ชุมชนพระราม 6 นับเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามแนวทาง “บ้านมั่นคง” ที่ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเจรจาขอใช้ ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐขนาดใหญ่ เพื่อแก้ไขปัญหาสลัมและที่อยู่อาศัยรุกล้ำมาอย่างยาวนาน
ชุมชนกัลยาณมิตร เป็นตำนานการต่อสู้เพื่อที่อยู่อาศัยที่สะท้อนถึงพลังแห่งความสามัคคี จากอดีตชุมชนแออัด “สลัม” ย่านพระราม 6 ที่เต็มไปด้วยความแออัดและความไม่มั่นคง พวกเขาได้รวมพลังกันภายใต้ชื่อ “กัลยาณมิตร” เพื่อเปลี่ยนคราบน้ำตาให้กลายเป็นความภาคภูมิใจ ด้วยการสร้างบ้านมั่นคง 183 หลัง บนที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย
ความแออัดจุดเปลี่ยนวิกฤต
ในอดีต กรุงเทพฯ ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า กลุ่มผู้บุกเบิกในย่าน พระราม 6 เขตบางซื่อ ก็เช่นกัน พวกเขาประกอบอาชีพใช้แรงงานและตั้งถิ่นฐานอย่างไม่เป็นระเบียบ จนกลายเป็น “สลัม” ที่มีบ้านเรือนกว่า 280 หลังคาเรือน ซึ่งส่วนใหญ่สร้างจากวัสดุชั่วคราว แม้จะแออัด แต่ชุมชนนี้ยังคงเป็นศูนย์กลางแหล่งงานที่สะดวกสบาย
วิกฤตสู่การรวมกลุ่มจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อมีการประกาศแผน โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง และการสร้างทางด่วนศรีรัช ทำให้ชาวบ้านได้รับหมายศาลและเผชิญการรื้อถอน เมื่อความสิ้นหวังมาเยือน แกนนำชุมชนจึงลุกขึ้นสู้ ประสานงานกับเครือข่ายภาคประชาชน และตั้งชื่อกลุ่มตัวเองว่า “กัลยาณมิตร” ซึ่งหมายถึงการรวมกลุ่มของผู้คนที่กลายเป็นมิตรที่ดีต่อกัน
บทพิสูจน์พลังคนเล็ก ๆ
การต่อสู้ของชาวกัลยาณมิตรนำมาซึ่งชัยชนะครั้งสำคัญ เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554 พวกเขาได้รับ สัญญาเช่าที่ดินจากการรถไฟฯ เนื้อที่ 10,000 ตารางเมตร (กว่า 6 ไร่) รองรับสมาชิก 183 ครัวเรือน และได้ยกระดับเป็น สหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคงกัลยาณมิตร จำกัด สร้างบ้านตามฐาน: ด้วยการสนับสนุนจาก พอช. (งบอุดหนุน 23 ล้านบาท และสินเชื่อ 21 ล้านบาท) ชุมชนสามารถปลูกสร้างบ้านใหม่ 183 หลัง และเสร็จสมบูรณ์ในปี 2560 โดยสมาชิกมีทางเลือก 2 แบบ บ้านแถว 2 ชั้น (ราคา 223,652 บาท): ผ่อนชำระเริ่มต้น 1,900 – 2,600 บาท/เดือนอาคารชุด 2 ชั้น (ราคา 117,147 บาท) ผ่อนชำระเริ่มต้น 1,000 – 1,500 บาท/เดือน
ความสามัคคีภายใน นอกเหนือจากงบประมาณภายนอก ชุมชนร่วมกันออกเงินครัวเรือนละ 500 บาท และ ลงแรงสร้างบ้านให้กับผู้ด้อยโอกาสในชุมชนอีก 3 หลัง สะท้อนถึงการพึ่งพาตนเองและการช่วยเหลือกันอย่างเข้มแข็ง
สร้างชุมชนในฝันด้วยการแบ่งปัน
หลังจากมีบ้านที่มั่นคงแล้ว พวกเขายังคงเดินหน้าสร้างคุณภาพชีวิตของสมาชิกในชุมชน โดยยึด “มิตรภาพและการแบ่งปัน” เศรษฐกิจฐานรากและการออม รวมคน รวมเงิน สหกรณ์ฯ เป็นแกนหลักในการ ออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย และมี เงินหุ้นสะสมรวมกว่า 1.3 ล้านบาท ที่ใช้ชำระค่าเช่าที่ดิน แก้ไขปัญหาหนี้ค้างชำระ และเป็นทุนสำรอง สวัสดิการครอบคลุม จัดสวัสดิการตั้งแต่เกิดจนตาย เช่น ค่าคลอดบุตร 500 บาท, ค่ารักษาตัวใน รพ. 200 บาท/คืน, และค่าทำศพสมาชิก 10,000 บาท/ศพ ลดรายจ่าย/เพิ่มรายได้ ส่งเสริมการปลูกผักสวนครัว (สวนผักคนเมือง) ทำน้ำยาล้างจานใช้เอง และจัดหาอาชีพเสริม เช่น รับจ้างบรรจุข้าวสาร ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นกิจกรรมสังคมและคุณภาพชีวิต สวนผักคนเมือง จัดพื้นที่สีเขียวเพื่อปลูกผักสวนครัว ลดค่าใช้จ่ายและส่งเสริมการแบ่งปัน เยาวชนรักการอ่าน: จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และสอนการใช้แอปพลิเคชันเพื่อจองคิวหมอออนไลน์สำหรับผู้สูงอายุ ครัวปัน (กัน) อิ่ม ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ชุมชนได้ร่วมมือกับมูลนิธิ SOS ในการ แจกอาหาร/วัตถุดิบแก่สมาชิก โดยมีกติกาห้ามกักตุนหรือจำหน่ายต่อ และยังแบ่งปันไปยังชุมชนใกล้เคียงอีก 8 แห่ง
พลิกโฉม 10 ปี ด้วยพลังแห่งความสามัคคี
ชุมชนกัลยาณมิตร คือบทพิสูจน์ที่ทรงพลังว่า “เราทุกคนเปลี่ยนแปลงได้” การเดินทางตลอดกว่า 10 ปี เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนแห่งนี้ ไม่ได้เป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่มาจากการเติบโตอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและต่อเนื่อง ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้เกิดจากรากฐานที่มั่นคง 3 ประการ คือ 1.การรวมตัวและสร้างความเชื่อมั่น คนในชุมชนรวมตัวกันด้วยความเข้าใจที่ตรงกัน สร้างความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาทุกอย่าง 2.ความมั่นคงที่จับต้องได้ ชุมชนสามารถเปลี่ยนจากพื้นที่ที่มีปัญหาจนได้รับ สัญญาเช่าที่ดิน ที่เป็นทางการ มี ที่อยู่อาศัยที่มั่นคง และสามารถ แก้ไขปัญหาหนี้ค้างชำระค่าเช่า ได้อย่างสำเร็จ 3.การพึ่งพาตนเองที่ยั่งยืน ชุมชนร่วมกัน จัดตั้งระบบสวัสดิการขึ้นมาด้วยทุนของชุมชนเอง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งในการสะสมทุนภายในและการพึ่งพาตนเอง












