สมัชชาขบวนองค์กรชุมชนปี 68 ยื่นแผนชาติ ประกาศเจตนารมณ์ “1 พื้นที่ 1 แผนพัฒนา” สร้าง “ประชาธิปไตยที่กินได้” นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการ รมว.พม. รับมอบข้อเสนอเชิงนโยบาย 3 ด้านหลัก พร้อมรับปากเร่งแก้ปัญหาหนี้สิน-ที่ดิน-ที่อยู่อาศัย ย้ำรัฐบาลต้องสนับสนุนความมั่นคงในชีวิตให้ประชาชน
กรุงเทพมหานคร – 19 พฤศจิกายน 2568 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช. ร่วมกับ เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศ จัด สมัชชาขบวนองค์กรชุมชน ปี 2568 โดยมี นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวมอบนโยบายและรับข้อเสนอของสภาองค์กรชุมชน พร้อมด้วย นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการ พอช. นายพิสิฐ พูลพิพัฒน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง พม. ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนจาก 74 จังหวัด ทั่วประเทศ ผู้ทรงคุณวุฒิ เครือข่ายประเด็นต่าง ๆผู้แทนจากหน่วยงานภาคีพัฒนา 37 หน่วยงาน รวมกว่า 470 คน เข้าร่วม ณ ห้องประชุมคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ โรงแรมรามาการ์เด้นส์
พม. รับข้อเสนอสภาองค์กรชุมชน แก้ปัญหาจริง ชี้ “หนี้สิน-ที่อยู่อาศัย” คือฐานรากความเดือดร้อน
นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการ รมว.พม. กล่าวว่า พรรคการเมืองต้อง รับเรื่องราวของประชาชน และ คืนความสุขให้กับประชาชน โดยจะต้องดำเนินการอย่างจริงจังกับการแก้ไขปัญหาเดือดร้อนของพื้นที่ ปัญหาหลักที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนคือ ปัญหาหนี้สินของประชาชน ปัญหาเชิงนโยบาย และ การไม่เข้าใจกฎหมาย ซึ่งควรได้รับการแก้ไขปรับปรุงให้สอดรับกับการทำงาน
นายกองตรี ดร.ธนกฤต เน้นย้ำถึง บทบาทที่สำคัญและครอบคลุมของกระทรวง พม. ในการดูแลประชาชน โดยระบุว่า พม. เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาของประชาชน “ตั้งแต่เกิดจนถึงตาย” และต้องมีการปรับแก้กฎหมายและนโยบายที่เอื้ออำนวยต่อประชาชน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและขจัดปัญหาความยากจน บทบาทและเป้าหมายสำคัญของ พม. คือ จะเป็น ตัวเชื่อมโยงประสานงานด้านนโยบาย ศึกษาแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติม และนำไปสู่การปฏิบัติ ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังต่อประเด็นที่อ่อนไหว เช่น การต่อสู้ให้กับกลุ่มชนชาติพันธุ์ การแก้ไขปัญหา พื้นที่ทับซ้อน และการสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยให้กลุ่มคนเปราะบาง มุ่งสร้างรายได้ให้กับคนเปราะบาง คนด้อยโอกาส ด้วยการสนับสนุนโครงการต่าง ๆ เช่น การพัฒนาที่อยู่อาศัย การแก้ไขปัญหาความยากจน และการแก้ไขปัญหาคนไร้บ้าน พัฒนาศักยภาพและการพัฒนาอาชีพให้กับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อย ส่งเสริมให้ประชาชนมีความมั่นคงในชีวิตในทุกมิติ ทั้งในด้าน ที่อยู่อาศัย การมีรายได้ และ การพัฒนาคุณภาพชีวิต
