมื่อมีสถาบันการเงินชุมชนทำให้ลดค่าใช้ในการเดินทางไปธนาคาร ลดหนี้นอกระบบ ตนจึงอยากชวนทุกคนทำสถาบันการเงินให้เกิดทุนในชุมชนของเราเอง ให้หนี้นอกระบบหมดไป และสามารถนำเงินมาจัดสวัดดิการ รัฐบาลไม่ต้องจ่ายเราสามารถจ่ายได้เอง เพราะรัฐบาลจะเข้าไม่ถึงชุมชน
นอกจากนี้ชุมชนต่างๆ ยังมีสินค้าที่ดีมีคุณภาพ เช่น กาแฟถ้ำสิงห์ จังหวัดชุมพร เป็นกาแฟโรบัสต้า รสชาติดีเป็นพิเศษ ทำแพ็กเก็จได้ดี ชุมชนทัพไทยทำข้าว 10 ประเภท เช่น ข้าวหอมนิล เป็นข้าวอินทรีย์ วางขายที่โรงแรมเซ็นทรัล บางส่วนขายที่สิงคโปร์ ฯลฯ มีตลาดชุมชน นำสินค้าจากชุมชนมาขาย มีการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน แต่จะต้องมีการยกระดับการจัดการ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดรายได้แก่ชุมชน เป็นเศรษฐกิจชุมชน ทำให้ชุมชนเข้มแข็งได้
ส่วนชุมชนชายฝั่งทะเล เช่น แหลมผักเบี้ย จ.เพชรบุรี ทำธนาคารปูม้า ราคาเท่ากับทองคำ มีกุ้ง หอย ปู ปลา ในภาคใต้ อันดามัน อ่าวไทย ทำให้มีอาหาร มีรายได้ นอกจากนี้ชุมชนหลายแห่งยังทำธนาคารต้นไม้ ปลูกต้นยางนา มีราคาต้นละ 10,000-20,000 บาท เทียบได้กับราคาทองคำ 1 บาท สามารถปลูกบนคันนาได้ เป็นการเก็บออมระยะยาว
ชุมชนต่างๆ ยังมีธนาคารชุมชน สวัสดิการชุมชน วิสาหกิจชุมชน ร้านค้าชุมชน ป่าชุมชน สภาองค์กรชุมชนตำบล การพัฒนาผู้นำชุมชน แต่ทำอย่างไรจะทำให้ชุมชนเข้มแข็ง และประเทศไทยจะสามารถหายจากโรคตานขโมยได้ หากทุกหมู่บ้านเข้มแข็ง อำเภอเข้มแข็ง ประเทศไทยจะเป็นที่อิจฉาของโลก เป็นต้นแบบของโลก

กลุ่มสตรีที่ ต.ควนสตอ อ.ควนโดน จ.สตูล ส่งกระเป๋าและเสื้อผ้าไปขายที่ตะวันออกกลาง สร้างรายได้เข้าชุมชนประมาณเดือนละ 2 ล้านบาท
ดร.กอบศักดิ์ยกตัวอย่างในตอนท้ายว่า นายแจ็คหม่า มหาเศรษฐีชาวจีน เจ้าของธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ ‘อาลีบาบา’ และ ‘ลาซาด้า’ เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วยังจนอยู่เลย แต่เขาไม่ยอมลดละ มีความฝัน มีความมั่นใจ เขาทำให้วิสาหกิจชุมชนเล็กๆ ของประเทศจีนสามารถขายสินค้าออกสู่ตลาดโลกได้ผ่านธุรกิจออนไลน์หรือ e-commese
“สามารถเราดำเนินการต่าง ๆ ให้เกิดแผ่นดินทอง สินค้าออกสู่ตลาดโลกได้ เราเปลี่ยนชีวิตได้ และการพัฒนาที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็คือ ‘ต้องทำ’ เมื่อเราทำจริงแล้วจะต่อยอดอย่างไร ? จะหาตลาดอย่างไร ? หากจีนทำได้ เราก็ต้องทำได้ ทั้งหมดจะสำเร็จได้ก็เพราะว่าเราคิดว่า เราทำได้” ดร.กอบศักดิ์ย้ำในตอนท้าย
‘เศรษฐกิจฐานรากกับการขับเคลื่อนนโยบาย BCG’
