เวทีสรุปบทเรียน “จังหวัดบูรณาการสู่จังหวัดจัดการตนเอง” ปี 2568 เปิดมุมมองภาคประชาชนกว่า 24 จังหวัด ชี้โอกาสและข้อท้าทายการกระจายอำนาจ ย้ำการใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง พร้อมเชื่อมโยง 9 ภาคีอาสาและเครือข่ายวิชาการ–ประชาสังคม สู่การสร้าง “ประชาธิปไตยฐานราก” และเปลี่ยนโครงสร้างพัฒนาประเทศจากล่างขึ้นบน
กรุงเทพฯ/ เมื่อวันที่14–15กันยา ที่ผ่านมา – สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช. จัดเวทีสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “สรุปบทเรียนผลการดำเนินงานจังหวัดบูรณาการสู่จังหวัดจัดการตนเอง ปี 2568” มีเป้าหมายเพื่อสรุปบทเรียนผลการขับเคลื่อนงานจังหวัดการตนเอง นำมาสู่การออกแบบแนวทางการขยายผลจังหวัดจัดการตนเอง โดยมีแกนนำองค์กรชุมชนจาก 24 จังหวัด ภาคีหน่วยงาน เข้าร่วมกว่า 160 คน ณ โรงแรมเอส บางกอก ถนนนวมินทร์ กรุงเทพมหานคร
นายวิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการ พอช. กล่าวย้ำถึง แนวทางการสนับสนุนที่เข้มข้นขึ้นในปี 2569 โดยมุ่งเน้นที่การ “พัฒนาความเข้มแข็งของสภาองค์กรชุมชน” เนื่องจากผลการวิเคราะห์พบว่ามีสภาองค์กรชุมชนที่สามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างเข้มแข็งเพียง 3,000 กว่าแห่งเท่านั้น ซึ่งยังไม่ถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดย พอช. จะหนุนเสริมการจัดทำแผนพัฒนาระดับจังหวัด การบูรณาการเครือข่าย และการพัฒนาศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างและนโยบาย
ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ ประธานอนุกรรมการสนับสนุนสภาองค์กรชุมชน กล่าวว่า ต้องเปลี่ยนแนวคิดจาก “การปกครองท้องถิ่น” ไปสู่ “การบริหารจัดการท้องถิ่น” โดยภาคประชาชนต้องเข้ามามีบทบาทร่วมบริหาร ไม่ใช่แค่ผู้รับผลประโยชน์จากนโยบาย พร้อมเสนอให้ปรับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมายท้องถิ่นเพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง
นางสาวอัญชนา นิติคุณ ผู้แทนสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า บทบาทสภาผู้สูงอายุฯ เป็นองค์กรภาคประชาชนที่ทำงานด้วยจิตอาสา มีเครือข่ายครอบคลุม 77 จังหวัด มีชมรมผู้สูงอายุระดับหมู่บ้านกว่า 29,000 แห่ง ผลักดันนโยบายเพื่อผู้สูงอายุ เช่น พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ, โครงการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว มุ่งส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเป็น “พลังสำคัญของสังคม” ชมรมผู้สูงอายุที่เข้มแข็งมีเพียง 30% ของทั้งหมด การสร้างพื้นที่กลางเพื่อการรวมตัวและพัฒนาศักยภาพยังไม่ทั่วถึง แนวทางและโอกาส
นายทองใบ สิงสีทา นักปฏิบัติการชุมชนชำนาญการพิเศษ ได้กล่าวถึงหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อน คือการเปลี่ยนแนวคิดจากการทำงานแบบต่างคนต่างทำ มาเป็นการ “บูรณาการ” ทุกประเด็นงานเข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การกระจายอำนาจ (Decentralization) ที่แท้จริง และเปลี่ยนจากการ “ปกครองท้องถิ่น” เป็นการ “บริหารจัดการท้องถิ่น” ผ่านแนวคิด “ภาคีภิบาลท้องถิ่น” ที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน ตั้งแต่ชุมชน ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โดยมีภาคประชาชนทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมประสานสำคัญ
ผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ได้ร่วมกันย้ำถึงความสำคัญของการทำงานแบบบูรณาการ
นายเอกนัฐ บุญยัง ผู้แทนเครือข่ายสภาองค์กรชุมชน ได้นำเสนอแนวคิดการพัฒนาจาก “สภาองค์กรชุมชน” ไปสู่ “สภาพลเมือง” ที่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการกับอำนาจรัฐ
รวมถึงนายภูผา บัวบุญ ผอ.สำนักยุทธศาสตร์และวิชาการ สภาเกษตรกรแห่งชาติ ชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคจากการรวมศูนย์อำนาจ และย้ำถึงความสำคัญของการกระจายอำนาจด้านการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรสามารถสะท้อนปัญหาและมีสิทธิในการบริหารจัดการทรัพยากรของตนเอง นายเมธา มาสขาว จากเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง กล่าวว่าการแก้ไขปัญหาต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน พร้อมเสนอให้ใช้ “โมเดลจังหวัดจัดการตนเอง” เป็นพื้นที่ร่วมคิดระหว่างราชการและประชาชน เพื่อสถาปนา “สภาพลเมืองจังหวัด” และนายกัญนจ์ แสงจันทร์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผน สภาพัฒน์ฯ ได้ยืนยันว่าการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ได้เปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้แผนระดับจังหวัดมีความสอดคล้องกับเป้าหมายระดับประเทศ
การสัมมนาฯได้ทำให้เห็นถึงภาพความคืบหน้าของการทำงานใน 2 ระดับ คือ ระดับประเทศ ที่มุ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและนโยบายของรัฐให้เอื้อต่อการพัฒนา และ ระดับจังหวัด ที่มุ่งเปลี่ยนวิธีคิดของภาคประชาชนให้เชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “จังหวัดเข้มแข็ง” ให้เกิดขึ้นจริง โดยเครื่องมือสำคัญคือการประเมินศักยภาพตัวเองของแต่ละจังหวัดผ่านตัวชี้วัด 47 ข้อ เพื่อวิเคราะห์ต้นทุนและนำไปสู่การสร้างเวทีกลางและกลไกกลางในการทำงานร่วมกับภาคี
การเสวนาและรายงานผลการดำเนินงานตลอด 2 วัน พบว่า โมเดลจังหวัดจัดการตนเองกำลังขยายผลชัดเจนใน 2 ระดับ คือ การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างระดับประเทศ (การปรับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเรื่องท้องถิ่น–การกระจายอำนาจ การบูรณาการนโยบาย และการเปลี่ยนวิธีการสนับสนุนของรัฐ) และ การเปลี่ยนแปลงเชิงพลังระดับจังหวัด (การสร้างความเชื่อมั่นและศักยภาพให้ประชาชนพึ่งตนเองได้จริง)
นายอนุพงษ์ จรดรัมย์ นักปฏิบัติการชุมชน กล่าวว่า ผลการประเมิน 22 จังหวัดที่เข้าร่วม พบว่ามีการพัฒนากลไกระดับจังหวัดทั้งด้านโครงสร้าง กลไกกลาง ระบบข้อมูลเชิงพื้นที่ การจัดตั้งกองทุนกลาง และการพัฒนาพื้นที่รูปธรรม โดยแต่ละจังหวัดใช้กระบวนการประเมินศักยภาพตนเองผ่านตัวชี้วัดตำบลเข้มแข็ง 47 ข้อ เพื่อสร้างภาพรวมและวางแผนพัฒนาร่วมกับภาคี
ขณะเดียวกัน สภาองค์กรชุมชนตำบลยังถูกย้ำให้เป็น “หัวใจ” ของการสร้างจังหวัดจัดการตนเอง แต่ปัจจุบันมีเพียงราว 3,000 แห่งที่ยังทำงานได้จริง จึงเป็นความท้าทายที่ พอช. และสำนักงานประสานขบวนฯ ต้องเร่งหนุนเสริม โดยแนวทางปี 2569 พอช. เตรียมผลักดัน 9 ประเด็น เช่น การบูรณาการแผนจังหวัด การพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ การสร้างกองทุนกลาง และการสื่อสารสาธารณะ เพื่อให้เกิดพลังขับเคลื่อนต่อเนื่อง
การประชุมยังเชื่อมโยงกับเครือข่ายระดับชาติ ได้แก่ 9 ภาคีอาสา (สช., สสส., สปสช., สวรส., พอช., บพท., นิด้า ฯลฯ) การวิจัยนวัตกรรมทางสังคมโดย วช. เครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง เครือข่ายเยาวชน และสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งสะท้อนว่าการพัฒนาจังหวัดจัดการตนเองไม่ใช่เพียงเรื่องท้องถิ่น แต่คือการสร้าง “ภาคีภิบาลท้องถิ่น” ที่มีทุกภาคส่วนร่วมรับผิดชอบ
ในช่วงท้าย ผู้เข้าร่วมย้ำตรงกันว่า จังหวัดจัดการตนเองคือกระบวนการสร้างประชาธิปไตยฐานราก ซึ่งจะเปลี่ยนวิธีคิด–วิธีทำงานของรัฐไทยจากบนลงล่าง ไปสู่ “ล่างขึ้นบน” เปิดโอกาสให้ประชาชนออกแบบทิศทางอนาคตจังหวัดและประเทศด้วยตนเอง




















