ช้างป่าเข้ามาหาอาหารในพื้นที่ของชุมชน
หากเอ่ยถึง “ช้างป่า” ภาพจำของใครหลายคนอาจเป็นสัตว์ใหญ่ที่สง่างามและเป็นสัญลักษณ์ของชาติ แต่สำหรับชาวบ้านในพื้นที่ตำบลทุ่งพระยา อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งตั้งอยู่บนรอยต่อผืนป่าตะวันออก (ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด) ช้างป่าเคยเปรียบเสมือน “ฝันร้าย” ที่พรากทั้งทรัพย์สิน ความมั่นคง และแม้กระทั่งชีวิต
จากสถิติที่พบว่าประชากรช้างป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไนเพิ่มจำนวนสูงขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า 799 ตัว ในขณะที่แหล่งน้ำและอาหารในป่ากลับลดน้อยถอยลง โดยเฉพาะในช่วงฤดูก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร (สิงหาคม – มีนาคม) ความหิวโหยได้ผลักดันให้ช้างป่าต้องเดินออกจากแนวป่าทึบ มุ่งหน้าสู่พื้นที่ทำกินของชาวบ้านด้วยความถี่ที่เพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่าตัว
วิกฤตการณ์นี้ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงในหลายด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ พืชผลทางการเกษตรที่เป็นดั่งหยาดเหงื่อแรงงาน ทั้งนาข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพด ถูกทำลายเสียหายไปกว่าร้อยละ 60 ด้านความปลอดภัย การเผชิญหน้าระหว่างคนกับช้างนำไปสู่ความสูญเสียทั้งชีวิตและร่างกายถึงร้อยละ 10 ของเหตุการณ์ทั้งหมด และที่น่ากังวลที่สุดคือ ด้านจิตวิทยา เมื่อความสูญเสียเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประชาชนเริ่มเกิดความโกรธแค้น หวาดระแวง นำไปสู่ทัศนคติเชิงลบต่อการอนุรักษ์สัตว์ป่า ท้ายที่สุด ปัญหานี้ได้กลายเป็น “กับดักความยากจน” ที่ทำให้ชาวบ้านขาดโอกาสในการทำมาหากินเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว
ภาพจากโดรนติดตามช้างทั้งกลางวันและกลางคืน
ในอดีต การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการผลักดันช้างกลับเข้าป่าโดยเจ้าหน้าที่รัฐเพียงลำพัง หรือการรอคอยเงินเยียวยาตามระเบียบราชการที่ล่าช้า ไม่สามารถตอบโจทย์วิกฤตรายวันที่ซับซ้อนนี้ได้ จุดเปลี่ยนสำคัญก็คือ เมื่อชาวบ้านตัดสินใจว่า “เราจะไม่รอเป็นเพียงผู้รับผลกระทบอีกต่อไป”
จุดกำเนิด “ฅนกับช้าง” พลังชุมชนที่ลุกขึ้นมาจัดการตนเอง
นี่คือจุดเริ่มต้นของการรวมตัวกันในชื่อกลุ่ม “ฅนกับช้าง” ภายใต้การดำเนินงานของ “สภาองค์กรชุมชนตำบลทุ่งพระยา” โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณและทิศทางการขับเคลื่อนจาก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ภายใต้ปรัชญาที่ว่า “ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ชุมชนเป็นแกนหลัก” เปลี่ยนวิธีการทำงานแบบต่างคนต่างทำ สู่การจับมือกันเป็นเครือข่าย เพื่อแก้ไขปัญหาด้วยภูมิปัญญาและนวัตกรรม คือ
ชุดเคลื่อนที่เร็วในการผลักดันช้าง
เปลี่ยนป่าให้เป็นบ้าน สร้างแนวกันชนที่มีชีวิต ชุมชนตระหนักดีว่า การไล่ช้างไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน พวกเขาจึงร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ เดินหน้า “สร้างบ้านให้ช้าง” ในป่าลึก ด้วยการขุดสระน้ำ ทำโป่งเทียม และปรับปรุงทุ่งหญ้า เพื่อดึงดูดช้างให้กลับคืนสู่ถิ่นอาศัย ในขณะเดียวกัน บริเวณชายป่าซึ่งเป็นแนวปะทะ ชาวบ้านได้ร่วมกันสร้าง “แนวกันชนเชิงนิเวศ” เปลี่ยนจากการปลูกพืชที่ช้างชอบ มากเป็นการปลูกพืชที่ช้างเมินหน้าหนี เช่น ชะอม มะกรูด พริก และสละ พืชหนามและพืชกลิ่นฉุนเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น “รั้วธรรมชาติ” ที่มีชีวิต ทั้งยังสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตสร้างรายได้รายวันให้แก่เกษตรกรได้อีกด้วย
