พอช . / เมื่อวันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ 2569 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน คณะทำงานสนับสนุนการดำเนินงานส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการต่อต้านการทุจริต ขบวนองค์กรชุมชน และภาคประชาสังคม ร่วมจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อนโยบายธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการที่ดี ณ ห้องประชุม 301-302 พอช. และผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมีผู้เข้าร่วมจากทุกภาคส่วนประมาณ 150 คน เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางและการขับเคลื่อนงานร่วมกันในฐานะหุ้นส่วนการพัฒนา ให้การมีธรรมาภิบาลขององค์กรชุมชนเป็นแกนกลาง ขยายผลสู่การสร้างสังคมสุจริตเต็มพื้นที่ประเทศไทย
ในเวที นายกฤษฎา สมประสงค์ ผู้อำนวยการ พอช. เน้นย้ำ “ภารกิจธรรมาภิบาล” เป็นการหนุนเสริมขบวนองค์กรชุมชน ให้มีเครื่องมือที่เหมาะสม เพื่อยกระดับการทำงานพัฒนาให้มีมาตรฐานและคุณภาพ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชน สู่การเป็นต้นแบบธรรมาภิบาลชุมชนที่ใช้ร่วมกันได้ทั้งประเทศ
ผู้แทนองค์กรชุมชน และเจ้าหน้าที่ พอช. ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นด้านหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินงานพัฒนาชุมชน โดยมีเป้าหมายร่วม คือ “การสร้างพื้นที่สังคมสุจริต โดยองค์กรชุมชนเป็นแกนกลางในการขยายผล” และหนุนเสริมการขับเคลื่อนจากฐานราก โดยยึดหลักความถูกต้อง ความเป็นธรรม ความโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูล การตรวจสอบได้ และการมีส่วนร่วม ซึ่งร่วมกันสะท้อนข้อมูลจากการทำงานพัฒนาในแต่ละพื้นที่ รวมถึงบทเรียนการผลักดันเรื่องนี้ในช่วงที่ผ่านมา
ปักหมุด “สังคมสุจริต”: เปิด 3 ยุทธศาสตร์พลิกโฉมธรรมาภิบาลฐานราก
จากการระดมสมองของภาคีเครือข่ายกว่า 150 ชีวิต บทสรุปสำคัญไม่ได้เป็นเพียงแค่ข้อตกลงในกระดาษ แต่คือ “โรดแมป” ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการบริหารจัดการชุมชนไทย ผ่าน 3 กลไกหลัก ดังนี้:
1. สร้าง “ขุนพลธรรมาภิบาล” (The Core Team)
เราจะไม่ปล่อยให้การสร้างธรรมาภิบาลเป็นเรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่จะมีการ จัดตั้งทีมกลาง ที่ดึงตัวแทนจากทุกเครือข่ายองค์กรชุมชนมาร่วมเป็นสถาปนิกออกแบบระบบงาน ทีมนี้จะทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” (Mentor) ที่คอยสนับสนุน ถ่ายทอดองค์ความรู้ และติดตามผลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าแนวคิดธรรมาภิบาลจะถูกนำไปใช้อย่างถูกทิศทางและต่อเนื่อง
2. ออกแบบหลักการที่ “กินได้” และ “ใช้จริง”
เพราะแต่ละพื้นที่บริบทต่างกัน เราจึงเตรียมจัด Workshop เชิงปฏิบัติการ เพื่อร่วมกันออกแบบ “หลักธรรมาภิบาลภาคประชาชน” ที่ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่เป็นหลักการที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและงานพัฒนาในพื้นที่จริงๆ เพื่อให้คนทำงานรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของและสามารถนำไปปฏิบัติได้โดยไม่ฝืนธรรมชาติของชุมชน
3. วางโครงสร้าง “กลไก-กติกา-คน” ให้เข้มแข็ง
เพื่อให้การขับเคลื่อนงานมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ที่ประชุมได้วางแนวทาง 3 ประสาน คือ:
-
กลไกการมีส่วนร่วม (Empowerment): สร้างระบบที่เปิดโอกาสให้ทุกคนร่วมตรวจสอบและประเมินผลได้ทุกระดับ ไม่ใช่การสั่งการจากบนลงล่าง แต่เป็นการเสริมพลังให้ชุมชนดูแลกันเอง
-
กติกาและเครื่องมือมาตรฐาน (Standardization): พัฒนาระบบการทำงาน กฎระเบียบ และคู่มือที่ใช้งานง่าย มีมาตรฐานกลางที่ทุกคนยอมรับ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในทุกขั้นตอน
-
การสร้างบุคลากร “ครู ก.” (Capacity Building): ลงทุนกับ “คน” ด้วยการปั้นผู้นำชุมชนให้เป็นวิทยากรตัวคูณ หรือ “ครู ก.” ทั้งในระดับชาติและจังหวัด เพื่อส่งต่อดีเอ็นเอความซื่อสัตย์และหลักการบริหารจัดการที่ดีไปสู่ชุมชนรุ่นต่อไป
“หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่การมีกฎระเบียบ แต่คือการสร้างวัฒนธรรมความโปร่งใสให้หยั่งรากลึกในใจคนทำงานพัฒนา” — บทสรุปจากพลังความร่วมมือระหว่าง สำนักตรวจสอบ และสำนักงานประสานขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคม (พอช.)














