กรุงเทพมหานคร / 8 มีนาคม 2568 เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชน 5 ภาค ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. จัดเวที Workshop ยกระดับกองทุนสวัสดิการชุมชน โดยมีผู้นำจากกองทุนสวัสดิการชุมชน ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการสวัสดิการชุมชน ผู้บริหารพร้อมเจ้าหน้าที่สถาบันฯ และหน่วยงานภาคี อาทิ วิทยาลัยพัฒนาศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เข้าร่วมกว่า 80 คน ณ ห้องประชุมกรุงเทพ บอลล์รูม โรงแรมรอยัลซิตี้ แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ
นางวารุณี สกุลรัตนธารา
นางวารุณี สกุลรัตนธารา คณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวถึง วัตถุประสงค์ของการจัดเวที Workshop ที่จัดขึ้นนี้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ความรู้แนวทางการทำงานในพื้นที่ เป็นต้นแบบในการเรียนรู้ เกิดการขยายผลการสร้างแรงบันดาลใจ สร้างแรงกระตุ้นเพื่อการพัฒนายกระดับงานสวัสดิการชุมชน สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับเครือข่ายกองทุน และประสานการทำงานนำไปสู่การจัดทำแผนการขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการชุมชน และเกิดการนำความรู้ประสบการณ์ของกองทุนสวัสดิการชุมชน ไปพัฒนา และถ่ายทอดให้ความรู้แก่กองทุนอื่น เกิดการต่อยอดพัฒนางานสวัสดิการให้แข้มแข็งต่อไป
นายวิชัย นะสุวรรณโน
กองทุนสวัสดิการชุมชน สร้างสังคมเข้มแข็ง
นายวิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการสถาบันฯ กล่าวว่า 8 กองทุนสวัสดิการชุมชนที่ได้รับรางวัลองค์กรสวัสดิการชุมชนดีเด่นในปีนี้ ถือเป็นกองทุนสวัสดิการชุมชนต้นแบบ ที่จะนำแนวคิดการขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการชุมชนไปขยายผลต่อ รวมไปถึงหลาย ๆ กองทุนที่ได้รับรางวัลในปีที่ผ่านมาแล้ว ด้วยว่า กองทุนสวัสดิการชุมชน เราเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2547 ด้วยเหตุจากที่พี่น้องชุมชนคิดว่า จะทำอย่างไรให้คนส่วนใหญ่ของประเทศเข้าถึงระบบสวัสดิการ ซึ่งที่ผ่านมาพี่น้องชุมชนก็ได้จัดรูปแบบสวัสดิการอยู่บ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจัดสรรเงินจากกลุ่มออมทรัพย์มาจัดสวัสดิการ หรือกองทุนฌาปนกิจ ทว่า ที่มีอยู่ยังไม่ครอบคลุม จึงนำไปสู่ “การจัดสวัสดิการตั้งแต่เกิดจนตาย” ภายใต้หลักการ “ให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี” และแนวคิดของ ศ.ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ‘คุณภาพแห่งชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน’
นายวิชัย กล่าวต่อไปอีกว่า สถานะปัจจุบัน มีกองทุนสวัสดิการชุมชนรวม 6,000 กองทุน มีสมาชิกกว่า 6.6 ล้านคน เงินกองทุนสะสมกว่า 23,000 ล้านบาท ซึ่งที่มาของเงินดังกล่าวมาจากเงินสมทบของพี่น้องสมาชิกกองทุน นอกจากนั้น การขับเคลื่อนงานของเครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนดำเนินการภายใต้แผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ทำให้เกิดพื้นที่รูปธรรมความสำเร็จกระจายอยู่ทั่วประเทศ หน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนให้การยอมรับ สนับสนุนการทำงานร่วมที่สำคัญในช่วงเกิดวิกฤติโควิดระบาด ภัยพิบัติน้ำท่วม กองทุนสวัสดิการชุมชนสามารถเข้าไปช่วยเหลือดูแลกันและกันได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้กองทุนสวัสดิการชุมชนมีความเข้มแข็งและมีมาตรฐาน จึงได้มีการรับรองมาตรฐานกองทุนสวัสดิการชุมชน เป็นการการันตีว่ากองทุนมีความน่าเชื่อถือ นำไปสู่การเสนอต่อระดับนโยบายให้มีการสมทบงบประมาณอย่างต่อเนื่อง และเหมาะสมสอดคล้องกับจำนวนสมาชิก
ทิศทางที่ต้องยกระดับต่อเนื่อง
1) ระดับนโยบาย
ประเด็นที่1 ได้ดำเนินการปรับปรุง ร่าง พ.ร.บ.สวัสดิการสังคม ให้มีสาระสำคัญของกองทุนสวัสดิการชุมชนเพิ่มเติม โดยจะมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ ในช่วงเดือนเมษายน 2568
ประเด็นที่2 มาตรการลดหย่อนภาษี เพื่อเป็นแรงจูงใจให้กับภาคเอกชนที่มาร่วมสมทบเงินกองทุนสวัสดิการชุมชน สามารถไปลดหย่อนภาษีได้
ประเด็นที่3 การออกระเบียบการหนุนเสริมของท้องถิ่นให้ท้องถิ่นสามารถสมทบกองทุนได้โดยไม่ผิดระเบียบ
ประเด็นที่4 ความร่วมมือกับ พม. ที่จะดำเนินการเรื่องจังหวัดสวัสดิการชุมชน
ประเด็นที่5 การปรับระเบียบสมทบให้สอดคล้องกับปัจจุบัน เนื่องจากมีการจัดรูปแบบสวัสดิการที่หลากหลายมากขึ้น
2) ระดับพื้นที่
การขยายสมาชิกให้ครอบคลุมถึงพี่น้องที่ยากไร้ให้มากขึ้น หนุนการพัฒนาคิดค้นนวัตกรรมสวัสดิการชุมชน และการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกองทุนสวัสดิการชุมชนด้วยการใช้โปรแกรมสวัสดิการ
อย่างไรก็ตาม นายวิชัย ยังได้กล่าวถึงความท้าทายของเครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนที่จะขับเคลื่อนไปข้างหน้าว่า…จะต้องมีการฟื้นฟู แนวคิดอุดมการณ์การจัดสวัสดิการชุมชนให้ชัดเจนต่อเนื่อง ทำให้กลไกการทำงานในทุกระดับให้มีความเข้มแข็ง สามารถหนุนเสริมการทำงานร่วมกันได้ เชื่อมโยงเครือข่ายภาคีที่ทำงานคล้ายคลึงกันเข้ามาร่วมทำงานมากขึ้น และต้องผลักดันให้รัฐบาลสมทบงบประมาณอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับสถานะของสมาชิกกองทุน สำคัญ คือ การทำให้ทีม พอช. หนุนเสริมการทำงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้ไปสู่เป้าหมายที่มุ่งหวังร่วมกันได้
สรุปผลกองทุนสวัสดิการชุมชนได้รับรางวัลองค์กรสวัสดิการชุมชน ปี 2559 – 2567
การพิจารณารางวัลองค์กรสวัสดิการชุมชน จัดขึ้นทั้งหมดเป็นจำนวน 8 ครั้ง ในช่วงที่ผ่านมา จำนวนรางวัลที่ได้รับรางวัลทั้งหมด จำนวน 66 กองทุน ซึ่งมีการปรับประเภทรางวัลให้สอดคล้องกับสถานการณ์และการขับเคลื่อนงานในสังคมในแต่ละปี เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงานของกองทุน และได้มีการวิเคราะห์ถึงศักยภาพกองทุนที่เข้ารับรางวัล ฯ ทั้ง 5 ภาค โดยกองทุนสร้างการมีส่วนร่วม สร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ ใช้บทบาทของกองทุนขับเคลื่อนงาน ใช้ปัญหาของกองทุนเป็นแนวทางในการช่วยเหลือคนในชุมชนในเรื่องต่าง ๆ เช่น กองทุนบาโงยซิแน จัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาด้านครอบครัว , กองทุนแม่ฮี้ ส่งเสริมโรงเรียนผู้สูงอายุ , กองทุนหนองบัว ส่งเสริมการจัดการขยะ ผ้าป่าขยะ ฯลฯ
จะเห็นได้ว่ากองทุนสวัสดิการเข้าไปมีบทบาท สร้างการพัฒนาในพื้นที่ ผลักดันให้เกิดหลักประกัน สนับสนุนการพัฒนามิติต่าง ๆ ในพื้นที่ และส่งเสริมวัฒนธรรมสังคม รวมทั้งเกิดกระบวนการสร้างความรับรู้ ความเชื่อมั่นให้แก่ภายนอก สร้างการมีส่วนร่วม เชื่อมโยงประสานงานกับภาคส่วนต่าง ๆ และมีหลักธรรมภิบาลชุมชน , กองทุนสวัสดิการมีการจัดการระบบการทำงาน และระบบเกื้อกูลกันในสังคม สามารถเป็นต้นแบบที่ดีให้กับกองทุนอื่น ๆ ต่อไปได้
บทเรียนสำคัญ การยกระดับกองทุนเป็นพื้นที่ต้นแบบจากกองทุนสวัสดิการชุมชนที่ได้รับรางวัลองค์กรสวัสดิการชุมชน
