นครราชสีมา – 27 ตุลาคม 2568 เครือข่ายริมรางเมืองย่าโม “เปิดบ้านมั่นคง สานฝันชุมชนริมรางคนพะไล ให้ยั่งยืน” เพื่อประกาศความสำเร็จของการพัฒนาที่อยู่อาศัยของชุมชนริมทางรถไฟอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผู้เข้าร่วมจาก ภาคีเครือข่ายต่างๆ อาทิ ผู้แทนจากเครือข่ายบ้านมั่นคงริมรางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, เครือข่ายบ้านมั่นคง การเครือข่ายสลัม 4 ภาค, การรถไฟแห่งประเทศไทย, มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา กว่า 80 คน ณ โครงการบ้านมั่นคงริมรางเมืองย่าโม บ้านพะไล อ.เมือง ต.หัวทะเล จ.นครราชสีมา
เครือข่ายริมรางเมืองย่าโมประสบความสำเร็จในการเจรจา พลิกฟื้นพื้นที่ถูกมองว่าบุกรุกจากการพัฒนา รถไฟความเร็วสูง ให้เป็น โครงการบ้านมั่นคงริมรางรถไฟบ้านพะไล ชุมชนผู้ได้รับผลกระทบ 8-9 แห่ง รวม 166 ครัวเรือน ได้รับสิทธิเช่าที่ดินการรถไฟฯ ระยะยาว 30 ปี พร้อมร่วมจัดการตนเองพัฒนาคุณภาพชีวิตและอาชีพ ชุมชนริมทางรถไฟบ้านพะไล นับเป็นรูปธรรมสำคัญของการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการพัฒนาระบบราง โดยเฉพาะ โครงการรถไฟความเร็วสูงระยะที่ 1 (กรุงเทพฯ – นครราชสีมา) ชุมชนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นคนต่างจังหวัดที่เข้ามาอยู่อาศัยและทำมาหากินบริเวณริมรางรถไฟมานานกว่า 60 ปี ซึ่งเดิมถูกมองว่าเป็นผู้บุกรุกและต้องเผชิญกับการไล่รื้อหรือเวนคืนพื้นที่
จากผลกระทบดังกล่าว ชุมชนได้รวมตัวกันเป็น เครือข่ายริมรางเมืองย่าโม เพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเปลี่ยนจากการ “ไล่รื้อ” เป็นการ “จัดหาที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและสอดคล้องกับวิถีอาชีพของคนจนเมือง” การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้ได้รับผลกระทบในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา จึงได้ดำเนินการภายใต้ โครงการบ้านมั่นคงริมรางรถไฟ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ประธานคณะอนุกรรมการโครงการบ้านมั่นคงและการจัดการที่ดิน กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยในเมืองโคราช (นครราชสีมา) และทั่วประเทศ ซึ่งเป็นไปพร้อมกับความท้าทายจาก การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โครงการบ้านมั่นคงเริ่มขับเคลื่อนในเมืองโคราชพร้อมกับเมืองอื่น ๆ (เช่น อุดรธานี, นครสวรรค์) ตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายกฯ ทักษิณ (ปี 2546) เพื่อแก้ปัญหาชุมชนแออัดทั้งเมือง แต่กลุ่มที่ลำบากที่สุดคือ ชุมชนริมทางรถไฟ ซึ่งมีสภาพทรุดโทรมตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา รฟท. เป็นเจ้าของที่ดินที่ยากที่สุด ในการเจรจา เพราะมักอ้างถึงแผนการพัฒนาทางรถไฟ และไม่ต้องการให้สัญญาเช่า เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นการสนับสนุนการบุกรุก ทำให้ พอช. และเทศบาลไม่สามารถนำงบประมาณไปปรับปรุงได้
นางสาวสมสุขกล่าวถึง การได้มาซึ่งสิทธิ์ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยริมรางเป็นผลมาจาก “ความอึด” ความเอาจริง และ การยืนหยัดของขบวนการประชาชน ทั่วประเทศที่ร่วมมือกัน ไป นอนหน้ากระทรวง และเจรจาต่อรองกับรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง (ตั้งแต่ปี 2542) สุดท้าย นโยบายรัฐบาล (ช่วง คสช. เป็นต้นมา) ได้ ยอมรับความจริง ว่าการพัฒนา (เช่น รถไฟรางคู่ หรือคลอง) จะสำเร็จไม่ได้หากไม่ให้โอกาสแก่คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น ขบวนการประชาชนผลักดันจนเกิดการยอมรับและกำหนดเป็นนโยบายให้มีการ “เอาที่มาแลกที่” โดย รฟท. ต้องหาที่ดินมาจัดสรรให้ชุมชนริมทางรถไฟ 27,000 ครัวเรือน ได้มีที่อยู่ใหม่ ซึ่งเป็น ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มาก และเป็นเรื่อง ไม่ธรรมดา ในระดับเอเชีย
