กรุงเทพฯ/วันที่ 12–13 พฤษภาคม 2568 – สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนัก 6 จัดเวที “คนรุ่นใหม่คืนถิ่น 2” โดยมีผู้เข้าร่วมจากเครือข่ายโครงการคนรุ่นใหม่ทั่วประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนบทเรียน สร้างเครือข่าย และขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติจริงในพื้นที่ กว่า 250 คน ณ โรงแรมบ้านไทย บูทิก โฮเทล เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร
เวทีครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสะท้อนความก้าวหน้าของโครงการ Movement คนรุ่นใหม่ปีที่ 2 โดยเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ สร้างความเชื่อมโยงข้ามพื้นที่ และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายจากฐานปฏิบัติที่แท้จริง เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระดับจังหวัด ภูมิภาค และประเทศ
“คนรุ่นใหม่คือพลังเปลี่ยนแปลงประเทศ” ชวนใช้เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เต็มที่
นางสาวเฉลิมศรี ระดากูล รองผู้อำนวยการ พอช. กล่าวถึง เวที “คนรุ่นใหม่คืนถิ่น 2” ว่า เป็นการรวมพลังและศักยภาพของคนรุ่นใหม่ พร้อมย้ำว่าเยาวชนคือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศและสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม “เมื่อได้เห็นกิจกรรมของน้อง ๆ โดยเฉพาะในช่วงแรกที่ร่วมเล่นเกมกับพี่แคน ก็รู้สึกได้ถึงพลังที่เปี่ยมล้น และเชื่อมั่นว่านี่คือพลังแห่งการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงประเทศ”
เวทีในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงพิธีเปิดตามรูปแบบทั่วไป แต่เป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้ร่วมกัน พร้อมเชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมแสดงพลัง เสนอความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในประเด็นสำคัญอย่าง “การสะท้อน” และ “การแลกเปลี่ยน” ซึ่งเป็นหัวใจของกระบวนการเรียนรู้ เราต้องการให้วันนี้ไม่ใช่แค่การมาเล่าว่าทำอะไรหรือเกิดอะไรขึ้น แต่เป็นวันที่ทุกคนได้กลับมาอยู่กับตัวเอง ทบทวน และเรียนรู้ไปด้วยกัน” นางสาวเฉลิมศรี กล่าวทิ้งท้าย
ชู “คนรุ่นใหม่คืนถิ่น” คือพลังเปลี่ยนแปลงสังคม ย้ำต้องเสริมแรง-ส่งต่ออย่างต่อเนื่อง
นางเข็มเพชร เลนะพันธ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า การจัดเวทีในครั้งนี้คือกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่าง สสส. พอช. และเยาวชนจากทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันจุดประกายและผลักดันการขับเคลื่อนพลังของคนรุ่นใหม่ในระดับพื้นที่ สู่ระดับจังหวัดและระดับประเทศ เป้าหมายของเวทีนี้คือการเรียนรู้จากคนหนุ่มสาวที่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงชุมชน สร้างแรงบันดาลใจ เติมพลัง และเสริมแรงให้กันและกัน เพราะการสร้างมูฟเมนต์คนรุ่นใหม่จะเกิดขึ้นจริงได้ ต้องมีการส่งต่อและทำอย่างต่อเนื่อง
นางเข็มเพชร กล่าวต่อ สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างพลังร่วมของคนรุ่นใหม่ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมแสดงความภาคภูมิใจที่ได้เห็นพลังจากคนที่ทำงานจริงในพื้นที่ ซึ่งสะท้อนถึงความเข้มแข็งของกระบวนการพัฒนาชุมชน แม้จะมีความท้าทาย แต่ขอให้เชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงไม่ไกลเกินจริง หากพลังของคนรุ่นใหม่ยังคงก้าวเดินอย่างมั่นคง เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงสังคม และประเทศไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง
“คนรุ่นใหม่กับการคืนถิ่น” ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือการออกแบบชีวิตร่วมกับชุมชน
นายวิธี วิสุทธิ์อัมพร จากกลุ่ม CROSSs กล่าวถึง “คนรุ่นใหม่คืนถิ่น 2” ว่า การกลับบ้านหรือทำงานพัฒนาชุมชน ไม่ใช่เพียงทางเลือกของคนรุ่นใหม่ แต่คือการออกแบบเส้นทางชีวิตที่มีความหมายร่วมกับผู้อื่น ตลอดเวลากว่าทศวรรษของการทำงานในพื้นที่ ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเล่าเรื่องของตัวเอง หากแต่อยู่ที่การค้นพบคุณค่าและความหมายของงานที่ทำ โดยเริ่มต้นจากกลุ่มเล็ก ๆ ในช่วงเรียนหนังสือ จนเติบโตสู่การก่อตั้งบริษัทและร่วมงานกับเครือข่ายต่าง ๆ
“เราเริ่มจากคำถามว่า จะออกแบบอะไรให้โลกดีขึ้นได้บ้าง ไม่ใช่แค่ออกแบบตึกหรือแปลน แต่เป็นการออกแบบความเป็นไปได้ของชีวิตให้กับคนอื่นด้วย”
นายวิธี ย้ำว่า ประสบการณ์การทำงานกับชุมชนทำให้เข้าใจว่าสถาปัตยกรรมที่แท้จริง คือการทำงานร่วมกัน รับฟัง และชวนกันออกแบบอนาคต โดยไม่ยึดติดว่าต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่เปิดพื้นที่ให้คนในชุมชนได้แสดงความสามารถและร่วมออกแบบชีวิตของตนเอง วันนี้เราอาจเห็นแม่บ้านกลายเป็นผู้ออกแบบบ้านร่วมกับเพื่อนบ้าน หรือหมอที่ใช้เครื่องมือแพทย์มาวางผังชุมชน สิ่งเหล่านี้คือพลังของการมีส่วนร่วม ที่ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าเขาก็มีสิทธิ์ออกแบบชีวิตของตัวเองได้
สิ่งที่ทำให้อยากทำงานต่อไปไม่ใช่ชื่อเสียงหรือรายได้ แต่คือความรู้สึกว่างานมีคุณค่าและเดินไปพร้อมกับคนที่เชื่อในเป้าหมายเดียวกัน พร้อมหวังว่าคนรุ่นใหม่ทุกคนจะได้พบเจอคุณค่าเช่นนั้นในเส้นทางของตนเองเช่นกัน.นายวิธี กล่าวทิ้งท้าย
พลังคนรุ่นใหม่ “หัวใจงานพัฒนา” พร้อมหนุนเดินตามฝัน สร้างสรรค์สังคมเกื้อหนุน
นางสาวสุมล ยางสูง ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. กล่าวถึง พลังของคนรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมกิจกรรมด้านการพัฒนาชุมชนในช่วงหลังว่า วันนี้เราได้เห็นพลังของน้อง ๆ เยอะมากจริง ๆ ต่างจากเมื่อก่อนที่มีเพียงกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้นที่สนใจงานพัฒนา ซึ่งถือเป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะหลายคนมักมองหางานที่เป็นกระแสนิยม หรือมุ่งหน้าสู่สายอาชีพในระบบ โลกที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์โควิด-19 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกเกิดการเชื่อมโยงกันมากขึ้น เกิดพื้นที่ใหม่สำหรับการทำงานขององค์กรสังคม และเปิดโอกาสให้เยาวชนจำนวนมากเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาชุมชน จากที่เคยมีแค่ 50-60 คนที่สนใจ วันนี้เรามีน้อง ๆ เป็นร้อย ที่ลุกขึ้นมาร่วมออกแบบการเปลี่ยนแปลง เราได้เห็นหัวใจของการทำงานพัฒนาอย่างแท้จริง
นางสาวสุมล ยังเน้นย้ำว่า ทั้ง พอช. และภาคีอย่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีความเข้าใจในความฝันของคนรุ่นใหม่ และต้องการสนับสนุนให้เยาวชนได้กลับไปทำในสิ่งที่รัก มากกว่าจะยึดติดกับกรอบที่สังคมวางไว้
“วันนี้เราเหมือนมาเติมพลังให้กันและกัน และสิ่งสำคัญที่สุดคือ พวกเราอยากเห็นน้อง ๆ ได้เดินตามความฝันของตัวเอง พร้อมกับเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนชุมชนและสังคมไทยต่อไป”
“คนรุ่นใหม่ จุดเปลี่ยนของชุมชนและสังคมไทย”
