สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ร่วมเครือข่ายภัยพิบัติ 14 จังหวัดภาคใต้ และหน่วยงานภาคีภาครัฐ เปิดเวที ถอดบทเรียนจากวิกฤตมหาอุทกภัยที่ผ่านมา มุ่งเป้าออกแบบกลไกและแผนยุทธศาสตร์ “ชุมชนจัดการตนเอง” เพื่อสร้างระบบการเตือนภัยและการรับมือภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพจากระดับพื้นที่สู่ระดับชาติ
พัทลุง/ 27 กุมภาพันธ์ 2569 — สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ร่วมกับเครือข่ายองค์กรชุมชนภาคใต้ จัด “เวทีถอดบทเรียน เตรียมพร้อม ตั้งรับ ขับเคลื่อน จัดการภัยพิบัติโดยชุมชนภาคใต้” ระหว่างวันที่ 26 – 27 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และสร้างความพร้อมของภาคประชาชนในการบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยมีผู้เข้าจากเครือข่ายองค์กรชุมชนภาคใต้กว่า 100 คน ณ โรงแรมสิทธินาถ แกรนด์วิว จังหวัดพัทลุง
แผนป้องกันภัยเชิงรุก ใช้เทคโนโลยีเตือนภัยล่วงหน้า พร้อมปั้นวิสาหกิจเพื่อสังคม
นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการ พอช. กล่าวถึง ความสำคัญของความเข้มแข็งของชุมชนในการเป็นด่านหน้าเฝ้าระวังภัย หัวใจสำคัญของการจัดการภัยพิบัติในปัจจุบันคือการสร้างระบบ “ป้องกันและเตรียมความพร้อม” ให้แก่ภาคประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ขบวนองค์กรชุมชนสามารถรับมือและแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
นายกฤษดากล่าวต่อ พอช. เตรียมบูรณาการความร่วมมือกับภาคีอาสาและ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ เพื่อนำเทคโนโลยีและเครื่องมือฐานข้อมูลมาใช้ในการเตือนภัยล่วงหน้า โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพแกนนำชุมชนให้มีความสามารถในการอ่านและวิเคราะห์ข้อมูลน้ำ รวมถึงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ เพื่อวางแผนฟื้นฟูระบบนิเวศได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ภายใน 2 เดือนข้างหน้า จะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ ร่วมกันระหว่าง พอช. สสน. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และขบวนองค์กรชุมชน เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนอย่างเป็นระบบ สำหรับแผนงานในระยะยาว พอช. เตรียมเสนองบประมาณปี 2570 ต่อสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ภายใต้โครงการส่งเสริมศักยภาพขบวนองค์กรชุมชนในการเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งสนับสนุนการทำข้อมูล แผนป้องกันภัยพิบัติ และการทำผังเมืองระดับตำบล เพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็งที่สามารถจัดการตนเองได้ภายใต้ความผันผวนของสิ่งแวดล้อมโลก
นายกฤษดา สมประสงค์
นอกจากการจัดการภัยพิบัติ ทิศทางใหม่ที่สำคัญ คือการทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานร่วมกับหน่วยงานภาคี อาทิ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และภาคเอกชน เพื่อยกระดับศักยภาพชุมชนในด้านอาชีพและรายได้ โดยมีแผนส่งเสริมให้ชุมชนจดทะเบียนเป็น วิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่ออัพเกรดผลผลิตและเชื่อมต่อสู่ตลาดสากล บทบาทใหม่ของ พอช. หลังจากนี้ คือการเปลี่ยนจากการเป็นเพียงผู้สนับสนุน มาเป็น ‘หุ้นส่วนการร่วมลงทุน’ กับขบวนองค์กรชุมชน เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนและมั่นคง รวมถึงการส่งเสริมสวัสดิการให้กับผู้นำชุมชนที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนงานฐานราก เพื่อให้พี่น้องชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีความสุข นายกฤษดากล่าวทิ้งท้าย
“เราสู้ภัยพิบัติไม่ได้ แต่จัดการความเสี่ยงได้”
นายโกเมศวร์ ทองบุญชู เครือข่ายจัดการภัยพิบัติจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า จากบทเรียน 21 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ภัยพิบัติสึนามิจนถึงปัจจุบัน สถานการณ์มีความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งปรากฏการณ์ Rain Bomb, Storm Surge และโคลนถล่ม ซึ่งพิสูจน์แล้วว่า “ไม่มีพื้นที่ใดปลอดภัย” โดยเฉพาะบทเรียนจากอำเภอชะอวดในปี 2560 ที่ชุมชนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ทำให้พบความจริงว่า “ผู้ประสบภัยคือผู้รับมือที่ดีที่สุด” ชุมชนจึงต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้รอรับความช่วยเหลือ มาเป็นผู้จัดการภัยพิบัติ
นายโกเมศวร์ ทองบุญชู
นายโกเมศวร์กล่าวถึง การ “เตรียมพร้อม ตั้งรับ ขับเคลื่อน” คือการ ติดตามข้อมูลจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อลดความสูญเสียให้เหลือน้อยที่สุด วิเคราะห์ความเสี่ยงและตัดสินใจอพยพกลุ่มเปราะบาง (เด็ก คนชรา ผู้ป่วยติดเตียง) ทันทีบนฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ ใช้กลไกชุมชนทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ และสร้างเครือข่าย “1 ตำบล 1 ศูนย์การจัดการภัยพิบัติ” เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือข้ามพื้นที่
“เราอาจจะห้ามภัยพิบัติไม่ได้ แต่เราสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ หากชุมชนมีข้อมูล มีอำนาจตัดสินใจ และมีแผนการทำงานที่เป็นระบบ เราจะสามารถเปลี่ยนจากผู้ประสบภัยให้กลายเป็นผู้พ้นภัยได้” นายโกเมศวร์ กล่าว
นายวิชัย นะสุวรรณโน
นายวิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการ พอช.กล่าวว่า ปัจจุบันการจัดการภัยพิบัติยังเผชิญอุปสรรคสำคัญจากข้อกฎหมายที่แยกส่วนและการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ ทำให้หน่วยงานระดับพื้นที่ขาดความคล่องตัว นอกจากนี้ การเติบโตของเมืองที่ไร้ทิศทางและการก่อสร้างที่กีดขวางทางน้ำ เป็นปัจจัยกระตุ้นให้ความเสียหายรุนแรงขึ้น แนวทางสำคัญเพื่อเปลี่ยนจากการตั้งรับภัยพิบัติไปสู่การป้องกันเชิงรุกคือ การเตรียมความพร้อม มุ่งเน้นการจัดการข้อมูลในพื้นที่ การทำแผนที่พื้นที่ปลอดภัย และการใช้เทคโนโลยีแอปพลิเคชัน เช่น “แอปฯ พ้นภัย” เพื่อระบุพิกัดและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางได้ทันเวลา ระดับพื้นที่ ข้อเสนอให้จัดตั้ง “ศูนย์ประสานงานภัยพิบัติระดับตำบล” และกองทุนภัยพิบัติระดับท้องถิ่น รวมถึงการฝึกอบรมสร้างทีมอาสาในชุมชนให้สามารถเผชิญเหตุได้อย่างเป็นระบบ
ในระดับนโยบาย ให้มีการ “แก้ไขกฎหมายและระเบียบการใช้งบประมาณ” เช่น พรบ.ภัยพิบัติ เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถเบิกจ่ายงบประมาณช่วยเหลือประชาชนได้รวดเร็วขึ้น พร้อมทั้งเสนอให้บรรจุหลักสูตรการจัดการภัยพิบัติในสถานศึกษาเพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่เยาวชน นายวิชัยกล่าว
การลงทุนเพื่อป้องกันภัยพิบัติ ใช้งบประมาณน้อยกว่าการซ่อมแซมและเยียวยาหลังจากเกิดเหตุการณ์ไปแล้วหลายเท่าตัว การเตรียมความพร้อมเชิงรุกคือทางออกที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการรักษาชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในระยะยาว นายวิชัยกล่าวสรุป
แผนงานระยะต่อไป จากนโยบายสู่การปฏิบัติ
เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง แผนงานจะถูกยกระดับผ่านโครงสร้างการทำงาน 3 ระดับ 1. ระดับภาคและเครือข่ายภาคี ตั้งคณะทำงานจัดการภัยพิบัติระดับภาค บูรณาการตัวแทนจากสภาองค์กรชุมชน, สวัสดิการชุมชน และโครงการบ้านมั่นคง ผนึกกำลัง 9 ภาคีอาสา ส่งตัวแทนภาคประชาชนเข้าร่วมจัดทำแผนงานและปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรอย่างเป็นระบบ 2. ระดับจังหวัดและนโยบาย จัดตั้งคณะทำงานระดับจังหวัด ให้สอดคล้องกับสัดส่วนและทิศทางของระดับภาค แผนยุทธศาสตร์ 2 ปี จัดทำแผนจัดการภัยพิบัติในระดับนโยบายของจังหวัด งบประมาณสนับสนุน พัฒนาโครงการเพื่อขอรับงบประมาณสนับสนุนจาก พอช. อย่างต่อเนื่อง Big Data ภัยพิบัติ รวบรวมข้อมูลพื้นที่เสี่ยงระดับตำบลให้ครบทุกจังหวัดในพื้นที่รับผิดชอบ 3. ระดับตำบล ในระดับพื้นที่ จะมีการขับเคลื่อนผ่าน 4 กิจกรรมหลัก จัดทำแผนปฏิบัติการภัยพิบัติระดับตำบลที่ใช้งานได้จริง บริหารจัดการกองทุนภัยพิบัติระดับตำบล จัดตั้งศูนย์ประสานงานภัยพิบัติประจำตำบล อบรมให้ความรู้และทักษะแก่แกนนำและอาสาสมัครในพื้นที่
สาระสำคัญของการจัดเวทีในครั้งนี้คือการนิยามและกำหนด “แนวทางการจัดการภัยพิบัติโดยขบวนองค์กรชุมชน” ที่ครอบคลุมทั้งมิติกายภาพ สังคม และเศรษฐกิจ โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานเชิงนโยบาย อาทิ ผู้แทนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และมูลนิธิชุมชนไท เพื่อร่วมหนุนเสริมบทบาทของชุมชนให้สอดคล้องกับระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
รวมไปถึงการจัดตั้ง กองทุนภัยพิบัติ เพื่อความคล่องตัวในการช่วยเหลือฉุกเฉิน กลไกการบริหาร ขับเคลื่อนผ่าน คณะกรรมการภัยพิบัติแบบมีส่วนร่วมระดับจังหวัด ระบบข้อมูล จัดทำฐานข้อมูล ตำบลเสี่ยงภัย เพื่อการเฝ้าระวังที่แม่นยำ แนวทางปฏิบัติ พัฒนา แผนภัยพิบัติโดยมีชุมชนเป็นฐาน การขับเคลื่อนเชิงนโยบาย ผลักดันการ แก้ไข พรบ.ปภ. ปี 2550 เพื่อระบุบทบาท ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ให้ชัดเจนและเอื้อต่อการทำงานของภาคประชาชน
