นางสาวสมสุขย้ำว่า พอช. ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็น เครื่องมือ ที่เอื้อให้คนจนสามารถรวมกลุ่มและพัฒนาตนเองได้ คนจนจะจนถ้าเป็นปัจเจก แต่คนจนจะรวยถ้าเราเป็นกลุ่ม ยิ่งกลุ่มใหญ่เราก็ยิ่งรวย เพราะการอยู่ร่วมกันทำให้เกิดทุนทางสังคม (ความช่วยเหลือ, น้ำใจ), การเข้าถึงความรู้, และการมีอำนาจต่อรอง ระบบการจัดการที่อยู่อาศัยของคนจนต้องเป็น “ระบบการอยู่อาศัยแบบกลุ่ม” ที่มีชุมชนเป็นแก่น มีความมั่นคง และเป็นอิสระที่ ไม่ต้องพึ่งคนอื่น กลไกสำคัญในบ้านมั่นคง ที่ดินต้องเป็น ที่ดินร่วมกัน (ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ปัจเจก) เพื่อผูกโยงความเป็นกลุ่ม เงินกู้สินเชื่อ พอช. ให้แก่ กลุ่ม (สหกรณ์) ไม่ใช่ให้แต่ละคนกู้ เพื่อให้ความเป็นกลุ่มเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการ
นางสาวสมสุขกล่าว “บ้านเช่าราคาถูก” สำหรับคนจนที่ไม่พร้อมในเชิงสินเชื่อ โดยมีข้อกังวลที่สำคัญ ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการมาทำเป็นโครงการหลักแยกจากบ้านมั่นคง เพราะคนห้องเช่าก็ควรมีสิทธิ์เหมือนคนอื่น หากรัฐบาลเป็นผู้สร้างห้องเช่า และ รัฐเป็นเจ้าของ คนเช่าจะถูกกำหนดรูปแบบการอยู่อาศัย ราคา และกฎเกณฑ์ตามรูปแบบ “สังคมสงเคราะห์” ซึ่งเป็นการอยู่แบบ ปัจเจก หากจะทำบ้านเช่าราคาถูก ควรให้ ชุมชน เป็นผู้จัดการและเชื่อมโยงกับชุมชนบ้านมั่นคงที่เข้มแข็งอยู่แล้ว เพื่อให้ผู้เช่าได้เป็นส่วนหนึ่งขององคาพยพใหญ่ ได้รับสวัสดิการ และมีชีวิตความเป็นมนุษย์ ซึ่งจะ “ไม่เหมือนห้องเช่าที่อื่น”
ที่อยู่อาศัยเป็นเครื่องมือเพื่อให้คนเปล่งประกายและมีความสามารถ ไม่ใช่การจัดหาเพียงเพื่อที่อยู่อาศัยเท่านั้น การพัฒนาที่แท้จริงคือการสร้างสังคมที่ยอมรับคุณค่าของการอยู่ร่วมกัน โครงการบ้านมั่นคงจึงไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาทางกายภาพ แต่เป็นการ “สร้างความมั่นใจในตัวเอง มีความรู้ มีความคิด มีความสัมพันธ์กับเมือง” และเป็นวิธีสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า คนจนสามารถพัฒนาได้ไม่จำกัด หากมีองค์กรที่ถูกต้องมาหนุนเสริมนางสาวสมสุขกล่าวในตอนท้าย
นายธนภณ เมืองเฉลิม ผู้อำนวยการ พอช.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้กล่าวว่า ในการขับเคลื่อนงานที่ดินและที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะโครงการริมทางรถไฟ ภาคีเครือข่ายที่สำคัญที่ขาดไม่ได้คือ พี่น้องภาคประชาสังคมและสลัม 4 ภาค ซึ่งทำหน้าที่เป็น “หัวหมู่ทะลวงฟัน” ในการประจันหน้ากับหน่วยงานรัฐเพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหา พลังในเชิงประวัติศาสตร์คือเราจับไม้จับมือเป็นเพื่อนกันมาได้ค่อนข้างนานพอสมควร… ณ ปัจจุบันนี้ มันมีพลังเพิ่มขึ้นเยอะเลย เราช่วยกัน ขาดหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไม่ได้เลย
