
วิถีการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นดำเนินขับเคลื่อนไปตามสถานการณ์และเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญสำหรับงานพัฒนากับช่วงการเปลี่ยนผ่านตามห้วงกระแสโลกาภิวัฒน์ นั้นสำคัญที่สุด คือ “คน” ที่ผ่านมานั้นงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของภาคกลางและตะวันตก ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพแกนนำ ทั้งในระดับตำบล และจังหวัด มีการวิเคราะห์ร่วมกันของคนภาคว่าถ้าเราเปลี่ยนคนได้ เราก็สามารถพัฒนาสิ่งรอบด้านให้เปลี่ยนได้เช่นกัน ดังนั้นจึงมีการเติมเต็มติดอาวุธทั้งเชิงยุทธศาสตร์ เทคนิค วิธีการ ด้วยวิธีการที่หลากหลาย วิทยากรจากผู้ที่ทีคุณวุฒิหลายท่านที่มาช่วยกันเติมเต็ม
ในมุมเล็กๆ ของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน มีวงกาแฟของผู้เฒ่าผู้แก่ที่ประกอบด้วยแกนนำหลักของแต่ละจังหวัดภาคกลางและตะวันตกมาร่วมพูดคุยเพื่อหาหลักสูตรในการพัฒนาพี่น้องทั้ง 16 จ.ภาคกลางและตะวันตก แต่ก่อนเริ่มวงอย่างเป็นทางการระหว่างรอพี่น้องให้ครบองค์ ก็มีวงเล็ก ๆ นั่งพูดคุยนำโดย ป้าตุ้ย แกนนำแห่งดินแดนกระหรี่ปั๊ปดัง ที่ป้าชอบเรียกวงเล็กๆ นี้ว่าวง “โสเหร่” ของคนเฒ่าที่ชอบตื่นเช้ามาก่อนเวลา ในวงพูดคุยจะเป็นการสนทนาด้วยภาษาบ้าน ๆ และคุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนสิ่งที่ได้พบเจอ เพื่อให้เพื่อนๆ ได้เรียนรู้ สนุกกับเรื่องเล่า พร้อมรับประสบการณ์ดี ๆ วันนี้ก็เช่นกัน เรื่องเริ่มเมื่อชายผิวขาว ผอมสูง ผมสีดอกเลา ใบหน้าสี่เหลี่ยม ผู้มาพร้อมรอยยิ้มจนตาหยี๋ เอ่ยทักทายและรับการสวัสดีของพี่น้อง ที่มาก่อนแล้วนั่งรวมกันอยู่ 6 คน ลุงถามขึ้นว่า “เรามาทำอะไรกัน” อ.เนตร และ อ.แตน คนกล้าแห่งเมืองยุทธหัตถีสุพรรณบุรี เอ่ยขึ้นเกือบพร้อมกันว่า “มาคิดหลักสูตรเพื่อพัฒนาแกนนำภาคเราไง ลุงรินทร์ ” อ๋อ…. คนแก่ เอ๊ย ผู้สูงวัยผู้นี้ชื่อ “ ลุงรินทร์ ” ภายหลังจึงทราบว่า ท่านเป็นคนดีผู้กล้าแห่งกรุงศรีอยุธยา อดีตเมืองหลวงราชธานีของเรา ท่านเป็นที่ปรึกษาของคณะอนุกรรมการภาคกลางและตะวันตก และเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน ) มาถึงตรงนี้ขอแนะนำประวัติเล็กๆ รู้จักลุงกันนิ๊ดดดนะคะ ลุงรินทร์ เกิดเมื่อ 6 มกราคม 2480 พื้นเพเป็นคนอำเภอเสนา เกิดที่ตลาดสาคลี หลังจบ ม. 6 ได้สมัครเป็นครูเอกชนในเขต อ.เสนา และต่อมาได้สอบบรรจุเป็นข้าราชการครู ที่โรงเรียนสาคลีวิทยา ในปี 2501 และเข้าศึกษาต่อสาขาบริหารการศึกษา มหาวิทรายลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร จนจบปริญญาตรี ในปี 2516 แต่งงานกับ นางลำไย ช่างตัดเสื้อ มีบุตรด้วยกัน 4 คน
