พอช. เดินหน้ายกระดับฐานข้อมูลภาคประชาชน จัดอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาระบบข้อมูลจังหวัด ดึงเครือข่ายองค์กรชุมชน นักจัดการข้อมูล และภาคีเครือข่ายจาก 5 จังหวัดนำร่อง “กระบี่-ชัยนาท-ตราด-พะเยา-อำนาจเจริญ” ร่วมบูรณาการข้อมูลหนุนแผน One Plan ชูเทคโนโลยี Data Lake และ AI Analytics วิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนพื้นที่ ข้อจำกัดความซ้ำซ้อนระบบรัฐ เพื่อส่งต่อการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด
ชัยนาท/23 พฤษภาคม 69 – สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาระบบข้อมูลจังหวัด” ระหว่างวันที่ 22-24 พฤษภาคม 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการข้อมูลระดับจังหวัดและพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนได้จริง โดยมีเครือข่ายองค์กรชุมชน นักจัดการข้อมูล และภาคีจาก 5 จังหวัดบูรณาการ ได้แก่ กระบี่ ชัยนาท ตราด พะเยา และอำนาจเจริญ เข้าร่วมกว่า 60 คน ณ แฟนตาซี รีสอร์ท จังหวัดชัยนาท
นางสาวจันทนา เบญจทรัพย์ รองผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า การรวมตัวของทั้งคนรุ่นใหม่และผู้นำชุมชนรุ่นอาวุโสจากหลายพื้นที่ ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางการทำงานด้านข้อมูลที่หลากหลาย เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบข้อมูลจังหวัดที่ใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยทั้ง 5 จังหวัดที่เข้าร่วมจะทำหน้าที่เป็นพื้นที่นำร่องในการวางระบบและทดลองใช้เครื่องมือ ก่อนที่จะสรุปบทเรียนเพื่อขยายผลไปยังจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศที่สนใจในอนาคต
ผศ.ดร.จิตติ มงคลชัยอรัญญา ที่ปรึกษา พอช. กล่าวว่า การจัดทำฐานข้อมูลชุมชนต้องเริ่มจากการตอบโจทย์ให้ได้ก่อนว่า “จะนำข้อมูลไปใช้ทำอะไร” เนื่องจากข้อมูลที่ใช้ในการวางนโยบายระดับประเทศกับข้อมูลที่ใช้แก้ปัญหาในพื้นที่จริงมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะข้อมูลเชิงความสัมพันธ์ ภูมิปัญญา ทุนทางสังคม และความผูกพันของคนในพื้นที่ ซึ่งหน่วยงานรัฐมักไม่ได้จัดเก็บ แต่ข้อมูลเหล่านี้กลับเป็นหัวใจสำคัญและเป็นสารตั้งต้นในการพัฒนาชุมชนให้ยั่งยืน
นายอภินันท์ ยอดมณี ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ พอช. กล่าวถึง ทิศทางและเป้าหมายเชิงเทคนิคว่า การจัดเวิร์กชอปครั้งนี้ต้องการให้ชุมชนเรียนรู้แนวทางการจัดการข้อมูลจังหวัดในบริบทที่แตกต่างกัน เพื่อสร้างระบบข้อมูลที่ช่วยให้ชุมชน “รู้จักตนเอง” และสามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ปัจจุบันข้อมูลจำนวนมากถูกจัดเก็บกระจัดกระจายโดยหลายหน่วยงานอยู่แล้ว สิ่งสำคัญเร่งด่วนในขณะนี้จึงไม่ใช่การลงพื้นที่เก็บข้อมูลใหม่ทั้งหมด แต่คือการนำข้อมูลที่มีอยู่แล้วมาเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์ร่วมกัน ผ่านเครื่องมือจัดเก็บ วิเคราะห์ และประมวลผลให้ตอบโจทย์การพัฒนาระดับพื้นที่และแผนบูรณาการร่วมกัน หรือ One Plan
นายพงศ์นคร โภชากรณ์ ผอ. กองนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน กระทรวงการคลัง กล่าวว่า “ข้อมูล” คือสิ่งสำคัญที่สุดในการออกแบบนโยบายและแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพราะทำให้ผู้กำหนดนโยบายเห็นทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน และระดับความเสี่ยงของประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ของการจัดเก็บข้อมูลภาครัฐในปัจจุบันคือความซ้ำซ้อน มีหลายหน่วยงานลงพื้นที่สอบถามประชาชนในเรื่องเดียวกันแต่ไม่มีระบบแบ่งปันข้อมูล จึงเสนอแนวคิดให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก เพื่อให้เห็นภาพรวมระดับบุคคลและครัวเรือน ซึ่งจะช่วยให้ส่งต่อการช่วยเหลือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรงจุด นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงบทบาทของเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง Data Lake และระบบวิเคราะห์อัจฉริยะ AI Analytics ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อวางนโยบายคุณภาพชีวิต สอดคล้องกับแนวทาง “Empowering People” ของรัฐบาล
ในการ Workshop ครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมจากทั้ง 5 จังหวัดนำร่องได้นำเสนอและแลกเปลี่ยนโมเดลการใช้ข้อมูลในพื้นที่จริงอย่างเป็นรูปธรรม โดยจังหวัดกระบี่ได้โชว์เคสการใช้ข้อมูลเพื่อผลักดันนโยบายสาธารณะและวิเคราะห์ความเปราะบางของพื้นที่ ขณะที่จังหวัดชัยนาทเน้นการจัดทำข้อมูลระดับครัวเรือนเพื่อวางแผนแก้ปัญหาความยากจนและส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานภาคีเข้ามาช่วยเหลือ ด้านจังหวัดตราดมีการประยุกต์ใช้ข้อมูลเพื่อออกแบบแผนรับมือภัยพิบัติบริเวณชายแดน ส่วนจังหวัดพะเยาและจังหวัดอำนาจเจริญ ประสบความสำเร็จในการนำข้อมูลไปใช้แก้ไขปัญหาภายในชุมชน พร้อมทั้งพัฒนากลไกความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคีเครือข่ายในพื้นที่


















