พอช. ร่วมเวทีนานาชาติ ICSW 2025 เปิดห้องเรียนรู้ที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย รับมือภาวะโลกร้อน ยืนยัน “การไล่รื้อคือภัยพิบัติจากน้ำมือคน” และ “การออมทรัพย์” คือหัวใจสร้างความเข้มแข็ง ชี้ชุมชนพัฒนาจนเกิดนวัตกรรมเตือนภัยเองได้ พร้อมเรียกร้องให้นำแผนที่ความเสี่ยงและงานวิจัยจากชุมชนไปบรรจุในแผนปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP)
กรุงเทพมหานคร – 4 พฤศจิกายน 2568 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ได้ร่วมเวที “ห้องเรียนรู้-เครือข่ายที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยชุมชน” ภายในงานสัปดาห์ภาคประชาสังคมระหว่างประเทศ (ICSW 2025) โดยนำเสนอแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยโดยชุมชนเป็นฐาน ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ความเหลื่อมล้ำทางสังคม คือรากฐานของวิกฤตที่อยู่อาศัย
นางทิพย์รัตน์ นพลดารมย์ ที่ปรึกษา พอช. ได้กล่าวถึงมิติความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาเมือง ว่าส่งผลให้เกิดปัญหาด้านที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีความเกี่ยวพันโดยตรงกับภัยพิบัติต่าง ๆได้ให้นิยามที่สำคัญว่า ปัญหาที่ชุมชนต้องเผชิญหลายอย่างเกิดจากภัยพิบัติ โดยเฉพาะ “การไล่รื้อ” นั้นถือเป็น ภัยพิบัติที่เกิดจากน้ำมือของคน ซึ่งเป็นผลมาจากความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง เช่น ปัญหาประชากรแออัดที่เกิดจากการอพยพ การขาดการจัดการระบบแผนการอยู่อาศัย ทำให้เกิดปัญหาคนจนเมืองที่ถูกจำกัดด้วยรายได้ต่ำ และไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนได้ จนต้องพึ่งพา เงินกู้นอกระบบ
นางทิพย์รัตน์กล่าวต่อ พอช. ก่อตั้งขึ้นในรูปแบบองค์การมหาชนเพื่อตอบสนองการแก้ปัญหาของผู้มีรายได้น้อยโดยเฉพาะ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ การสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรชุมชน เพื่อให้ชุมชนสามารถจัดการและสร้างการเปลี่ยนแปลงของตนเองได้ “ชุมชนเป็นแกนหลัก เจ้าของปัญหาร่วมคิดร่วมพัฒนา” โดย พอช. ทำหน้าที่หนุนเสริมและสนับสนุน โดยใช้ ขบวนองค์กรชุมชน เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา และทำงานร่วมกันเป็นระบบเครือข่าย เชื่อมโยงกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคี และเอกชน เนื่องจากราคาที่ดินสูง ผู้มีรายได้น้อยจึงมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกไล่รื้อ เพราะถือเป็นการบุกรุกที่ดิน (รัฐ/เอกชน) ทำให้ขาดความมั่นคงทางที่อยู่อาศัยและกลายเป็นผู้มีความผิดทางกฎหมาย
นางทิพย์รัตน์ย้ำว่า ปัญหาที่อยู่อาศัยเป็นปัญหาใหญ่ของคนจน แต่ก็เป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เพื่อใช้กองทุนจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ชุมชนต้องมีการ รวมตัวกัน และมีการ ออมทรัพย์ เพื่อใช้เป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหา การออมทรัพย์เป็นการ เชื่อมโยงคนในชุมชน ให้มามีความสัมพันธ์กัน เกิดระบบการบริหารจัดการเงินร่วมกันภายในชุมชน และ สร้างความเชื่อมั่น ภายในชุมชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการรับมือกับปัญหาที่ดินและการบุกรุกต่าง ๆ ต้องการแก้ไขปัญหา ทั้งเมือง โดยจัดการจัดระบบกลไกร่วมกัน เพื่อให้เกิดความมั่นคงที่ครอบคลุม
