พอช. ร่วมกับทางมูลนิธิฮักเมืองน่าน สสส.และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องในจังหวัดน่าน จัดเวที “น่านฟอรั่ม” แลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการป่าอย่างมีส่วนร่วม ตัวแทน 5 จังหวัดชี้ ปัญหา PM 2.5 ยังท้าทาย พร้อมติดข้อจำกัดด้านกฎหมายและสิทธิชุมชน ผอ. พอช. ย้ำ “ตำบลจัดการตนเอง” คือหัวใจของการดูแลป่าอย่างยั่งยืน
น่าน – 15 พฤศจิกายน 2568 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ร่วมกับทางมูลนิธิฮักเมืองน่าน สสส.และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องในจังหวัดน่าน จัดเวที “น่านฟอรั่ม การประชุมเครือข่ายป่าชุมชนภาคเหนือ ครั้งที่ 4” ภายใต้โครงการ “ขยายผลการจัดการป่าชุมชนเพื่อลดฝุ่นควันและสร้างสุขภาวะชุมชน”โดยจังหวัดน่านมีชุมชนที่ชุมชนรักษาจำนวน 1,192 ป่า ชุมชน มีพื้นที่ จำนวน 1,200,000 กว่าไร่ แต่ขึ้นทะเบียนตามพรบป่าชุมชนปี 2562 จำนวน 207 ป่าชุมชน มีตัวแทนป่าชุมชนจาก 5 จังหวัดภาคเหนือ เข้าร่วมกว่า 80 คน ณ วัดดอนมูล ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมืองน่าน
ตำบลจัดการตนเอง หัวใจสำคัญของการดูแลป่าชุมชนอย่างยั่งยืน
นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการ พอช.กล่าวว่า บทบาทของ “ตำบลจัดการตนเอง” คือหัวใจสำคัญของการดูแลป่าชุมชนแบบยั่งยืน โดยมีหลักการคือ ชุมชนต้อง ร่วมคิด ร่วมทำ และ ร่วมรับผลประโยชน์ จากทรัพยากรในพื้นที่ ป่าชุมชนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาวะและความปลอดภัยของชุมชน โดยเฉพาะในการ ชะลอน้ำ ลดการพังทลายของดิน และป้องกันภัยพิบัติ
“เริ่มทำก่อน แม้แค่มือเดียว แต่จะมีคนมาร่วมมากขึ้น” นายกฤษดากล่าวทิ้งท้าย
น่านฟอรั่มพื้นที่กลางที่ผ่อนคลายและเปิดกว้าง
นายสำรวย ผัดผล ประธานมูลนิธิฮักเมืองน่านกล่าวว่า เวทีน่านฟอรั่มถูกออกแบบให้เป็น “พื้นที่กลางที่ผ่อนคลายและเปิดกว้าง” สำหรับนักวิชาการ นักวิจัย หน่วยงานปฏิบัติการ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ร่วม มองสถานการณ์สำคัญของสังคมอย่างเท่าทัน และเปิดโอกาสให้มีการกำหนดวาระตามโจทย์ร่วมของแต่ละช่วงเวลา เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการทำงานจริงกับการรับรองทางกฎหมายในพื้นที่ น่านขับเคลื่อนงานป่าชุมชนมายาวนานกว่า 30–40 ปี และมีป่าชุมชนที่ทำงานจริงกว่า 1,500–1,800 แห่ง แต่มีการจดแจ้งตามกฎหมายเพียงประมาณ 400 แห่ง เท่านั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง ข้อจำกัดด้านข้อมูล กฎหมาย และความเข้าใจ ที่ยังต้องร่วมกันพัฒนา
ปัญหาหมอกควันและไฟป่า ยังคงเป็นโจทย์ท้าทายสำคัญ แม้พื้นที่เผาไหม้โดยรวมจะลดลง แต่ ค่าฝุ่น PM2.5 ยังคงสูง จากหลายปัจจัยทั้งภายในและภายนอกพื้นที่ นายสำรวยกล่าว
“ภาคีเครือข่ายป่าชุมชนภาคเหนือกับการจัดการป่าชุมชน”
วงเสวนา 5 จังหวัด หัวข้อ “ภาคีเครือข่ายป่าชุมชนภาคเหนือกับการจัดการป่าชุมชน” ได้สรุปสถานการณ์และปัญหาของแต่ละจังหวัด
เชียงใหม่
นายนิรันดร์ น้ำภูดิน ตัวแทนเครือข่ายป่าชุมชนเชียงใหม่กล่าวว่า การดูแลป่าชุมชนในเชียงใหม่มี รากฐานยาวนาน ก่อนมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ. 2562 เสียอีก แต่หลังกฎหมายนี้ประกาศใช้ การขับเคลื่อนบางส่วนกลับ ชะลอตัวลง จังหวัดเชียงใหม่มีป่าชุมชนกว่า 600 แห่ง ที่มีศักยภาพสูงในการต่อยอดสู่ คาร์บอนเครดิตและการท่องเที่ยว แต่ยังคงติด ข้อจำกัดด้านกฎหมายและระบบกำกับดูแล จำเป็นต้อง เร่งฟื้นเครือข่าย เสริมความเข้าใจด้านกฎหมาย และ ส่งต่อความรู้ให้คนรุ่นใหม่ เข้ามามีบทบาทในการดูแลป่าชุมชนอย่างต่อเนื่อง
เชียงราย
นายปรติภากรณ์ การเรือ ตัวแทนเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดเชียงรายกล่าวถึง แนวคิดที่มุ่งเน้นการสร้างคุณภาพชีวิตควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น คือ “อากาศ–อาชีพ–อาหาร” ปัญหาหลัก คือ พื้นที่ทับซ้อน และ ข้อมูลภาครัฐที่ไม่สอดคล้องกัน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการจัดการป่า มีความกังวลต่อการ ขยายอุตสาหกรรมป่าไม้ ซึ่งอาจซ้ำเติมวิกฤตฝุ่นควันและปัญหาสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรจากป่าธรรมชาติ เช่น หน่อไม้และอาหารป่า ยังคงเป็นรายได้หลักและสำคัญของชุมชนในพื้นที่
น่าน
นายพันทิวากร ต๊ะกัน ตัวแทนเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดน่านกล่าวถึง ประเด็นการจัดการพื้นที่ป่าชุมชนที่ ซ้อนทับกับป่าอนุรักษ์ โดยเฉพาะในเขต อำเภอบ้านหลวง ปัจจุบันชุมชนกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ทำข้อมูลแนวเขตให้ชัดเจน เพื่อแก้ไขปัญหาการทับซ้อนของพื้นที่ จังหวัดน่านมีกิจกรรมอนุรักษ์ที่ทำอย่างจริงจังใน 4 ชุมชน เพื่อเป็นต้นแบบคือ บ้านนาเรา เพาะกล้าไม้พื้นถิ่น เพื่อเตรียมพัฒนาเป็น แหล่งเรียนรู้ ด้านพันธุ์ไม้ บ้านน้ำโค้ง ทำเสวียนใบไม้ กว่า 10 จุด เพื่อลดเชื้อเพลิง และผลิต ปุ๋ยอินทรีย์ รวมถึงพัฒนาลายหินธรรมชาติเป็นแหล่งท่องเที่ยว บ้านฟ้า สร้างฝายซีเมนต์ 20 แห่ง ส่งเสริมสมุนไพร และตั้งศูนย์ข้อมูลป่าชุมชน มุ่งผลักดันพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ให้เป็น พื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ บ้านใหม่สันติสุข ทำงานอนุรักษ์ร่วมกับชุมชนข้างเคียง เพื่อขยายผลความร่วมมือในการดูแลป่า
นครสวรรค์
นายธีรพล สุวรรณรุ่งเรือง ตัวแทนเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดนครสวรรค์ได้กล่าวถึง ป่าชุมชนของจังหวัดนครสวรรค์สองฝั่งเชื่อมต่อกับ ผืนป่าแม่วงก์–ห้วยขาแข้ง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ ชุมชนได้ดูแลผืนป่าเหล่านี้มาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี หลังมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ป่าชุมชน บทบาทขององค์กรสนับสนุนบางส่วนกลับลดลง ทำให้การทำงานของชุมชนต้องปรับตัว สิทธิของชุมชนในการจัดการและการใช้ประโยชน์จากป่ายังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร ความท้าทายสำคัญอีกประการคือ จำนวนสัตว์ป่าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช้าง ซึ่งสร้างความเสียหายในพื้นที่เกษตรกรรมของชุมชน จำเป็นต้องมีการหา ทางเลือกด้านเศรษฐกิจ ให้แก่ชุมชน เพื่อให้การอนุรักษ์และการดูแลป่าสามารถ ตอบโจทย์รายได้ และคุณภาพชีวิตของสมาชิกในชุมชนได้
