สัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การสื่อสารความเสี่ยงและภัยพิบัติของสื่อมวลชน”
กรุงเทพฯ /12 กันยายน 68 – สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การสื่อสารความเสี่ยงและภัยพิบัติของสื่อมวลชน” จัดโดยสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยโครงการวิจัยมีเป้าหมายเพื่อนำเสนอโมเดลการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนท้องถิ่น ณ ห้องหว้ากอ 2 (สอวช.) อาคารจัตุรัสจามจุรี ชั้น 14 เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ
นายกิตติศัพท์ วันทา
นายกิตติศัพท์ วันทา เครือข่ายเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรชุมชนจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า เมื่อประมาณกลางเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2567 ได้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่น้ำต้นทางของอำเภอขุนยวม ส่งผลให้เกิด น้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม ในหลายหมู่บ้าน เช่น บ้านแม่ลาก๊ะ บ้านแม่โกปี่ ถูกตัดขาดจากเส้นทางเข้าออก หมู่บ้านบางส่วนถูกน้ำพัดเสียหาย บ้านแม่ลาก๊ะได้รับผลกระทบทั้งทางด้านสาธารณูปโภค ถนนสะพาน และการสัญจร โดยเฉพาะสะพานขาด เส้นทางหลักถูกตัดขาด รถไม่สามารถผ่านได้
นายกิตติศัพท์ กล่าวต่อ ชาวบ้านแม่ลาก๊ะและพื้นที่ใกล้เคียงมีการริเริ่มแนวคิดในการย้ายถิ่นฐานไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่า หลังจากสถานการณ์ภัยพิบัติซ้ำซาก และเมื่อความเสียหายรุนแรงเกินกว่าที่อยู่เดิมจะรองรับได้ การย้ายในบางกรณีมีการดำเนินการ “ย้ายสำเร็จ” แต่บ่อยครั้งก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ยากลำบาก เช่น การขาดทางเลือกของพื้นที่ปลอดภัย, ข้อจำกัดเรื่องสิทธิที่ดิน, งบประมาณ, ระบบสาธารณูปโภค และการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐ
นายกิตติศัพท์ชี้ว่า มีหลายปัจจัยที่ช่วยให้การตัดสินใจย้ายทำได้สำเร็จมากขึ้น ได้แก่ ความรุนแรงของเหตุการณ์ เมื่อภัยพิบัติครั้งหนึ่งมีผลกระทบรุนแรงทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ชุมชนมักตระหนักว่าอยู่ต่อไปมีความเสี่ยงสูง จึงยอมรับแนวทางย้ายถิ่นฐานง่ายขึ้น ผู้นำในชุมชนและความเชื่อทางวัฒนธรรม บทบาทของผู้นำจิตวิญญาณ ความเชื่อเรื่องสถานที่ปลอดภัย มีผลต่อการสร้างความตัดสินใจร่วมกันในชุมชน กระบวนการมีส่วนร่วม ชุมชนได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นต้น ทั้งการสำรวจพื้นที่ รายงานสิ่งที่ต้องการ วางแผนที่อยู่อาศัย การออกแบบชุมชนใหม่ ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของตนเอง การสนับสนุนจากภาครัฐและเครือข่าย หน่วยงานท้องถิ่น องค์กรพัฒนาเอกชน หรือเครือข่ายชุมชน มีบทบาทในการประสานงาน ให้ความช่วยเหลือเรื่องงบประมาณ สิ่งอำนวยความสะดวก และการรับรองในด้านสิทธิที่ดินหรือการยอมรับอย่างเป็นทางการ
นางสาวเฉลิมศรี ระดากูล
นางสาวเฉลิมศรี ระดากูล รองผู้อำนวยการ พอช.ได้กล่าวถึง บทบาทของสถาบันฯ ในการสนับสนุนงานจัดการภัยพิบัติของชุมชนท้องถิ่นว่า ภารกิจหลักของ พอช. ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของสังคมจากฐานล่าง ผ่านพลังของชุมชนและภาคประชาสังคม เพื่อให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย สามารถพึ่งพาตนเองและยืนหยัดได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน พอช. กำหนดเป้าหมายตาม แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560–2579) ว่า ภายในปี 2579 จะผลักดันให้ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งเต็มพื้นที่ประเทศไทย ผ่านการทำงานด้านสภาองค์กรชุมชน ความมั่นคงด้านสวัสดิการ การพัฒนาที่อยู่อาศัย และการยกระดับคุณภาพชีวิต
นางสาวเฉลิมศรีกล่าวต่อ หนึ่งในงานสำคัญที่สะท้อนบทบาทของ พอช. คือ โครงการบ้านมั่นคง ซึ่งแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย โดยใช้ยุทธศาสตร์ “การมีส่วนร่วมและการเป็นเจ้าของร่วม” เปิดโอกาสให้ชุมชนคิด ออกแบบ และตัดสินใจด้วยตนเอง รวมถึงรวมพลังเป็นกลุ่มหรือเครือข่ายเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง และผลักดันเชิงนโยบายระดับประเทศ ปัจจุบัน โครงการบ้านมั่นคงได้ดำเนินงานแล้วกว่า 1,700 ชุมชน ครอบคลุมครัวเรือนหลายแสนครัวเรือนทั่วประเทศ (ข้อมูล พอช. ปี 2568) ซึ่งถือเป็นรากฐานของการพัฒนาชุมชนให้สามารถรับมือกับทั้งปัญหาสังคม เศรษฐกิจ และภัยพิบัติ