เชื่อมั่นชุมชนจัดการได้ สู้ภัยพิบัติยุคใหม่
นางสาวศิริมา ซื้อหา หัวหน้างานปฏิบัติการชุมชน พอช. กล่าวว่า ปัจจุบันภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงและเกิดบ่อยขึ้น เช่น ปัญหาฝุ่น PM 2.5, น้ำท่วม, ดินถล่ม และวาตภัย อย่างไรก็ตาม พอช. เชื่อมั่นว่า “ชุมชนจัดการได้” เนื่องจากชุมชนรู้บริบทพื้นที่ เข้าใจปัญหา และมีเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง โดยชุมชนได้แสดงศักยภาพในการรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การจัดทำ แผนที่ความเสี่ยง และ ระบบเตือนภัย การวาง แผนและผังชุมชนหลังภัยพิบัติ การจัดตั้ง กองทุนภัยพิบัติ, กองทุนที่ดิน, และกองทุนที่อยู่อาศัย เพื่อเตรียมความพร้อมในระยะยาว พอช. มีบทบาทสนับสนุนให้ชุมชนสร้าง “พื้นที่รูปธรรมการจัดการภัยพิบัติ” ผ่านการพัฒนาฐานข้อมูลชุมชน, ระบบสื่อสารฉุกเฉิน, เครื่องมือเก็บน้ำฝน และแอปพลิเคชันเตือนภัย รวมถึงการจัดตั้งกลุ่มอาสาภัยพิบัติในชุมชน นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่ประสานกับหน่วยงานรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกัน เนื่องจากภัยพิบัติไม่จำกัดพื้นที่ และการมีเครือข่ายชุมชนที่เข้มแข็งจึงเป็นหัวใจสำคัญของการรับมืออย่างเท่าทัน
‘สถาปนิกชุมชน’ พลิกบทบาทสู่ผู้เสริมศักยภาพ
นายวิธี วิสุทธิอัมพร ผู้แทนสถาปนิกชุมชนจากกลุ่ม CAN (Community Architects Network)กล่าวว่า บทบาทของสถาปนิกได้เปลี่ยนแปลงไปจากการเป็น “คนทำ” (ผู้ออกแบบแต่เพียงผู้เดียว) ไปสู่การเป็นผู้ที่ “เสริมสร้างทักษะความรู้ให้แก่คนในชุมชน” หลักการสำคัญของการทำงานคือการ “ลงไปอยู่กับชุมชน” และเปิดโอกาสให้พื้นที่แก่คนในชุมชน เพื่อให้ทุกคนสามารถทำงานร่วมกันได้
สถาปนิกชุมชนจะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานการออกแบบร่วม โดยเน้นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนทุกช่วงวัย เพื่อให้ได้การออกแบบที่ครอบคลุมการอยู่อาศัยที่หลากหลาย การหารือร่วมกับสถาปนิกและส่วนอื่น ๆ เพื่อให้ได้รูปแบบที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะ เช่น ผู้สูงอายุที่อาจต้องการพื้นที่บ้านที่ไม่ลื่น และเด็กที่ต้องการพื้นที่สำหรับทำกิจกรรม การทำผังชุมชนเป็นการร่วมกันทำและวาดรูปแบบโครงสร้างออกมา เพื่อใช้ในการ สื่อสารกับหน่วยงานที่เข้ามาตรวจสอบ และให้เกิดความเข้าใจตรงกัน แผนผังชุมชนจะถูกนำเสนอและปรับแก้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เป็นรูปธรรม โดยยังคงความ สอดคล้องกับความต้องการหลักของชุมชน นายวิธีกล่าว
นายวิธีย้ำว่า เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของการทำงานร่วมกันนี้คือการ เปลี่ยนแนวคิดของคนในชุมชน จากเดิมที่คิดว่าปัญหาเป็น “ปัญหาของตนเอง” ให้ปรับเป็นปัญหาเหล่านั้นเป็น “ปัญหาของส่วนรวมที่ต้องช่วยกันแก้ไข” การทำงานในลักษณะนี้จึงถือเป็นการ สร้างศักยภาพ, สร้างคน, และสร้างการเปลี่ยนแปลง ที่แท้จริงจากฐานรากของชุมชน