อุทัยธานี
นายวินัย กลึงไกรตัวแทนเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดอุทัยธานีกล่าวว่า การจัดการป่าในอุทัยธานีเริ่มต้นจาก กลุ่มเล็ก ๆ ของชาวบ้าน ก่อนจะขยายสู่ ความร่วมมือของหลายภาคส่วน ชุมชนได้รับบทเรียนสำคัญจากปีที่เกิด ไฟป่ารุนแรง ทำให้เกิดการตระหนักว่าการทำแนวกันไฟเพียงปีละครั้งนั้น ไม่เพียงพอ ปัจจุบันชุมชนจึงต้องดำเนินการ ทำแนวกันไฟเป็นประจำทุกปี เพื่อป้องกันความเสียหาย แม้ว่าหลายพื้นที่ยังไม่ได้ประกาศเป็นป่าชุมชนตามกฎหมาย แต่ ผลลัพธ์จากการลงมือทำจริง ชี้ให้เห็นพัฒนาการที่ชัดเจน ความสำเร็จจากการจัดการตนเองนี้เอง ทำให้ หน่วยงานรัฐเข้ามาหนุนเสริมในภายหลัง
ในช่วงบ่าย นายเดโช ไชยทัพ จากมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) ได้นำเสนอทิศทางการขับเคลื่อนเครือข่ายป่าชุมชน โดยเน้นว่า พระราชบัญญัติชุมชน ปี 2562 ยังไม่สมบูรณ์ แม้หลายหน่วยงานจะเห็นปัญหา แต่การแก้ไขกฎหมายยังเป็นเรื่องยาก เพราะ เสียงของชุมชนยังไม่เข้มแข็งพอ เสนอว่าชุมชนต้องรวมพลังและ “ลุกขึ้นมาพูด” ด้วยองค์ความรู้และประสบการณ์ของตัวเองและ ใช้เสียงของประชาชนเป็นพลังผลักดันการปรับปรุงกฎหมายให้ตอบโจทย์การใช้ประโยชน์และการดูแลป่าพร้อมร่วมกันกำหนดกติกาชุมชน เช่น การจัดการไฟป่า การท่องเที่ยว การเก็บหาของป่า ฯลฯ เมื่อชุมชนมี กติกากลางที่ใช้ร่วมกัน จะช่วยให้การบริหารจัดการป่าดีขึ้น เกิดความร่วมมือระหว่างรัฐกับประชาชน และสร้างฐานประชาสังคมที่เข้มแข็งต่อไปในอนาคตต่อไป
เวที “น่านฟอรั่ม ครั้งที่ 4” สะท้อนให้เห็นถึง พลังความร่วมมือของภาคีเครือข่ายป่าชุมชนภาคเหนือ ที่มุ่งมั่นพัฒนาป่าให้เกิดประโยชน์อย่างครอบคลุม ทั้งด้าน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต โดยการพัฒนาดังกล่าว ดำเนินควบคู่ไปกับการยกระดับการจัดการป่าใน 3 ประเด็นสำคัญ คือ การพัฒนาระบบข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อแก้ไขปัญหาความซ้อนทับของพื้นที่และข้อมูล การสร้างคนรุ่นใหม่ เพื่อส่งต่อองค์ความรู้และขยายเครือข่ายการดูแลป่าอย่างต่อเนื่อง การผลักดัน “ตำบลจัดการตนเอง” ให้เป็นกลไกสำคัญในการดูแลทรัพยากรอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม
โดยช่วงท้ายมีคุณสุภาพ สิริบรรสพ ตัวแทนจากประชาคมน่าน สรุปผลการประชุมและได้ให้มุมมองในการขับเคลื่อนเวทีเครือข่ายป่าชุมชนและพระครูสุจินนันทกิจประธานมูลนิธิศูนย์การเรียนรู้วัดโป่งคำได้กล่าวให้ข้อคิดเห็นแนวทางการขับเคลื่อนป่าชุมชนพร้อมทั้งให้กำลังใจกับพี่น้องเครือข่ายป่าชุมชนทั้ง5 จังหวัด พร้อมทั้งกล่าวปิดการประชุม






















