เครือข่ายประชาชนอีสาน 20 จังหวัดรวมพลังหนุน พ.ร.บ.ใหม่ พลิกหน้าประวัติศาสตร์งานสวัสดิการไทย ฟังเสียงประชาชน หนุนกฎหมายสวัสดิการชุมชน ยกระดับเป็นนิติบุคคล ผลักดัน พ.ร.บ. สร้างระบบดูแลกันเองในชุมชนอย่างยั่งยืน
เวทีวิพากษ์ ร่าง พ.ร.บ.สวัสดิการสังคม ภาคอีสาน
ขอนแก่น / 29 เมษายน 2568 – สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวง พม. ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) พระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีผู้เข้าร่วมจากผู้แทนกองทุนสวัสดิการชุมชน องค์กรสาธารณประโยชน์ หน่วยงานภาครัฐ และเครือข่ายประชาสังคมจาก 20 จังหวัดในภาคอีสาน กว่า 180 คน ณ โรงแรมราชาวดี รีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
การแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่อร่างกฎหมายฯ
เวทีในครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่อร่างกฎหมายที่มีสาระสำคัญ 7 หมวด 40 มาตรา โดยเน้นการปรับปรุงเนื้อหาตามบริบทสังคมและการยกระดับองค์กรสวัสดิการชุมชนเป็นนิติบุคคล
นางละอองดาว สีจันทร์แจ้ง
นางละอองดาว สีจันทร์แจ้ง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมสวัสดิการสังคม กล่าวพร้อมย้ำว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะไม่สร้างภาระแก่ประชาชน แต่จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยจัดระบบการดูแลกันในชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นายสุพล บริสุทธิ์
นายสุพล บริสุทธิ์ อดีตที่ปรึกษาด้านกฎหมาย สป.พม. ชี้แจงเนื้อหาหลักของร่างกฎหมาย โดยระบุว่ากระบวนการวิพากษ์จะจัดใน 4 ภาค และเปิดให้แสดงความคิดเห็นผ่านระบบ Law Portal เพื่อรวบรวมทุกเสียงก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐบาล
นายวิริยะ แต้มแก้ว
ขณะที่ นายวิริยะ แต้มแก้ว ผู้ช่วย ผอ.พอช. กล่าวถึงสาระสำคัญของ “หมวด 7” ที่เสนอโดยเครือข่าย 5 ภาค เพื่อยกระดับกองทุนสวัสดิการชุมชนให้เป็นนิติบุคคลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สร้างความยั่งยืน โปร่งใส แยกทรัพย์สินชัดเจน และเปิดทางให้สามารถรับการสนับสนุนจากภาคเอกชนได้มากขึ้น
นายสิน สื่อสวน
ด้าน นายสิน สื่อสวน ที่ปรึกษาเครือข่ายสวัสดิการชุมชน กล่าวถึงอุดมการณ์ของขบวนสวัสดิการที่เริ่มต้นจากแนวคิด “การพึ่งตนเอง” โดยตลอด 22 ปีที่ผ่านมา กองทุนสวัสดิการได้เติบโตและเป็นพลังสำคัญของชุมชนที่ช่วยแบ่งเบาภาระภาครัฐ พร้อมย้ำว่าการจดทะเบียนนิติบุคคลเป็นทางเลือกโดยสมัครใจ มิใช่การบังคับ
ผลจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเวทีครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว พร้อมเสนอให้เพิ่มเติมข้อบังคับที่ชัดเจนในประเด็นเงินสมทบ การบริหารกองทุน และบทบาทของนายทะเบียน โดยข้อเสนอทั้งหมดจะถูกรวบรวมไปสู่เวทีวิพากษ์ในภูมิภาคอื่น เพื่อให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง













