
ตำบลควนกรด เป็นตำบลหนึ่งในอำเภอทุ่งสง มีเนื้อที่ทั้งหมด 40.492 ตารางกิโลเมตร ลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบสลับกับเนินเล็กน้อย ลักษณะอากาศร้อนชื้น มีฝนตกชุกตลอดปี มี 2 ฤดู คือฤดูร้อนและฤดูฝน มีครัวเรือนรวมทั้งสิ้น 3,026 ครัวเรือน ประชากรที่อาศัยอยู่จริงรวม 9,863 คน เป็นชาย 5,065 คน หญิง 4,798 คน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธประชากรวัยแรงงานระหว่างอายุ 18-60 ปี ทำสวน 6,178 คน และมีพื้นที่ทำสวนยางพารา 25,588 ไร่ มีหลายครอบครัวที่มีการจัดทำข้อมูลบัญชีรับจ่ายครัวเรือน ได้เรียนรู้การบันทึกข้อมูล จัดทำเวทีวิเคราะห์ข้อมูลการใช้จ่าย ซึ่งจะเห็นข้อมูลในแต่ละด้านทั้งในส่วนรายจ่ายที่จำเป็นและไม่จำเป็น นำไปสู่การวางแผนการใช้จ่ายเงินของครัวเรือน เกิดการออม และการบริหารการเงินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนการรวมตัวกันของแกนนำ และกลุ่มองค์กรการเงินในชุมชน

จากการวิเคราะห์บัญชีรับจ่ายของตำบลควนกรดทำให้เห็นได้ว่า รายการจ่ายยาค่าแมลง และค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพ เป็นค่าปุ๋ยเคมีประมาณปีละ 2,959,530 บาท ซึ่งเป็นยอดการใช้จ่ายค่อนข้างสูง ผลกระทบทางภาคการเกษตรจากการใช้ปุ๋ยเค มีจะเห็นได้ว่าประชาชนขาดความรู้และทักษะในการใช้ปุ๋ย เป็นเวลายาวนาน ใส่ปุ๋ยเกินความจำเป็น ทำให้พื้นดินที่ทำการเกษตรกลับเสื่อมสภาพลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ผลผลิตลดลงเครือข่ายปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพตำบลควนกรดร่วมกับหน่วยงานในตำบลและสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช ออกรณรงค์ให้ความรู้และสนับสนุนสารปรับปรุงดิน ฝึกปฏิบัติการทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ เป็นการส่งเสริมการปรับเปลี่ยน การลดใช้สารเคมี เป็นปุ๋ยชีวภาพที่ผลิตจากวัสดุในท้องถิ่น เพื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้และเพิ่มผลผลิตได้ระดับหนึ่ง และมีการพัฒนาทักษะการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนในการเพิ่มผลผลิต และ การใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างคุ้มค่า

จากการจัดทำแผนชุมชนตำบลควนกรดตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบันที่ดำเนินการต่อเนื่องทุกปี ทำให้คนในชุมชนได้รู้ข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมของคนในชุมชนตำบลควนเกิดการวิเคราะห์ถึงเศรษฐกิจหลัก และเศรษฐกิจรอง พบว่า ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สร้างรายได้ให้คนกับในชุมชนตำบลกรด เป็นหลัก นอกจากนั้นยังมีการทำสวนปาล์ม ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพรองของคนในชุมชน รวมถึงมีการทำสวนผลไม้ การปลูกผัก เลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพเสริม
หลังจากเกิดความผันแปรทางเศรษฐกิจโดยของประเทศ ทำให้รายได้ยางพาราลดลงอย่างน่าใจหาย ทำให้รายได้กับรายจ่ายของคนในชุมชนเกิดความไม่สมดุล ส่งผลกระทบต่อปัญหาหนี้สินที่มีอยู่แล้วที่คนในชุมชนไม่สามรถชำระหนี้สินให้เป็นปกติได้ หลายคนเริ่มมีความกังวล เครียดและหงุดหงิด การพบปะพูดคุย เข้าสังคมและการเผชิญกับความจริงจึงเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้วิถีชุมชนเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ การร่วมคิด ร่วมแสดงในเวทีกลางของชุมชนเริ่มซบเซา จิตอาสาของคนในชุมชนลดถอยลดอย่างเห็นได้ชัด
ในปี 2554 คนในชุมชนตำบลควนกรดได้รวมตัวกันจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลควนกรด โดยมีผู้แทนจากกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ที่มีอยู่ในชุมชน เป็นกลไกขับเคลื่อน เกิดการเชื่อมโยงหน่วยงานและภาคีในชุมชนทั้งระดับตำบล ระดับอำเภอ มาทำงานร่วมกัน เกิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เกิดการลดช่องระหว่างผู้นำโดยตำแหน่งกับผู้นำตามธรรมชาติ เกิดพลังเครือข่าย มีการฟื้นฟูกลุ่มองค์กร เกิดการพึ่งพาระหว่างองค์กรในชุมชน