เจริญ คงสวัสดิ
เจริญ คงสวัสดิ ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลทุ่งพระยาเล่าให้ฟังว่า การหาทางออกให้กับปัญหานี้ ด้วยแนวคิดที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การป้องกันช้างออกจากพื้นที่ชุมชน แต่เป็นการ สร้างสมดุลระหว่างธรรมชาติและวิถีชีวิตของมนุษย์ด้วยการจำกัดประชากรช้างควบคุมเพื่อความยั่งยืน “เราไม่ได้มองว่าช้างเป็นปัญหา แต่ปัญหาคือเราปล่อยให้จำนวนช้างเพิ่มขึ้น โดยไม่มีการบริหารจัดการที่เหมาะสม” ในอดีต ป่าที่อุดมสมบูรณ์สามารถรองรับประชากรช้างได้อย่างสมดุล แต่เมื่อเวลาผ่านไป พื้นที่ป่าถูกบุกรุกเพื่อใช้ในการเกษตรและพัฒนาเมือง ขณะที่ประชากรช้างยังคงเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ ส่งผลให้แหล่งอาหารในป่าไม่เพียงพอ เมื่ออาหารไม่พอ ช้างก็ต้องออกมาหากิน และที่ที่ใกล้ที่สุดก็คือไร่ของชาวบ้าน แนวคิดของเขาคือ การจำกัดจำนวนประชากรช้างให้เหมาะสมกับพื้นที่ป่า ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยในการควบคุมการขยายพันธุ์ของช้าง เพื่อให้แน่ใจว่าทรัพยากรที่มีอยู่สามารถรองรับจำนวนช้างได้อย่างเหมาะสม รวมไปถึงการสร้างแหล่งอาหารในป่า ลดแรงกดดันให้ช้างออกจากพื้นที่ชุมชน
ปลูกป่ากินได้ให้ช้าง
นวัตกรรมแจ้งเตือนภัย สู้กับวิกฤตด้วยเทคโนโลยี เมื่อความปลอดภัยคือหัวใจสำคัญ ชุมชนจึงนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นผู้ช่วย เกิดเป็นระบบ Early Warning System ที่ล้ำสมัย พวกเขาใช้ระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว และระบบ Drone Warning System (DWS) บินสำรวจในจุดเสี่ยง เมื่อพบความเคลื่อนไหวของโขลงช้าง ระบบจะส่งสัญญาณเตือนแบบ Real-time ผ่านแอปพลิเคชัน Earth Rangers และกลุ่ม LINE ของหมู่บ้าน ควบคู่ไปกับการกระจายข่าวจาก “หอเฝ้าระวังช้างป่า” ผ่านเครือข่ายวิทยุสื่อสาร นวัตกรรมนี้เปรียบเสมือน “ตาทิพย์” ที่ทำให้ชาวบ้านรู้ความเคลื่อนไหวล่วงหน้า และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าได้อย่างทันท่วงที
การติดตามช้างป่าผ่านโดรนจับความร้อน
“กองทุนสวัสดิการคนกับช้าง” น้ำล่อเลี้ยงจิตใจในยามวิกฤต ความล่าช้าของระบบราชการในการเยียวยาคือบาดแผลใหญ่ในใจชาวบ้าน ชุมชนจึงอุดช่องโหว่นี้ด้วยการระดมทุนจัดตั้ง “กองทุนสวัสดิการคนกับช้าง” โดยมีระบบบริหารจัดการข้อมูลบัญชีแบบดิจิทัลที่โปร่งใส กองทุนนี้ทำหน้าที่เป็น Fast Track หรือหน่วยเยียวยาฉุกเฉิน หากคืนนี้ช้างบุกทำลายพืชผลหรือบ้านเรือน พรุ่งนี้เช้าคณะกรรมการชุมชนจะลงพื้นที่และเบิกจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นภายใน 24 ชั่วโมง การช่วยเหลือที่รวดเร็วทันใจนี้ ช่วยดับไฟแห่งความโกรธแค้นในใจชาวบ้าน ทำให้พวกเขารู้สึกว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้ง และพร้อมที่จะประนีประนอมกับช้างป่ามากขึ้น
สวัสดิการชุมชนคนกับช้าง
พลิกวิถีการเกษตร สร้างการสื่อสารใหม่ ชุมชนร่วมกันทำวิจัยและทดลองเปลี่ยนจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว มาตรึงพื้นที่ด้วยเกษตรผสมผสาน อาสาสมัคร “ฅนกับช้าง” กว่า 100 ชีวิต ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เฝ้าระวัง แต่ยังก้าวขึ้นเป็นวิทยากรชุมชน ถ่ายทอดความรู้ ลบภาพจำแห่งความขัดแย้ง และผลักดันพื้นที่ให้กลายเป็น “ศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตคนกับป่า” ที่พร้อมเปิดประตูต้อนรับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
ชุดอาสาสมัครเฝ้าระวังช้างป่า