พอช. ยังเน้นการสร้าง ฐานข้อมูลโดยชุมชนเอง เช่น การทำแผนที่ที่อยู่อาศัย การใช้เทคโนโลยี GPS และการสำรวจข้อมูลโดยคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ เพื่อใช้วางแผนด้านที่อยู่อาศัย การใช้ที่ดิน และการย้ายถิ่นฐานในกรณีภัยพิบัติ การมีข้อมูลเหล่านี้ทำให้ชุมชนสามารถออกแบบมาตรการป้องกันและฟื้นฟูได้อย่างตรงจุด การจัดการภัยพิบัติจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อชุมชนท้องถิ่นมีบทบาทนำ ทั้งในด้านการรับมือเฉพาะหน้า การสร้างรูปธรรมของแผนการจัดการภัยพิบัติ การวางระบบสวัสดิการช่วยเหลือกันในยามวิกฤติ ตลอดจนการวางแผนระยะยาวด้านอาชีพ การศึกษา และคุณภาพชีวิต พร้อมทำงานร่วมกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน เครือข่ายภาคประชาสังคม และสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างกลไกความร่วมมือและผลักดันสู่การแก้ปัญหาเชิงนโยบาย
“หัวใจของ พอช. คือการหนุนเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง สามารถดูแลตนเอง รับมือทั้งปัญหาที่อยู่อาศัย คุณภาพชีวิต และภัยพิบัติได้อย่างยั่งยืน” นางสาวเฉลิมศรีกล่าวสรุปทิ้งท้าย
นายเจตกรวีร์ จิรารัชตพงค์
นายเจตกรวีร์ จิรารัชตพงค์ ผู้ใหญ่บ้านดอยแหลม ต.ดอยลาง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่กล่าวว่า ได้เข้ามามีบทบาทช่วยเหลืองานในหมู่บ้าน ภายหลังผู้ใหญ่บ้านคนเดิมเสียชีวิตในเหตุการณ์ภัยพิบัติร้ายแรงเมื่อปี 2567 ซึ่งครบรอบหนึ่งปีที่ผ่านมาไม่นานเหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลให้ชุมชนสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน บ้านเรือนเสียหายจำนวนมาก ผู้คนต้องเผชิญกับความทุกข์ยากและความหวาดกลัวจากธรรมชาติที่ไม่อาจคาดการณ์ได้
นับจากวันนั้น ความรู้สึกของคนในชุมชนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แม้เสียงฝนที่เคยเป็นความสบายใจในอดีต บัดนี้กลับกลายเป็นเสียงที่ทำให้ผู้คนหวาดผวา เพราะทุกครั้งที่ฝนตกหนัก ย่อมมีความเสี่ยงจากน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มซ้ำเติม พื้นที่ดอยแหลมตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 1,000 เมตร และส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ก่อนปี 2562 ตามกฎหมาย พ.ร.บ.อุทยานฯ พื้นที่นี้ถือว่าผู้อยู่อาศัยอยู่โดยไม่ถูกกฎหมาย ต้องอยู่อย่างหวาดกลัวการถูกไล่รื้อ แต่เมื่อกฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้ ได้เปิดโอกาสให้ชุมชนมีสิทธิ์ในการอยู่อาศัยอย่างถูกต้องตามกระบวนการ
นายเจตกรวีร์กล่าวต่อ ชุมชนใกล้เคียง เช่น บ้านหัวแม่น้ำ ภาคใต้ และบ้านห้วยขาด ต้องเผชิญสถานการณ์คล้ายกัน โดยมีบางส่วนที่ต้องย้ายถิ่นฐานออกจากพื้นที่เสี่ยงอันตราย การย้ายครั้งนี้มีปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดขึ้นได้ ได้แก่ ความรุนแรงของเหตุการณ์ภัยพิบัติ เหตุการณ์ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน ทำให้ผู้คนเกิดความหวาดกลัวและยอมรับว่าจำเป็นต้องย้ายออกจากพื้นที่เสี่ยง บทบาทของผู้นำจิตวิญญาณในชุมชน ชุมชนปะกากะญอ มีผู้นำทางจิตวิญญาณที่ชี้แนะแนวทางการใช้ชีวิตและความปลอดภัย เมื่อผู้นำเห็นว่าสถานที่เดิมไม่ปลอดภัย จึงเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ชาวบ้านย้ายถิ่นฐาน กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน การตัดสินใจไม่ได้ถูกกำหนดโดยหน่วยงานภายนอกเพียงฝ่ายเดียว แต่เปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านเลือกแนวทางที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและความเชื่อของตนเอง การสนับสนุนจากหน่วยงานและสังคม แม้ระบบการจัดการภัยพิบัติอาจไม่สมบูรณ์ แต่ความช่วยเหลือจากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนทั่วไป ได้สร้างความเชื่อมั่นว่าชุมชนไม่ได้ถูกทอดทิ้ง



















