พม.-พอช. ผนึกกำลังจัดเวทีภาคเหนือ เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่างกฎหมายสวัสดิการสังคมฉบับใหม่ มุ่งยกระดับองค์กรชุมชนเป็นนิติบุคคล เสริมความเข้มแข็งและการคุ้มครองทรัพย์สิน
เวทีวิพากษ์ ร่าง พ.ร.บ.สวัสดิการสังคมภาคเหนือ
เชียงใหม่ – 24 เมษายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ร่วมจัดเวทีวิพากษ์ (ร่าง) พระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม (ฉบับที่..) พ.ศ. …. ภาคเหนือ โดยมีผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน อาทิ ตัวแทนกองทุนสวัสดิการชุมชน องค์กรสาธารณประโยชน์ หน่วยงานรัฐ และนักวิชาการ จำนวน 150 คน ณ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ จังหวัดเชียงใหม่
นางสาวสุชาดา หมื่นกล้า
นางสาวสุชาดา หมื่นกล้า รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เป็นประธานเปิดเวที พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับปรุงกฎหมายให้ทันกับบริบทสังคม และเปิดรับความคิดเห็นจากทุกฝ่าย สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว ได้แก่ การขยายวาระกรรมการ ก.ส.ค. จาก 2 ปี เป็น 4 ปี เพิ่มอำนาจ อปท. ในการจัดสวัสดิการเฉพาะพื้นที่ เพิ่มแหล่งที่มาของเงินกองทุน และการยกฐานะองค์กรสวัสดิการชุมชนเป็นนิติบุคคล ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นคงด้านทรัพย์สินและเพิ่มศักยภาพในการระดมทุน
นายสุพล บริสุทธิ์
นายสุพล บริสุทธิ์ อดีตที่ปรึกษาด้านกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (สป.พม.) กล่าวในเวทีวิพากษ์ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ว่า ร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้มีทั้งหมด 7 หมวด 40 มาตรา และอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นทั้งในรูปแบบเวที 4 ภาค และผ่านระบบออนไลน์ Law Portal สาระสำคัญที่มีการปรับปรุง ได้แก่ :บทนำ: ปรับระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายให้เริ่ม 20 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา คำนิยามใหม่: เพิ่มคำจำกัดความของ “สวัสดิการสังคม” และ “นักสังคมสงเคราะห์” หมวด 2: ปรับองค์ประกอบและวาระของคณะกรรมการ ก.ส.ค. จาก 2 ปี เป็น 4 ปี พร้อมขยายอำนาจหน้าที่ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ใหม่ หมวด 3: เพิ่มบทบาท อปท. และคณะกรรมการสวัสดิการสังคมจังหวัด ในการระดมทุนและดูแลสวัสดิการในพื้นที่
หมวด 4: เพิ่มช่องทางการได้มาของเงินกองทุน หลักเกณฑ์การลงทุน และอำนาจการบริหารเงินให้คล่องตัวมากขึ้น หมวด 5: สนับสนุนการจัดตั้งเครือข่ายองค์กรสาธารณประโยชน์ และขยายบทบาทในการจัดสวัสดิการ หมวด 6: คงรูปแบบองค์กรสวัสดิการชุมชนไว้ตามเดิม หมวดใหม่ หมวด 7: เพิ่มหมวด “องค์กรสวัสดิการชุมชนนิติบุคคล” เพื่อยกระดับการดำเนินงานของชุมชนให้สามารถถือครองทรัพย์สิน ทำสัญญา และบริหารงานได้ในนามองค์กร
ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ถือเป็นความพยายามในการขับเคลื่อนระบบสวัสดิการชุมชนอย่างยั่งยืน โดยการให้ความสำคัญกับบทบาทของภาคประชาชนในการออกแบบและจัดการระบบสวัสดิการในระดับท้องถิ่น ในขณะเดียวกันยังเสริมความเข้มแข็งของภาครัฐในการสนับสนุนและกำกับดูแลผ่านกลไกใหม่ที่มีความยืดหยุ่นและทันสมัยมากยิ่งขึ้น
นายวิริยะ แต้มแก้ว
นายวิริยะ แต้มแก้ว ผู้ช่วย ผอ.พอช. อธิบายถึงที่มาและความจำเป็นในการเสนอหมวดใหม่ในร่าง พ.ร.บ. ที่จะทำให้กองทุนสามารถทำธุรกรรมทางกฎหมายได้โดยไม่กระทบต่อบุคคลใด และส่งเสริมการรับบริจาคจากเอกชนโดยสามารถออกใบกำกับภาษีได้
นายสิน สื่อสวน
นายสิน สื่อสวน ที่ปรึกษาเครือข่ายสวัสดิการชุมชน 5 ภาค ระบุว่า เวทีนี้เป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างภาครัฐและประชาชน และเน้นว่าการยกร่างควรคำนึงถึงความเป็นเจ้าของของชุมชนและสิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง
ข้อเสนอจากเวที อาทิ ควรเพิ่มนิยามให้องค์กรสวัสดิการชุมชนนิติบุคคลครอบคลุมในกฎหมาย ควรเลือกตั้งประธาน ก.ส.ค. ระดับจังหวัด และเปิดทางให้เกิดการระดมทุนจากมวลชน (crowdfunding) ได้
เวทีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการจัดเวทีทั่วประเทศ ก่อนเสนอร่างฉบับสมบูรณ์เข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติเพื่อรับรองเป็นกฎหมาย โดยหวังให้ชุมชนมีสิทธิในการจัดการสวัสดิการตนเองอย่างแท้จริง ความเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้จากเวทีภาคเหนือ จะถูกนำไปรวบรวมกับอีกการจัดเวที 3 ภาค ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 30 เมษายน 2568 ณ จังหวัดขอนแก่น ภาคใต้ วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช และภาคกรุงเทพฯ ปริมณฑลและตะวันออก และภาคกลางและตะวันตก วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ณ กรุงเทพมหานคร
