เลขานุการ รมว.พม. กล่าวว่า ปัญหาของประชาชนต้องได้รับการแก้ไขและผลักดันนโยบายอย่างเร่งด่วน รัฐต้องเข้ามาสนับสนุน ช่วยดูแล และเยียวยาอย่างเป็นธรรม ทีมงานและเครือข่ายความร่วมมือของ กระทรวง พม. พร้อมที่จะทำงานอย่างเต็มที่ โดยจะใช้ ระบบการสื่อสารจากพื้นที่มายังกระทรวง พร้อม เปิดกว้างรับปัญหาและข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ต่อไป
17 ปี สภาองค์กรชุมชน “ถ่ายทอดปัญหา” สู่การพัฒนา
นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการ พอช. กล่าวถึง ทิศทางการขับเคลื่อนงานของสภาองค์กรชุมชนว่า ได้ดำเนินงานมาเป็นเวลา 17 ปี แล้ว และยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนงานต่อไปตามเจตนารมณ์ในการพัฒนาขบวนองค์กรชุมชนให้มีสถานะในการจัดการปัญหาร่วมกับกลไกรัฐ การทำงานอาศัยกลไกการปกครองทั้ง ส่วนภูมิภาค (ผู้ว่าราชการจังหวัด กำนันผู้ใหญ่บ้าน) และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาลตำบล อบต. กทม. และเมืองพัทยา) ซึ่งแม้ทั้งสองกลไกอาจมี “ช่องว่างในการบริหารจัดการราชการอยู่บ้าง” แต่ยังคงทำหน้าที่ “ถ่ายทอดปัญหาของขบวนองค์กรชุมชนสู่กระบวนการพัฒนา” เพื่อแก้ไขความอ่อนแอของชุมชนท้องถิ่น และมุ่งสร้างแนวทางให้พื้นที่ชุมชนเข้มแข็งเต็มประเทศไทย
นายกฤษดา กล่าวต่อ ปัจจุบันมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนแล้ว 7,795 แห่งทั่วประเทศไทย ซึ่งพบว่าบางส่วนสามารถเชื่อมโยงกับท้องที่ เสนอปัญหาความต้องการต่อผู้ว่าราชการจังหวัด และเชื่อมโยงปัญหากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขจัดจุดอ่อนของปัญหาได้ ยังมีสภาฯ บางส่วนที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาต่อ ความท้าทายสำคัญคือ งบประมาณที่หนุนเสริมสภามีไม่มาก ทำให้ต้องขับเคลื่อนงานภายใต้งบประมาณที่จำกัด จึงจำเป็นต้อง หางบประมาณส่วนอื่นมาเติมเต็ม ในการสนับสนุนการพัฒนาตำบล โดยเฉพาะงานด้าน ดูแลที่อยู่อาศัย และการ สำรวจข้อมูลกลุ่มเปราะบาง ที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ
นายกฤษดา ระบุว่า ทิศทางการทำงานในระยะต่อไป โดยเฉพาะในปี 2569 ซึ่งมุ่งเน้นการปรับตัวของพื้นที่ สภาฯ บางส่วนที่อาจไม่ได้รับการสนับสนุนโครงการเหมือนเดิมในปี 2569 “พื้นที่ต้องมีการออกแบบกระบวนการทำงาน” และปรับแผนให้สอดคล้องกับงานในพื้นที่และงบประมาณ การขับเคลื่อนต้องรวมพลังความต้องการระดับจังหวัดเป็นตัวตั้ง และเน้นการทำงานในระดับจังหวัดเป็นหลัก เพื่อส่งทิศทางการพัฒนา “จังหวัดบูรณาการ” และ “จังหวัดจัดการตนเอง” ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าใจต่อทิศทางการทำงาน พอช. ไม่สามารถเป็นฝ่ายสนับสนุนเพียงฝ่ายเดียวได้ จึงต้องอาศัย “ภาคีอาสาต่อการพัฒนาชุมชน” เข้ามาเป็นกลไกขับเคลื่อนการทำงานร่วมกัน ผู้นำสภาฯ ต้องได้รับการดูแล โดยเสนอให้มีการจัดตั้ง “กองทุนสวัสดิการผู้นำระดับจังหวัด” และส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพผู้นำในการหาแหล่งเงินทุนใหม่ ๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของพื้นที่
