เหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่หาดใหญ่ในเดือนธันวาคม 2568 ได้ทิ้งร่องรอยความเสียหายและความรู้สึกสิ้นหวังไว้เบื้องหลัง โดยเฉพาะกับกลุ่มคนเล็กๆ ในชุมชนผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง แต่หลังจากสายน้ำลดระดับลง อะไรคือสิ่งที่จำเป็นในการฟื้นฟูชุมชนให้กลับมายืนหยัดได้
เราจะมาส่องเบื้องหลังปฏิบัติการ “น้ำลด… เราไม่ทิ้งกัน” ของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ซึ่งเป็นมากกว่าการบรรเทาทุกข์เฉพาะหน้า ว่าเป็นอย่างไรบ้าง..มาดูกัน!!!
ยุทธศาสตร์ “War Room” ตั้งแต่วันแรก
ท่ามกลางภาวะวิกฤตที่ทุกอย่างดูสับสนวุ่นวาย สิ่งแรกที่ พอช. ทำคือการจัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการ War Room” ที่จังหวัดสงขลา ศูนย์แห่งนี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการกลางในการประสานงานและวางแผนฟื้นฟูชุมชนอย่างเป็นระบบและรวดเร็วที่สุด การช่วยเหลือที่มักเต็มไปด้วยความโกลาหลและไร้ทิศทาง สู่การบริหารจัดการเชิงรุกที่มีกลยุทธ์ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น สะท้อนให้เห็นว่าการวางระบบที่เป็นขั้นเป็นตอน คือหัวใจสำคัญของการรับมือกับภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ
“ซ่อมขวัญ ซ่อมบ้าน” เขาหล่ะช่างชุมชน
หัวใจสำคัญของแผนการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยของ พอช. คือการระดม “ทีมช่างชุมชน” เข้าทำงานร่วมกับวิศวกรและสถาปนิก เพื่อซ่อมแซมและสร้างบ้านใหม่กว่า 3,377 หลังคาเรือนใน 33 ชุมชนให้ได้มาตรฐาน แนวทางนี้เป็นมากกว่างานก่อสร้าง เพราะมันคือการปลดปล่อยพลังจากภายในของเครือข่ายองค์กรชุมชนเอง การที่สมาชิกได้ลงมือซ่อมสร้างบ้านของเพื่อนบ้านและพื้นที่ของตนเอง ก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ ความภาคภูมิใจ และเยียวยาจิตใจซึ่งกันและกัน “มันคือการ ‘ซ่อมขวัญ‘ ของคนในชุมชน เราทำเอง เราภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนบ้านด้วยกัน”
นิยามคำว่า “การฟื้นฟู” ใหม่ การซ่อมแซมโครงสร้างทางกายภาพ คือกระบวนการสร้างขวัญกำลังใจและความเข้มแข็งของชุมชนให้กลับคืนมา
สร้างอาชีพ ตั้งตัว เพื่อการยืนหยัด
การสนับสนุนของ พอช. ยังขยายไปถึงการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ โดยได้มีการจัดเตรียม “สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ” เพื่อช่วยเหลือสมาชิกในชุมชนให้สามารถกลับมาตั้งตัวและประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองได้อีกครั้ง เป็นการฟื้นฟูแบบองค์รวมและมองการณ์ไกล เพราะการมีบ้านที่ปลอดภัยนั้นเป็นสิ่งแรกที่สำคัญ การมีอาชีพที่มั่นคงและรายได้ที่เพียงพอ คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผู้คนสามารถกลับมายืนหยัดทวงคืนอนาคตของตนเองได้
พลังแห่งความร่วมมือ
พอช. ทำงานประสานกับหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าประชาชนผู้เดือดร้อนจะได้รับการช่วยเหลืออย่างครบถ้วนและทั่วถึง โดยมีมาตรการสำคัญจากภาครัฐที่เข้ามาสนับสนุน ได้แก่ เงินเยียวยาครัวเรือนละ 9,000 บาท จากเทศบาลนครหาดใหญ่ มาตรการพักชำระหนี้ 1 ปี ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย สำหรับผู้มีวงเงินกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาท การผนึกกำลังกันระหว่างการขับเคลื่อนจากฐานรากกับทรัพยากรของภาครัฐ คือภาพสะท้อนของ “พลังรวมใจของชุมชน ที่ลุกขึ้นสู้!” อย่างเป็นรูปธรรม เป็นพลังทวีคูณที่ทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
การฟื้นฟูหาดใหญ่ในครั้งนี้ เริ่มจากการซ่อมสร้างสิ่งที่พังทลายไป ต่อมาคือการเสริมสร้างรากฐานของชุมชนให้แข็งแกร่งจากภายใน เรื่องราวของหาดใหญ่ได้แสดงให้เราเห็นว่า ในทุกวิกฤต ทรัพยากรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ “พลังของชุมชน” คำถามสำคัญที่เราต้องขบคิดต่อคือ เราจะสร้างความเข้มแข็งนี้ขึ้นมาก่อนที่ภัยพิบัติครั้งต่อไปจะมาถึงได้อย่างไร?
คิดถึงงานพัฒนา… คิดถึง พอช.

















