โครงการบ้านมั่นคงเมืองนครสวรรค์
เมื่อเราพูดถึงคำว่า “บ้าน” เรานึกถึงอะไร? สี่เหลี่ยมที่ก่อขึ้นจากอิฐปูน หรือพื้นที่แห่งชีวิตและความสัมพันธ์? และเมื่อเราพูดถึง “ชุมชน” เรามองเห็นเพียงกลุ่มอาคารที่ตั้งอยู่ใกล้กัน หรือสัมผัสได้ถึงสายใยแห่งการพึ่งพาอาศัย? สำหรับคนส่วนใหญ่ โครงการที่อยู่อาศัยคือการสร้างสิ่งปลูกสร้างทางกายภาพ แต่ “บ้านมั่นคง” คือเรื่องราวของการเปลี่ยนสถานะคนจน จากผู้รอรับความช่วยเหลือ สู่ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง คือการถักทอประชาธิปไตยจากฐานราก และคือการค้นพบพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวของผู้คน จากเรื่องราวของพวกเขา บทเรียนที่เผยให้เห็นว่าการสร้างบ้านเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสร้างเมือง สร้างอำนาจ และสร้างประชาธิปไตยในชีวิตจริงได้อย่างไร
ที่อยู่อาศัยในสังคมเมืองปัจจุบัน
“ชีวิตชุมชน” ที่หายไปจากสังคมเมือง
โครงการ”บ้านมั่นคง” มีเป้าหมายที่ใหญ่กว่าการสร้างที่อยู่อาศัยทางกายภาพ สะท้อนผ่านสโลแกนของโครงการคือ “บ้าน…ที่มากกว่าคำว่าบ้าน” หัวใจสำคัญที่ทำให้บ้านมั่นคงแตกต่างจากโครงการที่อยู่อาศัยทั่วไป คือการให้ความสำคัญกับ “ชีวิตชุมชน” (Community Living) ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดหายไปในวัฒนธรรมการอยู่อาศัยยุคใหม่
ในขณะที่โครงการบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่ดำเนินไปตามวัฒนธรรมแบบ ปัจเจกนิยม (Individualism) ที่เน้นความเป็นส่วนตัว พื้นที่ส่วนตัว และการแสดงออกถึงตัวตน แต่กลับสูญเสียความสัมพันธ์และการช่วยเหลือเกื้อกูลกันไป แต่โครงการบ้านมั่นคงกลับหยั่งรากลึกในวัฒนธรรมแบบ การอยู่ร่วมกัน (Collectivism) ที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนกลาง ความสัมพันธ์ และระบบการจัดการร่วมกัน สิ่งนี้เองคือปัจจัยชี้ขาดที่ทำให้ชุมชนบ้านมั่นคงสามารถต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงและดำรงอยู่อย่างยั่งยืนได้
สมสุข บุญญะบัญชา
“เป็นโครงการที่เกิดผลไม่ใช่เรื่องของที่อยู่อาศัยที่เป็นกายภาพหรือเป็นวัตถุเพียงอย่างเดียว แต่ว่าเป็นการสร้างระบบใหม่ เปลี่ยนระบบโครงสร้างใหม่ของคนจนซึ่งเคยเป็นแบบหนึ่ง สถานะแบบหนึ่ง เราเปลี่ยนทุกเรื่อง เปลี่ยนโครงสร้างของความสัมพันธ์ภายใน เปลี่ยนโครงสร้างของเรื่องทุนที่เคยเป็นอยู่แบบเดิมที่คนจนเป็นผู้รับตลอดเวลา” สมสุข บุญญะบัญชาได้กล่าวถึงโครงการนี้
โครงการบ้านมั่นคงริมคลองเปรมประชากร
คือ “ชุมชนจัดการตนเอง”
สิ่งที่น่าสนใจที่สุด คือความสำเร็จของโครงการบ้านมั่นคง ซึ่งไม่ได้มาจากรูปแบบการสั่งการจากบนลงล่างของภาครัฐ แต่เกิดจากการที่ชุมชนลุกขึ้นมาเป็นผู้ลงมือทำด้วยตนเอง หลักการสำคัญที่เป็นหัวใจของโครงการคือ “ชุมชนต้องลุกขึ้นมาจัดการตัวเอง” แนวคิดนี้เป็นการพลิกบทบาทของภาครัฐครั้งสำคัญ จากเดิมที่เป็น “ผู้สั่งการ” มาเป็น “ผู้สนับสนุน” เปิดพื้นที่ให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางในการแก้ปัญหาของตนเอง ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมทางสังคมที่สำคัญที่ทำให้โครงการนี้แตกต่างจากโครงการรัฐอื่นๆ โดยสิ้นเชิง
เป็นโครงการเดียวที่ยึดประชาชนและชุมชน เป็นศูนย์กลาง พยายามให้คนที่อยู่ด้วยกัน อยู่แล้วได้มาสร้างบ้านสร้างชุมชนด้วยกันตามความต้องการและข้อมูลของประชาชนเอง จึงมีผลทั้งการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย การคลายความขัดแย้ง เกิดเป็นโครงการที่รัฐเป็นฝ่าย “สนับสนุน” มิใช่ “สั่งการ” ด้วยเหตุนี้เอง โมเดลบ้านมั่นคงจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและทรงพลัง สรุปคือ เป็นศาสตร์ชุดความรู้ที่จริง ๆ แล้วเราเป็นผู้คิดค้นด้วยตัวเอง หมายถึงพี่น้องคิดด้วยตัวเราเอง