ความจำเป็นที่สภาองค์กรชุมชนต้องมี “เครื่องมือ” และ “เครื่องหมาย” ในการประกาศตัวตนต่อหน่วยงานภายนอก โดยต้องมีเป้าหมายร่วม มีข้อเสนอของพื้นที่ และที่สำคัญคือต้องมี “มาตรฐานธรรมาภิบาลองค์กรชุมชน” เพื่อยกระดับการพัฒนาองค์กรชุมชนให้เป็นที่ยอมรับ และสามารถขับเคลื่อนงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นายกฤษดา กล่าวย้ำในตอนท้าย
สร้าง “ประชาธิปไตยที่กินได้” ด้วยยุทธศาสตร์ “1 พื้นที่ 1 แผนพัฒนา”
คำประกาศเจตนารมณ์ ร่วมกำหนดอนาคตประเทศไทย ของสมัชชาขบวนองค์กรชุมชนระดับชาติ ปี 2568
เวที “17 ปี สภาองค์กรชุมชน พื้นที่กลางสร้างพลังชุมชน ฐานรากประชาธิปไตย”
พี่น้อง ผู้นำสภาองค์กรชุมชน ขบวนองค์กรชุมชน ประชาสังคม และภาคีความร่วมมือพัฒนาทุกท่าน 17 ปีที่ผ่านมา ได้มีการตราพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 ขึ้นในสังคมไทย ถือเป็นกฎหมายที่ก้าวหน้าของยุคสมัย ที่ต้องการเห็นเติบโตอย่างเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ ให้ประชาชนทั้งในชนบทและในเมืองทั่วทุกภูมิภาคมีความเข้มแข็ง สามารถแก้ไขปัญหาของชุมชนอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงการสร้างรูปธรรมการพัฒนาที่มั่นคง สร้างนวัตกรรมทางสังคมในมิติต่างๆ
ถึงวันนี้ ได้มีการจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลแล้วเกือบครบทุกพื้นที่ทั่วประเทศ จำนวน 7,795 ตำบล และสร้างรูปธรรมการพัฒนาชุมชนในมิติต่าง ๆ ได้มากมาย สามารถแก้ไขปัญหาในชุมชนได้โดยการเชื่อมโยงกับภาคีพัฒนาที่หลากหลาย ทำให้เกิดพื้นที่กลางทางสังคมสู่การจัดการตนเองได้ในหลายพื้นที่
บทเรียนการทำงานและประสบการณ์เหล่านี้ได้ก่อให้เกิดการเรียนรู้ ทักษะการทำงานใหม่ ๆ
เพื่อยกระดับการพัฒนาชุมชนให้สามารถจัดการตนเองได้ตามบริบทและความต้องการที่แท้จริงของประชาชน เพื่อสร้างความมั่นคง ยั่งยืนในอนาคต ทั้งหมดนี้ คือ การพัฒนาระบบประชาธิปไตยฐานราก หรือ “ประชาธิปไตยที่กินได้” ให้เข้มแข็งและเป็นจริง
เพื่อเดินไปสู่มิติใหม่อย่างมีนัยยะสำคัญ ในปี 2569 นี้ พวกเราจึงขอประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันว่า เราจะมุ่งมั่นร่วมมือกับภาคีพัฒนาทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคมและภาคการเมือง รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับต่างๆ เดินหน้า “ขับเคลื่อนให้เกิดพื้นที่กลางทางสังคม” สร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งในรูปแบบของ “1 พื้นที่ 1 แผนพัฒนา โดยความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในพื้นที่ ภายใต้หลักการทำงานของความมีธรรมาภิบาล” เพื่อก้าวไปสู่การจัดการตนเองในการสร้างประชาธิปไตยจากชุมชนฐานรากให้เข้มแข็งและทั่วถึงเป็นที่ประจักษ์ทั่วทุกภูมิภาค ตามเจตนารมณ์ของขบวนองค์กรชุมชนและภาคี

