เจริญเล่าว่า การบริหารจัดการช้างป่า การจัดโครงการปลูกพืชอาหารช้าง กลุ่มคนกับช้าง กลุ่มอาสา ซึ่งสมาชิกทั้งหมดประมาณ 100 กว่าคนในทุกหมู่บ้านทุกกลุ่ม ซึ่งปกติช้างป่ายังคงต้องออกหาอาหารนอกพื้นที่อยู่เป็นประจำ วิธีในการป้องกันจึงต้องปลูกพืชอาหารเพื่อที่จะเพิ่มปริมาณอาหารของช้างในป่าที่ลดการออกมากระทบกระทั่งกับประชาชน และเพิ่มอาหารให้ช้างไว้ในป่าก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะแก้ปัญหาช้างป่าได้อย่างยั่งยืนสังคมและวัฒนธรรม อีกทั้งยังมีการจัดโครงการที่สร้างความเข้าใจแก่ชุมชน เพื่อให้เฝ้าระวังภัยจากช้างป่า และรู้จักวิธีจัดการกับช้าง
แหล่งน้ำเพื่อสัตว์ป่า
ความร่วมมือ รัฐ วิชาการ และชุมชน
ความสำเร็จของ “คนกับช้าง ทุ่งพระยา” ไม่ได้เกิดจากการเดินลำพัง แต่คือการประสานพลังระดับ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ทุ่งพระยา บรรจุแผนเฝ้าระวังช้างเข้าสู่แผนพัฒนาท้องถิ่น สนับสนุนอุปกรณ์กู้ภัยอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่เครือข่ายสถาบันการศึกษาหลั่งไหลเข้ามาหนุนเสริมอย่างเต็มกำลัง
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ เข้ามาส่งเสริมอาชีพด้านสมุนไพร สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มอบทุนวิจัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ มหาวิทยาลัยมหิดลสนับสนุนงานวิจัยด้านนิเวศวิทยาและเทคโนโลยีติดตามช้าง และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมช้างเพื่อจัดทำแผนผังจุดเสี่ยง ทุกภาคส่วนทำงานประสานกันบนพื้นฐานของข้อมูลจริง
แผนที่จุดเฝ้าระวังช้างป่า
เจริญเล่าถึง กลุ่ม “ฅนกับช้าง” ทุ่งพระยา ทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในการเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่ากลับเข้าป่าโดยลดความเสียหายให้น้อยที่สุด ผ่านมาตรการ เช่น แนวรั้วกันช้างเชิงนิเวศ ระบบแจ้งเตือน ตลอดจนการติดตามเฝ้าระวังป้องกันภัยจากช้างป่า ช้างรุกรานคนลดลง และประชาชนใน พื้นที่ก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอยู่ด้วยกันอย่างยั่งยืนและการสร้างความเข้าใจให้ชุมชน โดยมุ่งหวังให้คนและช้างสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลและเป็นธรรมปัญหาหนึ่งที่ท้าทายชุมชนมาอย่างยาวนาน นั่นคือ “ช้างป่าบุกรุกพื้นที่เกษตรกรรม” ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายให้กับพืชผลทางการเกษตรของชาวบ้าน แต่บางครั้งยังนำไปสู่การเผชิญหน้าที่อันตรายระหว่างคนกับช้าง
ลดลงเหลือศูนย์ ผลแห่งความมุ่งมั่น
วันนี้ “ทุ่งพระยา” ได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลายเป็นตัวเลขที่น่าชื่นใจ อัตราความสูญเสียชีวิตและร่างกายของทั้งคนและช้างที่เคยสูงถึง 3-5 รายต่อปี ลดลง 0 ราย ติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าช่วยให้เกษตรกรรอดพ้นจากการเผชิญหน้าได้ถึงร้อยละ 90
โครงการบ้านพอเพียงตำบลทุ่งพระยา
ด้านศรษฐกิจ มูลค่าความเสียหายของพืชผลที่เคยสูงถึง 1.2 ล้านบาทต่อปี ลดฮวบลงเหลือเพียงไม่เกิน 1.5 แสนบาท (ลดลงกว่าร้อยละ 87) เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จากพืชทางเลือกและการนำผลผลิตจากรั้วรังผึ้งมาแปรรูปจำหน่าย ด้านสิ่งแวดล้อม ช้างป่ามีสวัสดิภาพที่ดีขึ้น ไม่มีการวางยาพิษหรือทำร้ายด้วยความโกรธแค้นอีกต่อไป ความตึงเครียดของเจ้าหน้าที่รัฐลดลง และงบประมาณในการสงเคราะห์เยียวยาของจังหวัดฉะเชิงเทราก็ลดลงไปกว่าร้อยละ 40
รวมพลังหลายภาคส่วนปลูกพืชกินได้ให้กับช้างบริเวณแนวป่า