กลับสู่วงสนทนา อ.อ๋อย คนเสียงดังแห่งนครปฐมที่เป็นคนชอบคิดค้นเรื่องเกษตรอินทรีย์ ชวนคุยต่อในวงสนทนา ว่า “การพัฒนาศักยภาพแกนนำของภาคเราหลายปีที่ผ่านมาเราพัฒนากันแต่แบบเดิม ๆ นั่งในห้อง ฟังบรรยาย เสร็จแล้วก็รับประทานเบรคจนตัวกลมกันหมดละ ” แอบเห็น พี่อร่ามศรี คนชอบสร้างบ้านแห่งเมืองปากน้ำโพ กะ ดร.จรรยา ลูกพ่อขุนสรรค์แห่งเมืองชัยนาท สดุ้งนิ๊ดนึงกับคำที่ว่าตัวกลมกันหมดละ ก่อนที่ ดร.จรรยาจะพูดต่อ “ เราควรจะเน้นพัฒนาศักยภาพแกนนำของเราแบบว่าถ้าพัฒนาแล้วต้องสามารถนำกลับไปใช้ในพื้นที่เขาได้ง่าย ๆ ไม่ต้องแปลทฤษฎีเยอะ ๆ เพื่อไปสู่การปฏิบัติ ” ลุงรินทร์ นั่งลงข้างๆ ก่อนจะฟังและยิ้มเห็นฟันสวย และเอ่ยขึ้นว่า “พวกเราพูดมาอย่างนี้มาก็ดีละ ลุงขอเล่าอะไรสักอย่างนึ่ง ก่อนที่พวกเราจะแลกเปลี่ยนและตกผลึกเรื่องการพัฒนาคนร่วมกัน ลุงเองได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเอง มาตั้งแต่เด็ก ๆ ลุงจะเล่าให้ฟังนะ ตอนที่ลุงเป็นเด็ก ต้องช่วยแม่แจวเรือไปซื้อของเพื่อทำขนมและนำไปขาย ซึ่งสมัยก่อนไม่มีรถต้องเดินทางโดยเรือ หรือเดินไป แม่ลุงบอกให้ไปในที่ๆ ทีคนเยอะๆ เช่น ตลาด หรือกลางทุ่งที่เขาเกี่ยวข้าวกัน ก็ไป ต่อมาเริ่มโตขึ้นก็ไปทำงานกับโรงสี ทั้งแบกข้าวเปลือกและข้าวสาร ทำบัญชี หารายได้วันและ 5 บาท และได้ข้าวเดือนละ 2 ถัง แม่เคยซื้อข้าวทีละลิตรเพราะไม่ค่อยมีเงิน ก็ได้ข้าวจากการที่เราไปทำงาน ส่วนเงินก็เก็บไว้ใช้ จริงๆแล้ว โรงสีที่ไปทำงานเดิมก็เป็นของพ่อลุงเอง แต่ท่านบริหารแล้วเจ๊ง ชีวิตเลยเปลี่ยนจากเถ้าแก่ เป็นจับกัง ตอนนั้นลุงเองไม่ได้รู้สึกเป็นปมด้อย หรืออับอาย รู้แต่ว่าต้องช่วยครอบครัว ต้องแปลพลังลบให้เป็นบวกในการผลักดันตนเอง เก็บเกี่ยวและเรียนรู้จากเส้นทางที่ผ่าน ถ้าเราจะคิดหลักสูตรเราก็ต้องทบทวนของเก่าอย่างที่ อ.อ๋อย พูดน่ะแหระ เพราะสิ่งที่ผ่านมาจะมีทั้งที่ล้มเหลว และที่ประสบผลสำเร็จ ” และลุงก็เล่าต่อว่า “ นี่แน่ะ ตอนที่ลุงทำงานที่โรงสี หลงจู๊ เห็นลุงแบกข้าวสารเหงื่อแตกไหลย้อย หลงจู๊ก็บอกว่า เฮ้ยริน เหงื่อแตกนี่ดีนะ เหงื่อแตกแล้วสบายตัว มึงระวังนะ ถ้าไม่มีเหงื่อให้แตก น้ำเหงื่อจะไหลออกทางตา ” ตอนแรกลุงก็ไม่ได้คิดอะไร ฟังเฉยๆ ยังมีอีกนะ ตอนที่ลุงอ่านบทกวีของพระอภัยมณี อยู่ดี ๆ หลงจู๊ก็บอกว่า เฮ้ยริน อ่านคล่องนี่หว่า แต่คล่องเนี้ยะไม่เก่ง ลุงก็บอกว่า อ้าว !!! แล้วไงถึงเก่ง หลงจู๊บอก ก็ต้องอ่านที่ไม่มีตัวหนังสือให้ออกซิถึงเก่ง