สมฤทัย ชอบทำกิจ หนึ่งในคณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนตำบลควนกรด เล่าว่า “กองทุนหมู่บ้าน บ้านโคกหาญ ที่ได้ดำเนินการจัดตั้ง ในปี 2544 พร้อม ๆ กับกลุ่มอื่น ๆ ทั่วไป และมีการดำเนินกิจกรรมตามปกติ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง กองทุนประสบ ปัญหาด้านผู้บริหาร และได้นำปัญหาเหล่านี้มาหารือในสภาองค์กรชุมชนตำบลควนกรด ซึ่งมีคณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนเข้าไปหนุนเสริมการจัดระบบบริหารจัดการ โดยมีการปรับโครงสร้างคณะกรรมการดำเนินการ ที่เอาคนรุ่นใหม่มาทำงานในองค์กรมากขึ้น ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงในการจัดการกลุ่มที่มีประสิทธิภาพและเป็นระบบมากขึ้น สามารถเรียกความน่าเชื่อถือให้กับกองทุนกลับมาอย่างน่าภูมิใจ”
นอกจากนี้ภายใต้การพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวคิดการจัดทำแผนพัฒนาตำบลควนกรด ได้กำหนดให้มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและทุนชุมชนร่วมกัน ภายใต้การสนับสนุนของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เกิดการสำรวจข้อมูลในเชิงลึกด้านเศรษฐกิจในชุมชน เห็นว่าในชุมชนตำบลควนกรด ประสบปัญหาหลายด้าน ทั้งราคายางพาราตกต่ำ ผลผลิตจากยางพาราลดลง ในส่วนของข้อมูล จุดรับซื้อน้ำยาง ประมาณ 20 จุด มีจุดซื้อยางแผ่น รวมถึงพ่อค้าเร่รับซื้อเศษยาง คณะทำงานเศรษฐกิจและทุนชุมชนได้ริเริ่มจัดตั้งกลุ่มในการรับซื้อเศษยางในชุมชน ซึ่งจากปัญหาเศรษฐกิจซบเซา และปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ทำให้จุดรับซื้อน้ำยางบางจุดได้ปิดตัวลง ในขณะเดียวกัน จุดรับเศษยางพาราของกลุ่ม ก็จำเป็นต้องยุติการดำเนินการดังกล่าวด้วยเช่นกัน ซึ่งนอกจากปัญหาเหล่านี้แล้ว กลุ่มรับซื้อเศษยางยังประสบปัญหาด้านการจัดการที่คณะทำงานไม่มีประสบการณ์ ไม่รู้เท่าทันในการแข่งขันกับแม่ค้าที่มีกลยุทธ์ในการจัดการที่รอบด้านกว่า

จากการแลกเปลี่ยนในเวทีพูดคุยของคณะทำงานสภาองค์กรชุมชน เกิดการทบทวนปัญหาอุปสรรค ตลอดจนต้นทุนทางสังคมที่มีอยู่ในชุมชนตำบลควนกรด พบว่าในพื้นที่มีการจัดการด้านเกษตรในระดับหนึ่งเช่น มีกรจัดทำปุ๋ยหมัก และน้ำหมักชีวภาพใช้เอง เกษตรกรมีพื้นที่ทำสวนเป็นของตัวเองประมาณ 90% ของประชากรทั้งหมดในตำบล เช่นสถาบันการเงินชุมชน กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล หรือกลุ่มอาชีพอื่น ๆ ฯลฯ จึงมีแนวคิดปลูกพืชเศรษฐกิจแซมในสวนยางพาราขนาดเล็ก เช่น ผักพื้นบ้าน เช่น ผักหวาน ตำลึง พริก ตะใคร้ ขมิ้น ผักเขลียง ชะอม ขิง ข่า กล้วย มะละกอ ข้าวโพด ตลอดจน เกิดการประสานงานกับศูนย์กล้าไม้ทุ่งสง ไม้ยืนต้น มะม่วงหินมพาน ไม้สัก ไม้หลุมพอ ไม้เทียม ไม้อ๊อกกานี ไม้จำปาทอง ฯลฯ ซึ่งในชุมชนมีฐานทุนต่าง ๆ กลุ่มจัดทำปุ๋ยชีวภาพ ทั้งปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำ ตลอดจนยาปราบศัตรูพืชที่ผลิตจากสมุนไพร ที่สามารถลดต้นทุนได้อย่างมาก