เจริญเล่าต่อไปอีกว่า หัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหาคือ การสร้างแหล่งอาหารให้เพียงพอสำหรับช้างป่า เราเคยเข้าไปดูพื้นที่ป่าช่วงหน้าแล้ง อาหารแทบไม่มีเลย ต้นไม้แห้งเหี่ยว แหล่งน้ำลดลงจนแทบไม่เหลือ” เขากล่าวพร้อมเล่าถึงสภาพป่าที่เสื่อมโทรม ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ช้างป่าออกจากพื้นที่เพื่อหาอาหาร การสร้างแหล่งอาหารในป่าจึงเป็นสิ่งที่ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการ “เราควรปลูกพืชที่เป็นอาหารของช้างในป่าให้มากขึ้น เช่น กล้วยป่า ไผ่ หรือพืชที่ให้พลังงานสูงและสามารถเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมธรรมชาติ” นอกจากนี้ การฟื้นฟู แหล่งน้ำในป่า ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ เพราะช้างต้องการน้ำปริมาณมากในการดำรงชีวิต หากในป่ามีแหล่งน้ำที่เพียงพอ ก็จะช่วยลดแรงจูงใจที่ทำให้ช้างต้องออกมาหาน้ำจากแหล่งน้ำในชุมชน
หอเฝ้าระวังดูช้างป่า
บทเรียนการอยู่รอดร่วมกันของ “คน” และ “ช้าง”
ความสำเร็จที่จับต้องได้ ทำให้ “ฅนกับช้าง ทุ่งพระยา” ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในพื้นที่อีกต่อไป บทเรียนอันล้ำค่านี้ได้ถูกขยายผลไปสู่พื้นที่ประสบภัยรอบผืนป่าตะวันออก ทั้งในจังหวัดจันทบุรีและชลบุรี รวมถึงข้ามภาคไปถึงป่าตะวันตกอย่างกุยบุรี และภาคเหนืออย่างอมก๋อย เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการจัดการความขัดแย้งกับสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้นยังได้นำรูปแบบนี้ไปขับเคลื่อนเป็น “นโยบายสวัสดิการชุมชนรอยต่อป่า” ทั่วประเทศ และผลสัมฤทธิ์ของทุ่งพระยาได้กลายเป็นฐานข้อมูลสำคัญของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ในการจัดทำ “แผนจัดการช้างป่าระดับกลุ่มป่า” ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนต้องเริ่มต้นที่การให้ประชาชนมีส่วนร่วม
การแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชันไลน์
“ฅนกับช้าง ทุ่งพระยา” คือบทพิสูจน์ที่ว่า เมื่อใดก็ตามที่ภาคประชาชนได้รับการเสริมพลัง เปลี่ยนสถานะจาก “ผู้รอรับความช่วยเหลือ” มาเป็น “ผู้จัดการปัญหา” โดยมีหน่วยงานรัฐและสถาบันวิชาการคอยสนับสนุนทั้งงบประมาณและนวัตกรรม เมื่อนั้นความสำเร็จและการเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นได้ จากศัตรูที่เคยแย่งชิงพื้นที่ทำกิน วันนี้คนและช้างป่าที่ทุ่งพระยากำลังเรียนรู้ที่จะเว้นระยะห่างอย่างเข้าใจ เคารพในวิถีชีวิตของกันและกัน ภายใต้ร่มเงาของป่ารอยต่อตะวันออก ทุ่งพระยาได้มอบความหวังและตอบคำถามที่ว่า มนุษย์และสัตว์ป่าจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร… คำตอบนั้นชัดเจนแล้วว่า เริ่มต้นที่ “ความเข้าใจ” และลงมือทำด้วย “พลังของชุมชน”
ทีมอาสาสมัครชุมชน
“เราต้องเปลี่ยนจากการคิดว่าเรากำลังสู้กับช้าง มาเป็นการหาวิธีอยู่ร่วมกันกับช้างให้ได้ ถ้าป่ามีอาหารเพียงพอ ถ้าช้างได้รับการดูแลที่ดี และถ้าชุมชนมีเครื่องมือป้องกันที่เหมาะสม เราก็สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง สิ่งที่กลุ่มคนกับช้างทุ่งพระยากำลังทำอยู่ ไม่ใช่แค่การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่เป็นการสร้าง ต้นแบบของการจัดการช้างป่าอย่างยั่งยืน ช้างก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และมนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ถ้าเราจัดสมดุลได้ เราก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข”- เจริญ คงสวัสดิ
- ชุมชนทำงานร่วมกับอุทยานฯ
ชุมชนทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ
เรื่องโดย : ธิปไตย ฉายบุญครอง
ภาพ : เครือข่ายคนกับช้าง ทุ่งพระยา
#คิดถึงงานพัฒนาคิดถึงพอช.






