มีตัวหนังสือใคร ๆ ก็อ่านได้ ตอนนั้นลุงยังตีความไม่ได้แต่ก็ได้มาเรียนรู้จากความเป็นจริงของชีวิตว่ามันคืออะไร การไม่อายทำกิน ไม่ดูถูกอาชีพ เก็บเกี่ยวเรื่องราวที่จะมาเติมพลัง พร้อมที่จะเรียนรู้ แปลพลังลบให้เป็นพลังบวกนี่เป็นจุดเริ่มที่ลุงเริ่มซึมซับและฝังไปในแก่นลึกให้ลุงรักครอบครัว แล้วก็รักถิ่นฐาน ลุงว่ามันเป็นจุดเริ่มของการพัฒนาคือเราได้พัฒนาชีวิตของเรา เป็นการเรียนรู้ของเราอย่างแรกในงานพัฒนาของลุง
“โอ้โห ลุง ได้ฟังลุงเล่านี่ เราก็ได้เรียนรู้ไปกะลุงด้วยเลยครับ ” พี่พิพัฒน์ คนหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจของลุ่มแม่น้ำแควแห่งเมืองกาญจนบุรี ที่เวลาอยู่ในวงมักฟังอย่างเงียบๆ อุทานขึ้น และถามต่อว่า “งั้นหลักสูตรของเราต้องเป็นการที่ให้พี่น้องได้เรียนรู้ทั้งสิ่งที่ประสบผลสำเร็จและสิ่งที่ล้มเหลว แต่ทำอย่างไรที่เราจะต้องสอดแทรกให้ชุมชนเรารักในถิ่นฐาน และรักงานพัฒนา ถ้าเราทำได้มันก็จะแปลงพลังลบคือเรื่องยากในการพัฒนาคนให้เป็นพลังบวกคือชุมชนเข้าใจอยากทำและเต็มใจพัฒนา ใช่ไหมครับลุง ”
ลุงทำหน้านิ่ง เหมือนคิดทบทวน และบอกว่า “ลุงก็ไม่รู้หรอกนะว่าข้างหน้าอะไรคือ ใช่ ไม่ใช่ ต้องพวกเราแหละที่จะเป็นกำลังสำคัญช่วยกันคิดค้น ชีวิตลุงน่ะ พอจบ ม. 6 ก็เลือกอาชีพครู และชักชวนชาวบ้านให้สร้างโรงเรียนสาคลีวิทยาขึ้น โดยมีเป้าหมายให้เป็นโรงเรียนของชุมชน ด้วยสำนึกรักถิ่นกำเนิด ได้ชวนชาวบ้านให้เห็นร่วมกันว่า ส่วนใหญ่โรงเรียนที่ตั้งขึ้นมักตั้งมาจากรัฐลงไปตั้งให้ การจัดตั้งโรงเรียนสาคลีนี้เป็นการจัดตั้งโดยชุมชน ด้วยความปรารถนาของชุมชน โดยร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาโรงเรียนในรูปของกรรมการ และร่วมกันกำหนดอนาคตของนักเรียนว่าเขาอยากเป็นอะไร และเราจะสร้างเขาให้เป็นคนอย่างไรในอนาคตที่เขาอยากเป็น ”
“ขออนุญาตค่ะลุง” พี่ติ๋ม คนหน้าหวานเหมือนน้ำตาลเพราะบ้านอยู่เมืองเพชรบุรี แทรกขึ้น “คุณลุงคะ ดูเหมือนลุงจะใช้เทคนิค ในการสร้างการมีส่วนร่วมให้คนมาร่วมพัฒนาโรงเรียน เป็นการเปลี่ยนให้คนหันกลับมารักถิ่นฐาน พัฒนาบ้านตัวเอง ต้องให้ชาวบ้านเขาได้มีส่วนร่วมในการคิดกับเราด้วย คุณลุงเป็นครู แบบนี้การพัฒนาหรือสอนคนก็ง่ายซิคะ ”

ลุงรินทร์ยิ้ม ก่อนจะทำหน้านิ่ว และขยับเล่า “ ลุงเป็นครูก็จริง แต่ใช่ว่าจะดีพร้อมมาแต่เริ่มเป็น สมัยเป็นหนุ่มลุงติดการพนัน สมัยก่อนไก่ชนเป็นที่นิยม เล่นไก่จนเป็นเจ้าของบ่อน เป็นครูก็ยังทำอยู่ นึกเอาแล้วกัน เป็นครูสอนเด็กห้ามเล่นการพนัน แต่ลุงทำเป็นตัวอย่างเสียเอง แม่ลุง ยายไย (ภรรยา) อ้อนวอนให้เลิกก็ไม่เลิก ก็มันสนุก แต่มันก็มีจุดเปลี่ยนนะ คือ วันหนึ่ง เป็นวันครูท่านนายอำเภอ มาพูดตอนหนึ่งท่านพูดว่า วันนี้เป็นวันครู ผมดีใจ ผมไหว้ครูได้สนิทใจเพราะครูเป็นปูชนียบุคคล วันนั้นมีครูมากันพร้อมเพียง ลุงนั่งข้างหน้า เป็นครูแต่มือเหลืองเพราะทาขมิ้นให้ไก่จึงค่อยๆ เอามือแอบไปข้างหลัง แล้วคิดว่า ท่านจะเห็นมือเราไหม เราตีไก่ ท่านจะไหว้ลงไหม ท่านนายอำเภอได้เล่าต่อ ว่าท่านเคยเป็นสเมียน แล้วก็เป็นปลัด ต่อมาก็เป็นนายอำเภอ พอรับตำแหน่งดีใจกลับมาหาแม่รีบไปบอกแม่ พอแม่ท่านได้ยิน แม่นายอำเภอบอกกลับมาว่า “เอ็งเป็นนายอำเภอแม่ไม่ดีใจหรอก เอ็งเป็นคนดีต่างหากแม่ดีใจ ” ประโยคนี้เองมันโดนใจลุง มันกินใจตรงที่ว่า เป็นถึงนายอำเภอแม่ไม่ดีใจ แต่ดีใจที่เป็นคนดี ลุงเลยนึกถึงแม่ และยายไย กลับมารีบตั้งเป้าเป็นคนดี กลับมาบอกยายไย ตั้งเป้าเลิกอบายมุขทั้งหลาย แต่ไม่ได้เลิกทีเดียวนะ ลุงรินทร์หัวเราะ “มันต้องค่อยเป็นค่อยไปทีละอย่าง ”
“แล้วทำไมลุงถึงมามุ่งมั่นกับงานพัฒนา”พี่อร่ามศรี คนขี้สงสัยแห่งเมืองปากน้ำโพ ถามขึ้นหลังจากเงียบฟังมานาน ลุงรินทร์ เลยเล่าต่อ “ลุงได้เรียนรู้จากความเป็นอยู่ของลุงเองถึงวิถีการเปลี่ยนแปลงและสิ่งที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของคนกรุงศรี กับวิถีความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์อันยาวนาน ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ความอุดมสมบูรณ์หล่อหลอมให้เกิดวัฒนาธรรมทั้งประเพณี และวิถีความเรียบง่ายสันโดษ มีวัดเป็นที่พึ่งทางจิตใจ ในปี 2524 วิถีการผลิตได้เริ่มเปลี่ยนจากการทำนาเพื่อยังชีพเริ่มทำนาเพื่อส่งออก ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อเพิ่มผลผลิตให้ได้มากขึ้น สารเคมีเริ่มรุกลานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งชาวบ้านตกอยู่ในสภาวะยากจน ในขณะนั้น ลุงได้วิเคราะห์และเริ่มหาทางออก โดยจัดทำโครงการไร่นาสวนผสม จัดทำภายในโรงเรียนมุ่งหวังให้เป็นแหล่งวิยาการให้กับชุมชน เกษตรกรสามารถแก้ปัญหาหนี้สิน มีผักที่สะอาดไว้บริโภค ชาวบ้าน และเด็ก ๆ ในโรงเรียนได้เรียนรู้ผ่านการทำกิจกรรม เช่น เลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชผักส่วนครัว และนำไปขาย ซึ่งเป็นผักปลอดสารพิษ ขณะเดียวกันในปี 2530 ความเจริญเริ่มรุกคืบมาเยือนถิ่นฐาน มีการสร้างถนนจาปทุมธานี ผ่านหน้าชุมชนสาก็คลีไปถึงอำเภอเสนา เป็นผลให้โรงงานโผล่ขึ้นมากมาย ผู้คนตางดีใจกับตื่นเต้นรับความเจริญ และเผชิญกับความเป็นจริง คือ ขยะเริ่มมีเยอะขึ้น จนสามารถใช้คำว่าเต็มถนน ผักตบเต็มลำคลอง น้ำไหลไม่ทัน ไม่พอต่อการทำการเกษตร มีโรงแรมม่านรูดผุดขึ้นมากหลายแหล่ง มีอาญกรรม การพนัน ยาเสพติด มีการฉายหนังล้อมผ้าซึ่งมีฉายหนังเอ๊กซ์เป็นเหตุให้เด็กตื่นตัวทางเพศ เกิดอะไรขึ้น เราตกใจกับสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและแทบไม่รู้ตัว และไม่รู้จะจัดการกับเหตุการณ์นี้อย่างไร
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลง เด็กในโรงเรียนได้รับผลกระทบ ชุมชนได้รับผลกระทบ ลุงได้พูดคุยกับชาวบ้านและเกิดความตระหนักรู้และตื่นตัว เทคนิคสำคัญตอนนั้นลุงใช้ดนตรีเป็นสื่อ โดยใช้ซอเป็นเครื่องมือในการปลุกจิตสำนึก ด้วยพื้นฐานของคนชนบทมีดนตรีอยู่ในหัวใจอยู่แล้ว จากนั้นพากันไปศึกษา พูดคุยกับผู้รู้ ปราช์ญชาวบ้าน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน วิเคราะห์ สถานการณ์ ผลกระทบ นำมาซึ่งทิศทางการแก้ไข การปรับกระบวนการเรียนรู้ ปรับหลักสูตร ปรับวิธีการ แต่ก่อนถึงขั้นตอนการปรับเปลี่ยน สิ่งแรกที่สำคัญคือ ทีมงาน ต้องปรับจูนวิสัยทัศน์ให้ตรงกัน การปรับจูนทีมงานที่มีทั้งครูที่ผ่านระบบการศึกษา แม่นในทฤษฎี ชุมชนที่มีแนวคิดชำนาญในการปฏิบัติ อยู่กับวิถีแห่งความเป็นจริง ทำอย่างไรให้สองส่วนนี้เป็นเนื้อเดียวกัน การตั้งเป้าหมายร่วม การพูดคุยเรียนรู้ร่วมถือเป็นสิ่งสำคัญในการปรับจูนแนวคิดให้ตรงกัน
หลังจากตั้งเป้าหมายร่วม และเดินทางแผนงานที่คิดร่วมมันก็เกิดการเปลี่ยนแปลง โรงเรียนเปลี่ยนวิธีการสอน ชุมชนปรับการเรียนรู้ เริ่มลงมือจัดการแก้ไขปัญหา มีการปรึกษาหารือ พบว่าต้องเปลี่ยนหลักสูตร กระบวนการ จัดให้มีการศึกษาชุมชน ทรัพยากรในชุมชน ให้เขารู้จักชุมชนบ้านเกิดเมืองนอน มีการเรียนรู้เป็นกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนวิถีประชาธิปไตย รู้จักการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับฟังความคิดเห็นของเพื่อน ภาคเช้าเป็นทฤษฎี ส่วนภาคบ่ายเป็นการปฎิบัติ ใครสนใจด้านช่าง ด้านเสริมสวย หรือวิชาชีพอื่น ๆ ก็ลงไปเรียนรู้ในชุมชนเลย อีกทางเลือกหนึ่งมีการสอนในโรงเรียนการปลูกผักปลอดสารพิษ และนำออกขายในชุมชน สร้างรายได้ให้กับนักเรียน ชาวบ้านก็ได้บริโภคผักปลอดสาร แถมราคาถูก เป็นจุดเริ่มให้ชาวบ้านเกิดการรวมกลุ่มและตั้งเป็นกลุ่มเกษตรกรปลูกผักปลอดสารพิษ ไม่ใช้สารเคมี ทำให้มองเห็นร่วมกันในชุมชนว่า ชุมชนจะเข้มแข็งต้องมาจากชีวิตครอบครัวที่มีความสุข ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนก็จะเข้มแข็ง สิ่งแวดล้อมดีไม่มีมลพิษ มีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ ในชุมชนด้วยเงินทุน สี่พันบาท สมาชิก 35 ครัวเรือน มีการปล่อยกู้ให้ไปประกอบอาชีพ มีการฟื้นฟูศิลปะพื้นบ้าน พวกลิเก เพลงเรือ เพลงฉ่อย เพลงอีแซว และมีการจัดแสดงในงานวัดต่าง ๆ ”
เส้นทางประสบการณ์งานพัฒนาของลุงมีทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน มีหลายช่วงหลายตอน แต่ลุงยังไม่ทันได้เล่าหมดดูเหมือนเวลาของวงโสเหร่ก็จะหมดไปก่อนเพราะสายแล้ว ถึงเวลาที่ต้องเข้าไปออกแบบการพัฒนาศักยภาพแกนนำของภาคฯ สาระของวงวันนี้ได้เรียนรู้จากคำบอกเล่าผ่านประสบการชีวิตของลุงรินทร์ทำให้การคิดค้นหลักสูตรการพัฒนาของภาคได้แนวทางหลายอย่าง โดย เฉพาะ “คน” กับการพัฒนาท้องถิ่น
ท้ายสุดลุงรินทร์ให้แง่คิด แก่เพื่อนนักพัฒนา “ ทิศทางการพัฒนาประเทศที่เป็นอยู่ ได้เข้าไปทำลายศักยภาพการพึ่งตนองของชุมชน ทำลายวิถีชีวิตเดิม ๆ ทำลายทรัพยากร สิ่งแวดล้อม ทำลายภูมิปัญญาพื้นบ้าน ทำลายสังคมชนบท เป็นการพัฒนาที่ขุดหลุมฝังตัวเอง เพียงเพราะเพื่อสนองตอบความต้องการของตนเอง ดังนั้นทิศทางการพัฒนาข้างที่ที่ควรจะเป็นจึงอยู่ที่ชุมชน คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน อยู่ที่ชุมชนเป็นหลัก ”
หมดเวลาสำหรับวงโสเหร่ ของเหล่าผู้เฒ่าผู้ทรงคุณค่าทางแนวคิดงานพัฒนา นี่เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของประสบการณ์ ที่เราสามารถเรียนรู้ท่านผ่านวงกาแฟวงเล็ก ๆ สามารถเลือกสรรสิ่งดีๆ นำมาเป็นต้นแบบให้เราได้ทั้งด้านการดำเนินชีวิต และงานพัฒนาที่เรากำลังก้าวเดินต่อไปภายหน้า หากสนใจเรียนรู้แนวพัฒนาของลุงเพิ่มเติมสามารถหาข้อมูลได้จาก หนังสือ ปฐกถามูลโกมลคีมทอง ประจำปี 2539 “ สุรินทร์ กิจนิตย์ชีว์ ครูของแผ่นดิน สร้างสรรค์การเรียนรู้กอบกู้ชุมชน ” หรือว่างๆ แวะไปแลกเปลี่ยนกับคุณลุงได้ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาค่ะ แต่อาจต้องนัดล่วงหน้าหน่อยนะคะเพราะถึงแม้จะวัย 80 กว่า มีฐานะที่มั่นคง ครอบครัวที่สมบูรณ์ แต่คุณลุงก็ยังมีไฟค่ะยังโบกรถเมย์ เอ๊ย รถตู้ เดินทางไปช่วยงานเพื่อนผองที่ต่อโยงเคลื่อนงานพัฒนาโดยไม่เกี่ยงงาน เรียกว่ายังลับสมอง ออกแรงฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง
มาถึงตรงนี้ต้องขอบคุณคุณลุงสุรินทร์ กิจนิตย์ชีว์ คนดีศรีอยุธยา ที่มีเรื่องเล่าดี ๆ มาพูดคุยสม่ำเสมอ ขอบคุณ คุณธีรพงษ์ พร้อมพอชื่นบุญ ที่กระตุ้นให้อยากเก็บข้อมูลต้นแบบคนดีกอบกู้ชุมชนของภาคกลางและตะวันตก
เรียบเรียงโดย : สดิ้งทิพย์ / Middel Team
ขอบคุณข้อมูลจาก : ปาฐกถามูลนิธิโกมลคีมทอง






