รมว.พม. ย้ำ “ไม่ว่าจะชาติพันธุ์ใด ทุกคนคือคนไทย ต้องได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม” ส่งมอบความห่วงใยจากภาครัฐ พร้อมเปิดโครงการ “ชมวิถีชาวเล” ผลักดันพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตชาวเล ขณะ พอช. ชี้การพัฒนาแบบมีส่วนร่วมคือหัวใจของความยั่งยืน พร้อมหนุนโครงการบ้านมั่นคง-พัฒนาอาชีพ
เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2568 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวง พม. และนายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ลงพื้นที่เพื่อรับฟังเสียงจากประชาชนกลุ่มเปราะบาง เยี่ยมชมวิถีชีวิต ติดตามการดำเนินงานในชุมชนชาติพันธุ์ชาวเลในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตและพังงา การสนับสนุนคุณภาพชีวิต การประกาศเขตคุ้มครองวิถีชีวิต การขับเคลื่อนชุมชนแบบมีส่วนร่วม และเปิดพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล “บ้านหินลูกเดียว” ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต
ชุมชนบ้านหินลูกเดียว เป็นชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวมอแกลน ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลอันดามันมายาวนาน โดยรัฐมนตรี พม. ได้พบปะและให้กำลังใจพี่น้องในชุมชน พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภคและเงินสงเคราะห์ครอบครัวเปราะบาง พร้อมเยี่ยมชมกลุ่มภูมิปัญญาสมุนไพรรักษาโรค และกลุ่มประมงพื้นบ้านในพื้นที่หลักหมุดเขตคุ้มครอง
“กระทรวง พม. ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตพี่น้องชาวเล ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ใด หากอาศัยอยู่บนแผ่นดินไทย ทุกคนคือลูกหลานของเรา ต้องได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม” นายวราวุธกล่าว พร้อมระบุว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงเพื่อรับฟังปัญหาเท่านั้น แต่ยังเป็นการเฉลิมฉลองและเชิดชูวิถีชีวิตของชาวมอแกลน ซึ่งมีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาเฉพาะตัวที่ควรได้รับการอนุรักษ์สืบไป
รมว.พม. ยังกล่าวอีกว่า เรานำความห่วงใยจากกระทรวงฯ มาสู่พี่น้องชาวเล ทั้งในรูปแบบของความช่วยเหลือเบื้องต้น และการผลักดันให้เกิดระบบการดูแลพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ โดยทำงานผ่านอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ในพื้นที่
นายวราวุธ ย้ำในช่วงท้ายว่า “ในยุคที่สังคมต้องเดินหน้าควบคู่กันทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจและความหลากหลายทางวัฒนธรรม รัฐต้องเป็นพลังสนับสนุน ไม่ใช่เพียงแค่การช่วยเหลือ แต่ต้องร่วมสร้างอนาคตให้กับชุมชนเหล่านี้ได้อย่างยั่งยืน”
ทั้งนี้ บ้านหินลูกเดียวได้รับการประกาศให้เป็น “เขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล” แห่งที่ 2 ของประเทศ และนับเป็นแห่งที่ 19 ของการคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศ ส่วนชุมชนบ้านแหลมหลา (ท่าฉัตรไชย) ซึ่งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง เป็นอีกหนึ่งชุมชนมอแกลนที่มีวัฒนธรรมผสมผสานกับคนในท้องถิ่นอย่างกลมกลืน
นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจในการพัฒนาองค์กรชุมชนให้เข้มแข็ง โดย พอช. ได้สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มเปราะบางผ่านโครงการต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีการดำเนินงานครอบคลุมทั้ง 18 ตำบล 3 อำเภอ คิดเป็น 100% ของพื้นที่จังหวัด โดยมีทั้งโครงการบ้านมั่นคง บ้านพอเพียง การแก้ไขปัญหาที่ดิน และกองทุนสวัสดิการชุมชน
นายกฤษดา กล่าวต่อ พอช. สนับสนุนโครงการบ้านมั่นคง จำนวน 16 โครงการ รวม 2,084 ครัวเรือน ด้วยงบสนับสนุนรวมกว่า 108 ล้านบาท และโครงการบ้านพอเพียงอีกเกือบ 500 ครัวเรือน รวมทั้งยังมีการสนับสนุนงานด้านสวัสดิการชุมชน การพัฒนาอาชีพ และการจัดการที่ดินทำกิน
“หัวใจของการพัฒนา คือการให้คนในชุมชนลุกขึ้นมาจัดการตนเอง พอช. ทำงานร่วมกับเครือข่ายชาวเลในรูปแบบคณะทำงานนโยบายระดับพื้นที่ (Area-based Policy Working Group) เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาสิทธิในที่ดินทำกิน การฟื้นฟูวิถีชีวิต และการอนุรักษ์ภูมิปัญญาชาวเล” นายกฤษดากล่าว
ข้อมูลล่าสุดยังระบุว่า กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลในจังหวัดภูเก็ตจำนวน 18 กองทุน มีสมาชิกกว่า 28,000 คน มีเงินกองทุนสะสมรวมกว่า 100 ล้านบาท และมีการให้สวัสดิการแก่สมาชิกกว่า 30,000 ราย
รมว.พม. และคณะ ยังได้เดินทางลงพื้นที่ จังหวัดพังงา เพื่อเปิดโครงการ “ชมวิถีชาวเล ยลเสน่ห์มานิ – Charming of the Sea, Let’s See Mountain 2025” และเยี่ยมชมนิทรรศการ “พระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์: พลังที่ถูกส่งต่อจากภูเขาถึงทะเล” ซึ่งเน้นย้ำบทบาทของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลและชาวมานิในฐานะผู้ดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และผู้สืบสานวัฒนธรรมดั้งเดิม
กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลในภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามันของไทย ได้แก่ มอแกน มอแกลน และอูรักลาโว้ย รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ชาวมานิที่อาศัยในพื้นที่ป่า ต่างมีวิถีชีวิตและอัตลักษณ์เฉพาะที่ต้องได้รับการส่งเสริม คุ้มครอง และพัฒนาอย่างเคารพในความหลากหลายทางวัฒนธรรม
การลงพื้นที่ในครั้งนี้ สะท้อนเจตนารมณ์ของรัฐบาลและ พม. ในการผลักดันให้ “ทุกคนบนแผ่นดินไทย ไม่ว่าจะอยู่บนเขา หรือริมทะเล ต้องได้รับโอกาสในการมีชีวิตที่ดี มีศักดิ์ศรี และสามารถรักษาอัตลักษณ์ของตนเองไว้ได้อย่างมั่นคง”
