เงินทุนและความมั่นคงในอาชีพ คือกำแพงใหญ่ของคนจน
นางสาวจิราภรณ์ เขียวพิมพา ผู้แทนเครือข่ายชุมชนบ้านมั่นคงกล่าวถึง ปัญหาสำคัญที่ทำให้คนจนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มั่นคงได้ โดยระบุว่าอุปสรรคหลักคือปัญหาด้าน แหล่งเงินทุน และ การประกอบอาชีพ เนื่องจากคนจนส่วนใหญ่มีรายได้ไม่มั่นคง ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ และไม่มีหลักฐานทางการเงิน ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อหรือการกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ พอช. ได้เข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการมอบโอกาสให้คนจนได้มีบ้านและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยอาศัยหลักการสำคัญคือ การรวมกลุ่ม “การมีบ้านมีที่อยู่อาศัย ที่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เกิดจากการรวมกลุ่ม สร้างความเข้มแข็งภายในชุมชน ร่วมกันคิดร่วมกันทำ” ชุมชนมีบทบาทสำคัญในการร่วมกันคิดในภาพรวมของความเป็นอยู่ในชุมชนให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการจัดสรรพื้นที่ส่วนกลาง, พื้นที่สีเขียว, และพื้นที่ใช้ประโยชน์อื่น ๆ โดยมีการจัดสรรขนาดพื้นที่ เช่น 98 ตร.ว. เพื่อให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีโครงการเฉพาะกิจ เช่น โครงการ SOS เพื่อช่วยเหลือและดูแลสมาชิกในยามวิกฤต
นางสาวจิราภรณ์กล่าวต่อ การรวมกลุ่มกันนำไปสู่การสร้าง “ระบบชุมชน” ที่เข้มแข็ง ซึ่งทำให้ชุมชนสามารถดูแลซึ่งกันและกันได้ และสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้ เช่น ช่วงวิกฤตโควิด-19 หรือภัยพิบัติต่าง ๆ โดยมีการจัดทำ แผนเตรียมการเพื่อรับมือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ นางสาวจิราภรณ์เน้นย้ำว่า เด็ก/คนรุ่นใหม่ ถือเป็นกำลังสำคัญอย่างยิ่งในการร่วมกันทำให้ชุมชนเกิดการพัฒนาและเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง การพัฒนาชุมชนจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยปัจจัยสามประการคือ ทุน (เงิน), คน (การรวมกลุ่ม), และ ความรู้ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน
พลังหนุนเสริมให้พลิกวิกฤตภัยพิบัติสู่ระบบเตือนภัย บริหารจัดการชุมชน
นายเจตกรวีร์ จิรารัชตพงศ์ ผู้แทนชุมชนบ้านดอยลางกล่าวว่า หากไม่มี พอช. ชุมชนก็จะไม่สามารถจัดการภัยพิบัติได้ พร้อมเผยความสำเร็จในการพัฒนาระบบเตือนภัยภายในชุมชน ทั้งแผนที่บ้านจุดเสี่ยง “กระบอกน้ำฝน” และแอปพลิเคชัน “มดชนะภัย” แม้ปัจจุบันยังติดข้อจำกัดด้านกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
นายเจตกรวีร์กล่าววต่อ บทบาทของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ต่อการพัฒนาชุมชน เหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการสร้าง ระบบการจัดการภัยพิบัติภายในชุมชน อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่ง พอช. เข้ามาเป็น แรงผลักดันและหนุนเสริม ที่ทำให้ชุมชน “กล้าที่จะฝัน” และ “กล้าที่จะพัฒนาชุมชนตนเอง” อย่างต่อเนื่อง
ชุมชนบ้านดอยลางได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการจัดการตนเองผ่านนวัตกรรมที่เกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วมภายในชุมชน มีการจัดทำแผนที่บ้านที่ระบุ พิกัดบ้านที่อยู่ในจุดเสี่ยงภัย อย่างชัดเจน พัฒนาระบบเตือนภัยโดยใช้ “กระบอกน้ำฝน” เป็นกลไกในการเฝ้าระวังระดับน้ำ ใช้เครื่องมือสำหรับการรับมือภัยพิบัติที่หลากหลาย รวมถึงแอปพลิเคชันเตือนภัย “แอปมดชนะภัย” ความสำเร็จเหล่านี้เกิดจาก กระบวนการที่ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาร่วมกัน ทำให้เกิดความผูกพันและการจัดการร่วมกันภายในชุมชน แม้ว่าชุมชนจะมีความเข้มแข็งและสามารถพัฒนาระบบการจัดการตนเองได้อย่างต่อเนื่อง แต่ในปัจจุบันการแก้ไขปัญหาในภาพรวม ยังมีข้ายอจำกัด ข้อติดขัดในเรื่องกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนอย่างเต็มรูปแบบ นายเจตกรวีร์กล่าวในตอนท้าย
ภัยพิบัติคือการถูก “บังคับย้ายถิ่น” ต้องมีแผนที่ความเสี่ยงชัดเจน
ผศ.ดร.บัณฑูร พานแก้ว คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้นำเสนอแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ในการรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติ โดยระบุว่า ภัยพิบัติในปัจจุบันนำไปสู่ภาวะ การถูกบังคับย้ายถิ่นโดยภัยพิบัติ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ สิ่งสำคัญที่สุดในการรับมือและอยู่รอดได้กับสถานการณ์ภัยพิบัติคือ ต้องมีการจัดทำข้อมูลและแผนที่ความเสี่ยงที่แม่นยำ มีการประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการออกแบบกระบวนการ/วิธีการเพื่อรับมือภัยพิบัติที่สอดคล้องกับพื้นที่
ผศ.ดร.บัณฑูร เน้นย้ำถึงมิติเชิงนโยบายระดับประเทศ สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนคือการค้นหาและกำหนด “พื้นที่เสี่ยงที่จำเป็นต้องย้าย” เพื่อนำข้อมูลที่แม่นยำเหล่านั้นไปใส่ใน แผนการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP: National Adaptation Plan) แผน NAP ไม่ได้มีเพียงประเทศไทยที่ดำเนินการ แต่เป็นแผนที่ทุกประเทศทั่วโลกจะต้องจัดทำขึ้นเพื่อปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ การวิจัยถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานให้กับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อระบุพื้นที่เสี่ยงและสร้างทางออก บทบาทของภาคประชาชนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การรับมือในพื้นที่ แต่ต้องก้าวไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบนโยบายร่วมกับรัฐ การรวมตัวของชุมชนที่เข้มแข็งต้องใช้ “งานวิจัย” เป็นเครื่องมือสำคัญในการพิสูจน์ปัญหาและเสนอทางออก เพื่อนำไปใช้ ต่อรองกับรัฐบาล ในการกำหนดนโยบายและมาตรการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภัยพิบัติหนักขึ้น: เลี่ยงไม่ได้ แต่ปรับตัวทันได้
นายปิยเนตร เขตรสมุทร ผู้แทนเครือข่ายนายช่างใหญ่กล่าวถึง สถานการณ์ภัยพิบัติในปัจจุบันว่ามีแนวโน้มที่จะ เกิดขึ้นบ่อย ถี่ และหนักขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชุมชนไม่สามารถห้ามได้ แต่สิ่งสำคัญคือชุมชนสามารถ “เรียนรู้และปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ได้” หัวใจของการรับมือภัยพิบัติในมุมมองของเครือข่ายนายช่างใหญ่ คือการให้ชุมชนทำการ ประเมินชุมชน เพื่อหาจุดที่จะเกิดสถานการณ์ความเสี่ยงจากภัยต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น