นายธนภณย้ำว่า เพื่อเป็น ตัวอย่าง และเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับพี่น้องที่ยังต้องอยู่ในกระบวนการพัฒนา ต้องเป็นพลังที่คอยหนุนเสริมพี่น้องที่ยังรอการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องใช้ความร่วมมือในการต่อสู้กับปัญหาเชิงโครงสร้าง แม้ พอช. จะมีอายุ 25 ปี และมีเจ้าหน้าที่น้อย แต่ยังคงมีความเชื่อมั่นและศรัทธาว่า “พี่น้องคนจน ชุมชนมีพลัง มีศักยภาพ มีความสามารถ” ที่จะลุกขึ้นมาจัดการเรื่องที่อยู่อาศัยได้ด้วยตัวเอง โครงการบ้านมั่นคงจะไม่สามารถจำกัดอยู่แค่เพียง “เรื่องบ้าน” อย่างเดียวอีกต่อไป เพราะจากการลงพื้นที่ยังพบปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ และกลุ่มเปราะบาง (เช่น เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย) ซึ่งต้องได้รับการดูแล ดังนั้น พอช. จะปรับบทบาทจากที่เคยเป็นผู้สนับสนุนหลักในเรื่องบ้าน ไปเป็น “ผู้เชื่อมโยง” หน่วยงานและภาคีต่าง ๆ ที่มีความถนัดเฉพาะทาง ให้เข้ามาทำงานร่วมกับชุมชน เพื่อ ค้นหาและแก้ไขปัญหาที่มากกว่าเรื่องบ้าน
นายสมบูรณ์ สิงกิ่ง ผู้แทนเครือข่ายขบวนจังหวัดนครราชสีมา ได้กล่าวถึง ข้อมูลภาพรวมการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยในจังหวัดนครราชสีมา (โคราช) ซึ่งมีความซับซ้อนและหลากหลายของปัญหาที่ดิน จำนวนโครงการบ้านมั่นคง: มีอยู่กว่า 40 โครงการ โดยมีโครงการในเขตชนบทและโครงการสินเชื่อในเขตเมืองเกือบ 10 โครงการ โคราชมีพื้นที่ขนาดใหญ่ 32 อำเภอ และเผชิญปัญหาในหลายมิติ: พื้นที่ติดทางรถไฟกว่า 50 กว่าตำบล พื้นที่ในอุทยานแห่งชาติ เช่น ทับลาน และเขาใหญ่ พื้นที่ลำตะคอง ที่มีพี่น้องถูกแจ้งให้ออกจากพื้นที่โดยหมายศาลถึง 193 ครัวเรือน พื้นที่สาธารณะกว่า 5,000 แห่ง ซึ่งมีชาวบ้านเข้าอยู่อาศัยตั้งแต่เดิมแล้วถึง 800 กว่าแห่ง รวมถึงปัญหาในที่ดิน ส.ป.ก.
นายสมบูรณ์ชี้ว่า โครงการบ้านมั่นคงริมรางพะไล จะเป็นจุดเรียนรู้ที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาและเป็นที่พึ่งของพี่น้องได้บางส่วน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาในชุมชนริมรางรถไฟ ซึ่งเคยถูกสังคมมองว่าเป็น “แหล่งมั่วสุม” เราอยากจะพัฒนายกระดับอย่างที่อาจารย์พูดเมื่อเช้าว่า เราเองจะดูแลคนของเรายังไง และชุมชนตรงนี้จะเข้มแข็ง แล้วก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาปรามาสไว้อย่างไร
เครือข่ายจังหวัดนครราชสีมา จึงตั้งความหวังที่จะใช้ระบบ “กลุ่มย่อย” ที่บ้านมั่นคงตั้งธงไว้ เพื่อให้ชุมชนสามารถ ดูแลกันแบบพี่แบบน้อง ไม่ให้โครงการที่สร้างขึ้นกลายเป็นเพียงสถานที่ที่ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีอะไรที่จะได้มาง่าย ๆ ถ้าเราเองไม่ช่วยกันต่อสู้ มันก็คงจะไม่ได้รับการหยิบยื่นเหมือนกับที่นี่” นายสมบูรณ์ กล่าวย้ำ โดยสรุปถึงความสำคัญของการรวมพลังเพื่อการเปลี่ยนแปลง นายสมบูรณ์กล่าว
โครงการบ้านมั่นคงที่บ้านพะไลได้ดำเนินการอย่างมีส่วนร่วม โดยเน้นให้ชุมชนจัดการตนเองในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบที่อยู่อาศัย และการจัดผังชุมชน การพัฒนาอาชีพและสิ่งแวดล้อม เช่น การสร้าง สวนผักริมราง พื้นที่รองรับการย้ายคือที่ดินของการรถไฟฯ บริเวณบ้านหน้าโรงเรียนบ้านพะไล เนื้อที่ประมาณ 7 ไร่เศษ โดยสามารถรองรับชุมชนที่ได้รับผลกระทบรวม 8-9 ชุมชน จำนวนประมาณ 166 ครัวเรือน ความสำเร็จที่สำคัญคือการที่ชุมชนได้รับสิทธิ์ เช่าที่ดินการรถไฟฯ ระยะยาว 30 ปี พร้อมเงื่อนไขการเพิ่มอัตราค่าเช่าตามเกณฑ์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนสถานะของคนในชุมชนจาก ผู้บุกรุก ไปสู่การมี ที่อยู่อาศัยที่มั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามแนวทางของบ้านมั่นคงริมราง

















