ศูนย์พักพิงชั่วคราวจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่
ชาวบ้านหลายพันคนที่ต้องพลัดถิ่นจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่รอยต่อจังหวัดอุบลราชธานีและศรีสะเกษ กำลังเผชิญกับวิกฤตซ้อนสามระลอก ทั้งความคลุมเครือทางสถานะกฎหมายที่ทำให้เข้าไม่ถึงการช่วยเหลือจากรัฐ ภาระหนี้สินที่พอกพูนขึ้นทุกวันสวนทางกับรายได้ที่หยุดชะงัก และปัญหาสุขภาพกายและใจที่เสื่อมถอยลง ท่ามกลางความยากลำบากนี้ ภาคประชาชนได้ลุกขึ้นเสนอทางออกที่เป็นรูปธรรม ทั้งการสร้างความปลอดภัยในพื้นที่ผ่านโมเดล “บังเกอร์ชุมชน” และแผนฟื้นฟูอาชีพเร่งด่วน พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐยกระดับการแก้ปัญหาให้เป็นวาระเร่งด่วนเพื่ออนาคตของชุมชนชายแดน
สภาพความเป็นอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวฯ
วิกฤตซ้อนวิกฤต เสียงสะท้อนจากพื้นที่พักพิงชั่วคราว
สถานการณ์ตามแนวชายแดนได้เผยให้เห็นวิกฤตที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันในหลายมิติ การทำความเข้าใจปัญหาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนี่คือเรื่องราวของการพลัดถิ่น เป็นภาพสะท้อนของระบบในการคุ้มครองชุมชนในยามที่พวกเขาเปราะบางที่สุด จากการลงพื้นที่พบความท้าทายหลายประการที่ชุมชนตามแนวชายแดนต้องเผชิญ
ปัญหาสำคัญประการแรกคือการจำกัดการเข้าถึงความช่วยเหลือจากภาครัฐ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวยังไม่ถูกประกาศให้เป็น “พื้นที่ภัยสงคราม” อย่างเป็นทางการ แต่ถูกระบุเป็นเพียง “พื้นที่ไม่สงบ” ความแตกต่างทางนิยามนี้ส่งผลโดยตรงให้ชาวบ้านไม่สามารถรับสวัสดิการและการเยียวยาได้เต็มตามระเบียบของทางราชการ
กิจกรรมภายในศูนย์พักพิงชั่วคราวฯ
แม้ชีวิตจะต้องหยุดชะงักลงในศูนย์พักพิง พบว่าภาระทางการเงินกลับไม่เคยหยุดนิ่ง ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงต้องแบกรับภาระหนี้สินและดอกเบี้ยจากสถาบันการเงินและกองทุนหมู่บ้านต่อไป ในขณะที่รายได้หลักจากการทำนา การเกษตร และการค้าขายได้ขาดหายไปโดยสิ้นเชิง ก่อให้เกิดวงจรหนี้สินที่ยากจะหลุดพ้น
ภาระทางการเงินกลับไม่เคยหยุดนิ่ง
สภาพความเป็นอยู่ในศูนย์พักพิงเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างชัดเจน โดยพบปัญหาโรคทางเดินอาหาร เช่น อาการท้องร่วง ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากความเครียดที่สะสมเป็นเวลานาน ประกอบกับการต้องพึ่งพาอาหารสำเร็จรูปเป็นหลัก ทำให้พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
ทีมชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ยังคงปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มแข็งและเสียสละ แม้จะเผชิญกับข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ โดยยังขาดแคลนทั้งเครื่องแบบและเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัย ทำให้ปัจจุบันยังต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากสิ่งของบริจาคของภาคเอกชนเป็นหลัก
ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)
นวัตกรรมเพื่อความอยู่รอด
ท่ามกลางความไม่แน่นอน ที่ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ชุมชนได้มีข้อเสนอเชิงนวัตกรรมที่มุ่งสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วยทรัพยากรและองค์ความรู้ที่มีในท้องถิ่น แนวคิด “บังเกอร์ชุมชน” คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและสร้างความเข้มแข็งจากภายใน คือ
ให้มีการก่อสร้างจุดหลบภัยหรือบังเกอร์ชุมชนที่แข็งแรง โดยใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น อิฐ หิน และปูนซีเมนต์ และอาศัยทักษะฝีมือของช่างในชุมชนเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง
ข้อเสนอจาก ชรบ. ในการก่อสร้าง “บังเกอร์ชุมชน”
โมเดลนี้ตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยทางกายภาพให้แก่สมาชิกในชุมชน เป็นการสร้างงานและกระจายรายได้ที่จำเป็นอย่างยิ่งให้แก่กลุ่มช่างฝีมือในท้องถิ่นในช่วงเวลาที่ขาดแคลนรายได้ ประมาณการค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างบังเกอร์แต่ละจุดอยู่ที่ 40,000-50,000 บาท
“บังเกอร์ชุมชน”
ชุมชนได้ตั้งคำถามเชิงกฎหมายว่า การก่อสร้างหลุมหลบภัย (เบิร์ม) ในลักษณะนี้จะขัดต่อพระราชบัญญัติด้านความมั่นคงหรือไม่ และได้ยื่นข้อเสนอโดยตรงต่อทางจังหวัดให้พิจารณายกระดับแผนความมั่นคงของชุมชนนี้ให้เป็น “วาระจังหวัด” เพื่อปลดล็อกงบประมาณสนับสนุนและสร้างความชอบธรรมในการดำเนินการ
การฟื้นฟูที่ยั่งยืนหลังเสียงปืนสงบ
สำหรับการฟื้นฟูหลังสถานการณ์ความไม่สงบคลี่คลาย โดยมุ่งเน้นการสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและพึ่งพาตนเองได้ เพื่อให้ชาวบ้านสามารถกลับไปตั้งหลักชีวิตได้อย่างมั่นคง นี่คือข้อเรียกร้องเชิงนโยบายที่เป็นหัวใจสำคัญเพื่ออนาคตของชุมชนชายแดน
ข้อเสนอหลักคือการส่งเสริมอาชีพแบบ “Quick Win” หรือโครงการที่สามารถสร้างรายได้ในระยะสั้นได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ชาวบ้านมีเงินทุนเริ่มต้นในการใช้จ่ายและฟื้นฟูกิจการเดิม โครงการเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นสะพานทางการเงินที่สำคัญ ในการสร้างกระแสเงินสดเร่งด่วนเพื่อบรรเทาภาระหนี้สินที่พอกพูน ขณะที่พวกเขารอคอยการกลับไปทำกินในที่ดินของตนเองอย่างปลอดภัย ตัวอย่างโครงการที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ การเลี้ยงไก่ เป็นอาชีพที่ใช้เวลาไม่นานและให้ผลตอบแทนเร็ว กิจกรรมอาชีพระยะสั้นในศูนย์พักพิง เช่น การทำไม้กวาด เพื่อสร้างรายได้ระหว่างรอคอยการกลับบ้าน
การส่งเสริมอาชีพแบบ “Quick Win” การเลี้ยงไก่ การทำไม้กวาด
ท้ายที่สุด เหนือข้อเสนอทั้งหมด คำถามที่ก้องอยู่ในใจของชาวบ้านทุกคนคือ “จะได้กลับบ้านเมื่อไหร่?” คำถามนี้คือการรอคอยคำตอบ ความท้าทายที่ส่งตรงไปยังภาครัฐว่า จะสามารถสร้างหลักประกันที่น่าเชื่อถือได้อย่างไร ว่าเมื่อพวกเขากลับไปแล้ว บ้าน ที่ดินทำกิน และชีวิตของพวกเขาจะปลอดภัย
“จะได้กลับบ้านเมื่อไหร่?” คำถามนี้คือการรอคอยคำตอบ