นายปิยเนตรเน้นย้ำว่า ชุมชนต้องมีความ “ตระหนักรู้และลุกขึ้นมาจัดการตนเอง” โดยการจัดการความรู้ที่ดีที่สุดคือการทำให้เกิด รูปธรรมในพื้นที่ การทำข้อมูลพื้นที่เสี่ยง เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เห็นภาพการทำงานที่มี ความร่วมมือกัน ระหว่างคนในชุมชนและภาคีที่เกี่ยวข้อง การซ่อมแซมและการรับมือปัญหาภัยพิบัติถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากที่ต้องเตรียมการไว้ล่วงหน้า “จุดแข็งของชุมชนคือการสร้างความเข้าใจ สร้างการตระหนักรู้ และหาวิธีการจัดการด้วยตนเองก่อน” แสดงให้เห็นถึงการถ่ายโอนอำนาจและความรับผิดชอบไปสู่ชุมชนอย่างแท้จริง โดยเน้นให้ชุมชนใช้ความรู้และความร่วมมือที่มีอยู่ภายในในการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นและวางแผนระยะยาวก่อนที่จะขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอก
การพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ยั่งยืนต้องมี “มนุษย์” และ “ชุมชน” เป็นแกนกลาง
ข้อสรุปหลักจากเวทีนี้คือ การยืนยันว่า การพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ยั่งยืนต้องมี “มนุษย์” และ “ชุมชน” เป็นแกนกลาง ในการรับมือกับวิกฤตการณ์ที่ซับซ้อน ทั้งจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และภัยพิบัติที่เกิดจากความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง “การไล่รื้อถือเป็นภัยพิบัติที่เกิดจากน้ำมือของคน” ซึ่งมีรากฐานมาจาก ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการที่คนจนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มั่นคงได้ พอช. เข้ามาตอบโจทย์ด้วยการใช้ “การรวมกลุ่ม” และ “การออมทรัพย์” เป็นกลไกหลักในการสร้างความเข้มแข็ง และยกระดับชุมชนให้เป็น “แกนหลัก เจ้าของปัญหาร่วมคิดร่วมพัฒนา” โดยมีหน่วยงานรัฐเป็นเพียงผู้หนุนเสริม ชุมชนแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการจัดการตนเอง โดยได้พัฒนาเครื่องมือที่เป็นรูปธรรม เช่น การจัดทำ แผนที่ความเสี่ยง และ กองทุนภัยพิบัติ/กองทุนที่ดิน รวมถึงนวัตกรรมการเตือนภัยเฉพาะพื้นที่อย่าง “กระบอกน้ำฝน” และ “แอปมดชนะภัย” สถาปนิกชุมชนได้เปลี่ยนบทบาทเป็นผู้เสริมศักยภาพ โดยเน้นการ “ลงไปอยู่กับชุมชน” และเปิดพื้นที่ให้คนทุกช่วงวัย ร่วมออกแบบผังชุมชน เพื่อเปลี่ยนปัญหาจากระดับปัจเจกไปสู่ ข้อมูลความเสี่ยงและแผนที่จากชุมชนต้องถูกนำไปบรรจุในแผนการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ เพื่อให้เกิดการจัดการ “การถูกบังคับย้ายถิ่น” อย่างเป็นระบบ การรวมตัวของชุมชนต้องใช้ “งานวิจัย” เป็นเครื่องมือในการพิสูจน์ปัญหาและ ต่อรองกับรัฐบาล ในการกำหนดนโยบาย แม้ชุมชนจะเข้มแข็ง แต่ยังติด ข้อจำกัดในเรื่องกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบ ดังนั้นหน่วยงานรัฐจึงต้องปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนงานจากฐานรากเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน





