ดร.ชยงการ ภมรมาศ ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) บรรยายเรื่อง ‘เศรษฐกิจฐานรากกับการขับเคลื่อนนโยบาย BCG’ โดยอธิบายว่า B คือ Bio-Economy หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ เช่น เกษตรอินทรีย์ สมุนไพร C คือ Circular-Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น การแปรรูปขยะ การซ่อมเฟอร์นิเจอร์เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ และ G คือ Green-Economy หรือ เศรษฐกิจสีเขียว เช่น ธนาคารปูม้า ป่าชุมชน ฯลฯ

ทั้งนี้รัฐบาลได้กำหนดให้ BCG เป็นวาระแห่งชาติ โดยนายกรัฐมนตรีมอบนโยบายให้กับคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2564 มีรายละเอียดและหัวข้อต่างๆ ที่สำคัญ เช่น ยุทธศาสตร์ของประเทศไทยที่ควรจะเป็นในอนาคต ผลักดัน BCG การเพิ่มพื้นที่ปลูกป่าจาก 31.8% เป็น 40% ในปี 2579 การเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเป็น 50% ในปี 2593
‘BCG’ คือ เศรษฐกิจแบบใหม่ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก
ดร.ชยงการ ขยายความว่า เศรษฐกิจชีวภาพ หรือ BCG จะไปตอบเศรษฐกิจใหญ่ เช่น ธุรกิจชุมชนที่พี่น้องขับเคลื่อนอยู่ เกษตรอินทรีย์ แปรรูป การท่องเที่ยว การแพทย์ครบวงจร อาหารต้องปลอดภัย การแปรรูป การตลาด เราก็ทำสิ่งเดียวกัน และเราก็มีท่องเที่ยวโดยชุมชน มีวิถีตาลโตนด ฯลฯ สิ่งที่พี่น้องทำ หัวใจคือ BCG
เขาบอกด้วยว่า การดำเนินงาน BCG มีอุปสรรคแน่ แต่เราต้องเรียนรู้ว่าเมื่อล้มแล้วจะต้องลุกไว คนที่จะมาขับเคลื่อนเรื่องพวกนี้ต้องเข้าใจธรรมชาติ การขับเคลื่อนต้องมีทั้งสำเร็จและอุปสรรค มีหน่วยงานอื่นบอกว่า ทำ BCG แล้ว GDP จะเติบโตหรือไม่ แต่เงินไม่ใช่คำตอบของทุกสิ่ง เราทำแล้วชาวบ้านได้อะไร ? ชุมชนได้อะไร? เราตั้งคำถามก่อนว่าแก้ไขปัญหาหรือไม่ เช่น การทำเกษตรอินทรีย์ เกิดขึ้นจากการทำเกษตรเคมีแล้วเกิดผลกระทบกับคนและสิ่งแวดล้อม
“วันนี้เรามีสิ่งเดียวกัน เราพูดถึงทุนทางวัฒนธรรม สังคม สิ่งแวดล้อม นี่คือสิ่งที่ชุมชน พอช. และ พม. เรามาเดินด้วยกัน หากเราไปในทิศทางเดียวกันจะเข้มแข็ง วันนี้เรามากันจากคนละที่ พี่น้อง BMC ทุกท่าน จนท. พอช. เรากำลังจะเดินหน้าไปด้วยกัน” ดร.ชยงการกล่าว
แผนเคลื่อนขบวนเศรษฐกิจฐานรากและทุนชุมชน 5 ปี
นอกจากนี้การสัมมนาออนไลน์ดังกล่าว มีการนำเสนอ พื้นที่รูปธรรมความสำเร็จ จำนวน 5 พื้นที่ทั่วประเทศ ประกอบด้วย 1.ภาคเหนือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรปลอดภัยตำบลท่าวังทอง อ.เมือง จ.พะเยา 2.ภาคใต้ CBMC สู่การทำธุรกิจพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนตำบลตะกุกใต้ อ.วิภาวดี จ.สุราษฎร์ธานี 3.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ศูนย์เกษตรอินทรีย์ระดับจังหวัดตำบลละลาย อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ
4.ภาคกลางและตะวันตก จากการผลิตสู่การแปรรูปและการตลาดครบวงจร ตำบลพระแท่น อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี 5.ภาคกรุงเทพฯ ปริมณฑลและตะวันออก มหาวิทยาลัยบ้านนอกบ้านจำรุง ตำบลเนินฆ้อ อ.แกลง จ.ระยอง
พื้นที่รูปธรรมแผนธุรกิจเพื่อชุมชนระดับกลุ่มองค์กรหรือแผนธุรกิจเพื่อชุมชนระดับตำบล จำนวน 5 พื้นที่ คือ 1. ภาคกรุงเทพฯ ปริมณฑลและตะวันออก เกษตรอินทรีย์สู่ความมั่นคงทางอาหาร ตำบลเขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี 2.ภาคกลางและตะวันตก Work From Farm ภูมิปัญญาต้นตาลสู่การพัฒนาเพื่อเศรษฐกิจยั่งยืนเพชรบุรี 3.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การเชื่อมโยงภาคีพื้นที่ในการสนับสนุนงานเศรษฐกิจและทุนชุมชนฐานราก สภาองค์กรชุมชนเทศบาลตำบลเชียงคาน จ.เลย 4.ภาคใต้ การพัฒนาโดยใช้การจัดการทางธุรกิจเป็นแกนกลาง ตำบลหน้าเขา อ.เขาพนม จ.กระบี่ 10.ภาคเหนือ : บ้านสวนแห่งความสุขสร้างงานสร้างรายได้ สภาองค์กรชุมชนตำบลแม่แฝกใหม่ จ.เชียงใหม่
ส่วนการขับเคลื่อน ‘การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและทุนชุมชน’ ระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ.2565-2568) มีวิสัยทัศน์ คือ ‘ชุมชนท้องถิ่นมีระบบเศรษฐกิจและทุนชุมชนที่มั่นคง สามารถพึ่งตนเองได้ และจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน’ มีตัวอย่างแนวทางการขับเคลื่อนในปี 2565 คือ 1.งานติดตั้ง CBMC เช่น สร้างเครือข่าย ขยายฐานให้กว้าง 2.งานติดตาม เช่น ระบบฐานข้อมูล แผน CBMC 800 ตำบล 3.งานพัฒนาศักยภาพพี่เลี้ยงและผู้นำชุมชน 4.งานหนุนเสริมพลัง เช่น สรุปบทเรียน ถอดความรู้การทำงาน ส่งเสริมการตลาดออนไลน์ ขณะที่สถาบันพัฒนองค์กรชุมชนฯ จะสนับสนุนการขับเคลื่อนของเครือข่ายชุมชนในด้านต่างๆ เป็นเงินประมาณ 1.7 ล้านบาทเศษ
ทั้งนี้การจัดทำแผนธุรกิจเพื่อชุมชน ‘Community Business Model Cannas’ หรือ CBMC มีกระบวนการฝึกอบรมให้แก่ผู้นำกลุ่มองค์กรต่างๆ 9 ขั้นตอน คือ 1.การค้นหาจุดขาย สร้างแบรนด์ 2.ค้นหากลุ่มลูกค้าเป้าหมาย 3.การสื่อสารการตลาด 4.ปิดการขายและบริการหลังการขาย 5.ช่องทางเพิ่มรายได้-ลดค่าใช้จ่ายในการผลิต 6.แผนการดำเนินกิจกรรมหลัก (เพื่อบรรลุผลข้อ 5-4-3-2-1) 7.จากข้อ 6 อะไรที่ทำเองได้ 8.จากข้อ 6 อะไรที่ต้องร่วมมือกับภาคีเครือข่าย และข้อ 9.จากข้อ 6 ใช้เงินเท่าที่จำเป็น
นอกจากนี้ยังมีกระบวนการติดตามเสริมพลังหลังฝึกอบรมอีก 2 ขั้นตอน คือ 1.การถอดบทเรียนหลังการอบรม ทบทวนการจัดทำแผนธุรกิจ CBMC 9 ขั้นตอน 2.การนำแผนธุรกิจ CBMC ไปปฏิบัติจริง การแลกเปลี่ยนความคิด กระบวนการ วิธีการ การแก้ไขปัญหาอุปสรรคผ่านการปฏิบัติจริง ฯลฯ

ผู้นำชุมชนบ้านถ้ำเสือ อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ เรียนรู้การทำแผน CBMC และนำมาใช้จัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน






