
สระบุรี : วันที่ 1 มิถุนายน 2563 เครือข่ายสวัสดิการชุมชน และสำนักงานภาคกลางและตะวันตก จัดเวทีปฏิบัติการเสริมพลังสร้างทีมสวัสดิการชุมชนคนภาคกลางและตะวันตก เพื่อสร้างความเข้าใจ ความตระหนัก และสร้างพลังในการทำงานสวัสดิการชุมชน วิเคราะห์สถานการณ์กองทุนสวสัดิการชุมชน จัดทีมทำงาน ติดตั้งระบบการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบล และจัดทำแผนปฏิบัติการสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชนในระดับตำบล ผ่านกิจกรรมสำคัญ โดยมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วยคณะทำงานกองทุนสวัสดิการภาคกลางและตะวันตก คณะทำงานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลจังหวัดสระบุรี ลพบุรี และสิงห์บุรี ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) รวมประมาณ 50 คน
นายสิน สื่อสวน ที่ปรึกษาสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ได้ตอกย้ำ แนวคิดของกองทุนสวัสดิการชุมชนว่า สิ่งที่ทำอยู่ในวันนี้เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างและขับเคลื่อนสังคมที่เข้มแข็ง จากการขับเคลื่อนของประชาชน เนื่องด้วยเรื่องสวัสดิการชุมชนเป็นงานชิ้นเดียวที่ก่อเกิดจากความคิด การทำของชาวบ้าน ไม่ใช่การทำของหน่วยงานใดๆ แม้แต่ พอช. สามารถดำเนินงานมาจนถึงวันนี้เกือบ 20 ปี
“ในปี 2546 มีการจัดงานวิถีพลังไทยขึ้นมาเป็นครั้งแรก เราช่วยกันคิดว่าอะไรคืองานที่ชาวบ้านควรจะร่วมกันทำทั่วประเทศ ตอนนั้นประชาชนมีความน้อยเนื้อต่ำใจว่าหน่วยงานราชการมีสวัสดิการ แต่ประชาชนไม่ได้รับสวัสดิการ จนนำมาสู่ความคิดว่าทำไมเราไม่สร้างสวัสดิการของตัวเราเองขึ้นมา จึงเกิดการจัดสวัสดิการให้กับชุมชนทั่วประเทศ เริ่มจากจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน 99 พื้นที่ครูทั่วประเทศ สรุปบทเรียน แล้วขยายผลการทำงานไปยังพื้นที่ต่างๆ
ความยั่งยืนของกองทุนสวัสดิการ มาจากสูตรสวัสดิการ 3 ขา คือ การสมทบจากเงินของชาวบ้าน ท้องถิ่น และรัฐบาล ฝ่ายละ 1 บาท นับจากวันนั้นมาถึงวันนี้ เป็นเวลาร่วม 20 ปี เหตุผลที่กองทุนสวัสดิการอยู่มาได้อย่างยืนยาวเพราะเป็นกองทุนที่เกิดและดำเนินการโดยประชาชน เริ่มจากหลักคิดที่ว่า ประชาชนอยากช่วยตนเอง ช่วยกันเอง และช่วยเหลือสังคม โดยสมาชิกเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ ก่อเกิดเจตนารมณ์ของการสร้างกองทุนสวัสดิการ คือ สร้างระบบสวัสดิการโดยประชาชน ซึ่งเป็นสวัสดิการชุมชนที่เป็นของประชาชน ริเริ่มโดยประชาชน และบริหารโดยประชาชน มีหัวใจสำคัญ คือ “ให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี” โดยการทำงานไม่ได้ใช้เงินเป็นตัวตั้ง หรือจำนวนเงินของกองทุนที่มีมากหรือน้อย แต่ดูที่คุณภาพของการขับเคลื่อนกองทุนว่าเป็นไปตามเจตนารมณ์หรือไม่” ที่ปรึกษา พอช. กล่าว

นายสิน สื่อสวนยังกล่าวต่ออีกว่า เป้าหมายในอนาคตต้องการยกระดับโดยให้มี พรบ.รองระบบสวัสดิการชุมชนเช่นเดียวกับระบบสวัสดิการสังคมของรัฐบาล แต่ทั้งนี้ ต้องทำข้างล่างให้พร้อมด้วยการทำให้กองทุนระดับตำบลมีคุณภาพ สามารถเป็นกลไกกลางในการจัดกองทุนระดับพื้นที่ โดยการเคลื่อนจากกิจกรรมเล็กๆ ของตนเองไปสู่เรื่องใหญ่ที่ประชาชนเจ้าของเรื่องเป็นกำลังหลัก และมี พอช.เป็นผู้ช่วย
ด้านนายธีรพงศ์ พร้อมพอชื่นบุญ ผู้อำนวยการภาคกลางและตะวันตก กล่าวว่าทิศทางข้างหน้าจะมีการจัดการจัดทีมกลางงานสวัสดิการ ที่มีองค์ประกอบมาจากผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และตัวแทนภาคประชาชน เพื่อออกแบบดูระบบและขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชนภาพรวมระดับประเทศ รวมทั้งจัดทีมกลางระดับภาค เพื่อหนุนเสริมการทำงานของขบวนองค์กรชุมชน สร้างคนทำงานในระดับจังหวัด บนพื้นฐานความเชื่อ ว่าคนทุกระดับพัฒนาและเปลี่ยนแปลงได้

“สิ่งที่เราจะลงไปทำ มีทั้งการติดตั้งเชิงความคิด การติดตั้งเชิงเทคนิค (ระบบโปรแกรม) โดยการชวนคิด ชวนคุย ชวนทำ บนพื้นฐานของข้อมูล อย่างไรก็ตาม ทั้งในส่วนของคนชวนคิดและคนตรวจเอกสาร ต้องคิดว่าทำเรื่องนี้เพื่อนำไปสู่เรื่องอะไร เช่น การทำเอกสารเพื่อนำไปสู่ศักดิ์ศรีของคนจน ควรมีการเติมความคิดเพื่อสร้างเพื่อก่อให้เกิดการทำงานที่มากกว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ รวมถึงการสร้างศักดิ์ศรีของชาวบ้านผ่านระบบโปรแกรมการจัดทำบัญชี/การบริหารจัดการกองทุน เราต้องใส่ความคิดเหล่านี้ไปทุกจุด” ผู้อำนวยการภาคกลางและตะวันตกกล่าว

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับผู้นำกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลหนองหมู อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี โดยเป็นการปฏิบัติการหนุนเสริม ติดตั้งพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชน ผ่านการบริหารจัดการกองทุนและระบบเอกสาร การติดตั้งระบบโปรแกรมเพื่อพัฒนาคุณภาพบัญชีและการเงิน และการวางทิศทาง แนวทาง และนโยบายการส่งเสริมงานสวัสดิการชุมชนในอนาคต
ปัจจุบันกองทุนสวัสดิการชุมชนภาคกลางและตะวันตก 13 จังหวัด มีพื้นที่ที่จัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน แล้ว 737 กองทุน/ตำบล จาก 1,138 อปท. คิดเป็นร้อยละ 65.25 (นับเฉพาะพื้นที่ที่มีการรับสมทบงบประมาณ 1 ต่อ 1 จากรัฐบาล) ปัจจุบันมียอดเงินสะสม 1,465,073,476.43 บาท มีสมาชิกทั้งหมด 460,122 คน ในอนาคตมีแผนขยายสมาชิกเพิ่มมากขึ้นและครอบคลุมกลุ่มคนหลากหลายวัย

รายงานโดย เรวดี อุลิต สำนักงานภาคกลางและตะวันตก