นางสาวสมสุข บุญญบัญชา ประธานคณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงและที่ดิน กล่าว ถ้าพวกเราไม่เข้ามาสู่โครงการพัฒนาร่วมกับท้องถิ่น จะเสียโอกาสในการเข้าระบบทุนนิยม ทางรอดจะอยู่กับคนรุ่นใหม่คือพวกเรา สิ่งที่จะแก้ได้คือไปสู่พื้นที่ ที่เราจะสร้างพลังใหม่ขึ้นมาคือพื้นที่คนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงสังคม ทำงานกับท้องถิ่น ความเป็นชุมชน ความเชื่อมโยง ธรรมชาติ ทรัพยากร สร้างกำลังความเปลี่ยนแปลง จะเป็นพลังการเปลี่ยนแปลงที่หนักแน่น มีบทบาท มีเสียง ในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จนมาถึงวันนี้ที่สร้างกลไกใหม่ในการพัฒนา ของพอช.จะเป็นเรื่องของชุมชนเข้มแข็ง โดยมีประชาชนเป็นตัวตั้ง เพื่ออำนวยในการที่ทุกคนเป็นตัวตั้งได้จนมาถึงโครงการคนรุ่นใหม่นี้
น้องๆต้องกล้าคิดพื้นที่ของคนรุ่นใหม่ที่สร้างต่อไป สร้างเนื้อหาของการพัฒนาพื้นที่สังคม สร้างอนาคตของคนรุ่นใหม่ สร้างพลังในการทำงาน พร้อมที่จะเรียนรู้ ในขบวนเมืองหรือชนบทมีพวกเราเป็นแสงสว่างในอนาคต การพัฒนาประเทศไทยต้องใช้พลังคนรุ่นใหม่ ขอยืมพลังพวกเราอันใหม่นี้เพื่อพัฒนาต่อไป ขอเป็นกำลังใจ พร้อมเดินหน้าไปด้วยกันเต็มที่
“จากแพสชั่นสู่นิสัย: การสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยคนตัวเล็ก”
นายมณฑล จันทร์แจ่มใส อาจารย์มหาลัยราชภัฏพระนคร เล่าถึงประสบการณ์การทำงานกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ตั้งแต่ปี 2552 โดยเริ่มจากการทำงานฟื้นฟูสลัม ซึ่งในช่วงแรกอาจเกิดจากแรงบันดาลใจหรือแพชชั่น แต่สิ่งที่ทำให้สามารถทำงานต่อเนื่องได้จนถึงปัจจุบันคือ “นิสัย” ที่ฝังอยู่ในตัวเอง จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตเกิดจากความสงสัยว่าทำไมการออกแบบตึกหรือผังเมืองถึงยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จนได้คำตอบว่า การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจาก “คน” นั่นจึงทำให้เขาเปลี่ยนเส้นทางมาเป็นอาจารย์ เพื่อขับเคลื่อนสังคมให้ดีขึ้น และเริ่มพานักศึกษาไปทำงานจริงในพื้นที่ ขอย้ำว่าความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงนั้นมาจากสองสิ่งสำคัญคือ “ความสามารถ” และ “โอกาส” พอช. และ สสส. เป็นกลไกในการพัฒนาคนและชุมชน ให้คนตัวเล็กมีพื้นที่ มีตัวตน และได้รับการยอมรับจากสังคม เพื่อก้าวไปสู่การได้รับทุน สนับสนุน และโอกาสในการสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อไป
เวทีครั้งนี้ยังได้รวบรวมผลการดำเนินโครงการ Movement คนรุ่นใหม่ในปีที่ผ่านมา ซึ่งสามารถสร้างแกนนำคนรุ่นใหม่รุ่นที่ 2 ได้จำนวน 714 คน จาก 67 โครงการทั่วประเทศ เกิดกลุ่มเครือข่ายใหม่ 111 กลุ่ม และมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใน 82 พื้นที่ รวมถึงการเชื่อมโยงภาคีอย่างหลากหลายจนเกิดเป็นเครือข่ายคนรุ่นใหม่ที่เข้มแข็ง
ไฮไลต์สำคัญคือวงเสวนา “คืนถิ่น เปลี่ยนทาง สร้างทิศใหม่” ซึ่งถ่ายทอดบทเรียนจากคนรุ่นใหม่คืนถิ่นรุ่นที่ 1 ที่สะท้อนภาพการกลับบ้านเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง เป็นพลังสำคัญของการพัฒนาชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสังคมที่ดีขึ้นจากฐานรากของคนในท้องถิ่นเอง เวที “คนรุ่นใหม่คืนถิ่น 2” ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการต่อยอดพลังของเยาวชน ให้เติบโตเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ของตนเอง และขยายผลสู่การเปลี่ยนแปลงระดับประเทศในอนาคต






