โครงการบ้านมั่นคงเมืองชุมแพ
“ทำทั้งเมือง” เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ
จากความสำเร็จในการแก้ปัญหาเป็นจุดๆ โครงการ “บ้านมั่นคง” ได้ยกระดับไปสู่แนวคิด “การทำทั้งเมือง (City-Wide)” ซึ่งเป็นการเปลี่ยนมุมมองจากการสร้างบ้าน สู่การสร้างเมืองโดยคนจนเอง กระบวนการนี้เริ่มต้นจากการที่ชุมชนลุกขึ้นมาสำรวจข้อมูลทั้งเมืองด้วยตนเอง กลายเป็นเจ้าของข้อมูลที่สามารถนำไปวิเคราะห์และวางแผนได้เอง วิธีการนี้ทำให้ปัญหาที่อยู่อาศัยถูกเชื่อมโยงเข้ากับมิติอื่นๆ ของเมืองอย่างเป็นรูปธรรม สิ่งนี้ทำให้คนจนมีบทบาทในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองของตนเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นี่คือการเปลี่ยนสถานะของคนจนครั้งประวัติศาสตร์ จากเดิมที่เป็น “ชนกลุ่มน้อย” มาเป็น “ชนกลุ่มใหญ่” ที่ขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองด้วยข้อมูลและพลังของตนเอง
จิราภรณ์ เขียวพิมพา
“การทำทั้งเมือง ทำให้เราคนจนสามารถกำหนดทิศทางได้ เปลี่ยนเมืองได้ จัดการได้ เรากุมอำนาจ การรวมผู้คน ทำสามารถกุมอำนาจประชาชนและต่อรองได้” จิราภรณ์ เขียวพิมพาได้กล่าวไว้
โครงการบ้านมั่นคงชุมชนสามัคคีติวานนท์
“เครือข่าย” เปลี่ยนชุมชนเล็กๆ ให้มีพลังต่อรองระดับประเทศ
หากมีเครื่องมือใดที่ทรงพลังที่สุดในขบวนการบ้านมั่นคง สิ่งนั้นคือ “เครือข่าย (Network)” ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกขยายพลังของชุมชนเล็กๆ ให้กึกก้องไปถึงระดับนโยบาย
เครือข่ายทำงานโดยการรวบรวมผู้คนที่มีปัญหาเดียวกันเข้าไว้ด้วยกัน สร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นดั่ง “ครอบครัวขนาดใหญ่” ที่มีปัญหาให้ช่วยกันคิดแก้ได้ตลอดเวลา ที่สำคัญที่สุดคือการสร้างอำนาจต่อรองที่ชุมชนเดี่ยวๆ ไม่สามารถทำได้ เปรียบเครือข่ายคือ “ร่ม” ที่คอยคุ้มกันชุมชนเล็กๆ จากพายุของปัญหาและนโยบายที่ไม่เป็นธรรม พลังของเครือข่ายนี้สามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายได้จริง
พลังเครือข่ายชุมชนบ้านมั่นคงเมืองทั่วประเทศ
“พลังสตรี” รากหญ้าแพรกของชุมชน
เมื่อมองลึกลงไปในทุกความสำเร็จของ “บ้านมั่นคง” จะพบว่ามีพลังขับเคลื่อนสำคัญที่ซ่อนอยู่ นั่นคือ “พลังสตรี” ผู้หญิงคือผู้นำในแทบทุกระดับ ตั้งแต่แกนนำชุมชนไปจนถึงผู้ประสานงานเครือข่าย คุณลักษณะพิเศษของผู้หญิงไม่ได้มีเพียงความละเอียดอ่อน หรือทักษะการเจรจาที่นุ่มนวลแต่หนักแน่น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของชุมชน ผู้หญิงจะรู้รายละเอียดทุกซอกทุกมุมว่า บ้านไหนเป็นอย่างไร ความเข้าใจในพลวัตความสัมพันธ์ระดับครัวเรือนนี้เอง ที่เป็นกุญแจสำคัญในการคลี่คลายความขัดแย้งและประสานคนที่แตกต่างให้มาร่วมมือกันได้สำเร็จ
โรงน้ำดื่มโครงการบ้านมั่นคงเมืองชุมแพ
โครงการ “บ้านมั่นคง” ไปไกลกว่าเรื่องสถาปัตยกรรมและการก่อสร้าง มันคือการสร้าง “กิจการของชุมชน” ผ่านการจัดตั้งสหกรณ์, สร้างทุนของตนเอง, สร้างคนให้มีศักยภาพ, และสร้างเครือข่ายให้มีพลังต่อรอง องค์ประกอบทั้งหมดนี้ คือการสร้างประชาธิปไตยที่กินได้และจับต้องได้จากระดับฐานราก ผู้ขับเคลื่อนอนาคตของตนเอง
เรื่องโดย : ธิปไตย ฉายบุญครอง