ผลจากการดำเนินการดังกล่าว ทำให้วิถีชีวิตของคนในชุมชนตำบลควนกรดเปลี่ยนไป ทั้งในส่วนของรายได้จากสวนที่มีพืชอื่นเสริมสามารถเป็นรายได้กับเกษตรกรในชุมชนตลอดทั้งปี โดยไม่ต้องรอเฉพาะผลผลิตจากยางพาราเท่านั้น เพราะพืชแซมเหล่านี้สามารถออกผลผลิตหมุนเวียนกันตลอดทั้งปี อีกทั้งผลผลิตบางส่วนสามารถนำมาแปรรูปหมุนเวียนในกลุ่มต่าง ๆ ของชุมชน เช่น การนำวัตถุดิบมาผลิตมาทำน้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า แชมพู น้ำผลไม้ การแปรรูปอาหาร และกลุ่มเครื่องแกง ฯลฯ

นางปรีดา แซ่ขอ สมาชิกโครงพัฒนาเศรษฐกิจและทุนชุมชน กล่าวว่าารสภาองคคืกรวนกรด นที่ทำสวน รในระดับหนึ่งเช่น มีกรจัดทำปุ๋ “ตอนนั้นประสบภาวะแห้งแล้งต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน รายได้ลดลงมาก ทำอย่างไรที่จะให้มีรายได้เพิ่มขึ้นบ้าง เพื่อให้สามารถพยุงครอบครัวได้ หลังจากได้เรียนรู้ภายใต้โครงการเศรษฐกิจและทุนชุมชน เกิดเทคนิคและสูตรในการจัดทำปุ๋ย จากการให้ความรู้ของวิทยากร โดย ผศ.สมคิด อินทร์ช่วย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (เกษตรใสใหญ่) และน้ำชีวภาพ ที่สามารถทำได้เอง ปรากฏว่า ผลผลิตในสวน มีคุณภาพที่ดี เป็นที่ต้องการของตลาดมากกว่าผลผลิตจากสวนอื่นทั่วไป สามารถแนะนำบอกต่อและเกิดการขยายผลที่คนในชุมชนต้องกลับมาทบทวนแนวคิด การทำเกษตรแบบผสมผสานด้วยแนวคิดเกษตรอินทรีย์ในวงกว้างมากขึ้น

“ถ้าเรารู้จักคำว่าพอ ไม่ใช่เราย้อนยุค แต่จากที่เราหลงทางกับแนวคิดทุนนิยม คือต้องนั่งห้าง กินอาหารฟาสฟู๊ด ที่ค่อนข้างแพง จากวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ที่คนส่วนใหญ่มองว่าคือปัญหา แต่ในมุมมองของตัวเองพบว่าเป็นโอกาสให้คนในชุมชนได้หันกลับมาสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่นำเอาคุณค่าที่มีอยู่ในชุมชนให้เกิดการจัดการตนเอง และดำเนินชีวิต “ตามแนวคิดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่ชุมชนจัดการตนเองได้ต่อไป” นางกำจอย พันธ์งาม เลขาฯ สภาองค์กรชุมชนตำบลควนกรด กล่าว

อย่างไรก็ตามผลพวงจากการปรับวิธีคิดของคนในชุมชนที่เริ่มหันมาพึ่งพาตัวเองและใส่ใจกิจกรรมทางสังคมมากขึ้น วงแลกเปลี่ยนของสภาองค์กรชุมชนปีนี้มีการพูดคุยในนามสภาองค์กรเกี่ยวกับการทำกิจกรรมทางสังคม “เรามีการนัดหมายในวงสภาว่าจะมีกิจกรรมแห่เทียนพรรษาร่วมกันในระดับตำบลที่มีคนในชุมชนมาร่วมมากกว่าทุกปี เราพบว่า ประ เพณีวัฒนธรรมเป็นตัวเชื่อม สร้างสุขด้วยประเพณีวัฒนธรรม เป็นตัวก่อเกิดการสร้างความสุขทางใจ ซึ่งคนในชุมชนถือว่า ศาสนาคือ ที่พึ่ง ต่างคนต่างมีความสุขและคนร่วมมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยที่ไม่ต้องใช้งบประมาณองค์กรภายนอกหรือองค์กรชุมชนเลย แต่ด้วยความศรัทธาองคนในชุมชน และความตื่นรู้ของคนในชุมชน” นายจรัณ สีสุข ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลควนกรดกล่าว
การรวมทุนในการทำกิจกรรมร่วมกันโดยไม่รอการพึ่งพิงจากภายนอก เกิดความมั่นคงด้านอาหาร ที่มีการจัดการด้วยคนในชุมชนเอง เกิดการลดจ่าย ที่แต่ละครัวเรือนสามารถจัดหาจากในสวนของตัวเองได้ บริโภคอาหารที่ปลอดภัยมากขึ้นจากวัตถุดิบปลอดสารพิษที่ผลิตเองในชุมชน นอกจากนำมาบริโภคเองแล้ว เหลือพอที่จะขายเพิ่มรายได้อีกทาง เมื่อความเป็นอยู่ดีขึ้น พึ่งพาตัวเองมากขึ้น นำไปสู่การเป็นชุมชนจัดการตนเองได้
โดย พอช.สำนักงานภาคใต้