นายสุวัฒน์ ดาวเรือง ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนบ้านส้อง อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี : จากปัญหายาเสพติดเรื้อรังในชุมชน นำสู่การจัดสวัสดิการชุมชนให้กับผู้นำที่เสียสละในการทำงานให้กับชุมชน การจัดการสิ่งแวดล้อมในชุมชน ช่วยเหลือสมาชิกเมื่อประสบภัยพิบัติอย่างทันท่วงที และการจัดสวัสดิการรูปแบบอื่น ๆ อีกมากมาย จนได้รับฉายา “กองทุนสวัสดิการชุมชนขากิ้งกือ” ด้วยความร่วมมือร่วมใจของสมาชิกที่มีความสามัคคีกัน
นางนัยนา ศรีเลิศ กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลคอรุม อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ : การช่วยเหลือเร่งด่วน คือ การจุดประกายของการสร้างระบบสวัสดิการชุมชน และเมื่อชีวิตฟื้นตัวแล้ว นำไปสู่การสร้างอาชีพให้คนมีรายได้ จึงหาทุนที่เป็นอัตลักษณ์ของตนเองขึ้นมาพัฒนาเป็นอาชีพ นั่นคือ การเลี้ยงหอยขม ต่อยอดเป็นการท่องเที่ยวโดยชุมชน มีเมนู “หอยขมสามรส” เป็นจุดขาย
นายเฉลิมเกียรติ ตะดวงดี หัวหน้างานกิจการนักศึกษา วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ : ว.ป๋วย หนุนเสริมร่วมกับ พอช. ในเรื่องการถอดบทเรียนกองทุนสวัสดิการชุมชนที่ได้รับรางวัล ใช้พื้นที่กองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นห้องเรียนให้กับนักศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งถือได้ว่าการดำเนินการของกองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นโมเดลการพัฒนาที่ชุมชนเป็นเจ้าของ
ผศ.ดร.จิตติ มงคลชัยอรัญญา
การสร้างนวัตกรรมเพื่อยกระดับงานกองทุนสวัสดิการชุมชน
ผศ.ดร.จิตติ มงคลชัยอรัญญา คณบดีวิทยาลัยโลกคดีศึกษา ได้ให้มุมมองที่เป็นความท้าทายของกองทุนสวัสดิการชุมชนน่าสนใจ คือ ระบบการบริหารกองทุนที่มีความโปร่งใส เห็นความยั่งยืน ซึ่งจะไปได้นั้น ต้องมีวิธีการที่เป็นขั้นเป็นตอน เริ่มที่การทำความเข้าใจกับปัญหาพร้อมสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วกำหนดปัญหาที่ต้องการแก้ไขให้ชัดเจน ระดมความคิดที่สร้างสรรค์เพื่อแก้ไข ด้วยการใช้คำถามที่เปิดความคิดให้กว้าง เช่น เราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นต้น จากนั้นจึงสร้างต้นแบบเพื่อทดลองทำ ถ้าได้ผลดีจึงปรับปรุงพัฒนา ประยุกต์ใช้ต่อ
เน้นย้ำว่า ทุกอย่างที่ทำงาน คือ ปัจจัยนำเข้าในการสร้างนวัตกรรม ที่จะมองจากจุดเล็กโยงไปสู่เรื่องใหญ่ แล้วทำให้เห็นความเชื่อมโยงของการพัฒนาแบบ Snowball คิดค้นแนวทาง นวัตกรรมต่าง ๆ ในชุมชน เพื่อส่งเสริม สร้างสรรค์กระบวนการพัฒนา ยกระดับงานของชุมชน ผ่านกระบวนการ ปรับปรุงแก้ไขและทดลอง จนสามารถเกิดคุณภาพ เทคนิค เทคโนโลยี ความรู้ต่าง ๆ ที่ชุมชนเป็นผู้คิดค้นขึ้น โดยเชื่อมโยงจากจุดเล็กๆที่มีอยู่ พัฒนาให้เกิดผลในมหภาพต่อไปในระดับวงกว้าง
นายสิน สื่อสวน, ดร.มณเฑียร สอดเนื่อง และ นายไพชุมพล นิ่มเฉลิม
แนวทางการยกระดับกองทุนสวัสดิการชุมชน
นายสิน สื่อสวน ที่ปรึกษาในคณะอนุกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชน ได้ให้แนวทางว่า กองทุนสวัสดิการชุมชนที่ได้รับรางวัล จะรักษาความดีพร้อมคุณภาพของกองทุนให้ดีแบบทวีคูณ ไม่ว่าจะการบริหารจัดการ มีรูปแบบการจัดสวัสดิการให้เหมาะสมกับความต้องการและปัญหาของสมาชิก จากนั้นจะส่งต่อการให้ที่ไม่สิ้นสุดนี้กับกองทุนอื่น ๆ หรือพื้นที่อื่น ๆ ให้สามารถยกพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น ทั้งนี้แล้ว กองทุนจะทำอย่างนั้นได้ต้องมีการสรุปบทเรียนอยู่ตลอดเวลา ถัดไปกองทุนสวัสดิการชุมชนจะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมสวัสดิการ โดยการผลักดันขึ้นสู่ระดับนโยบายของจังหวัด เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย อบจ. และนโยบายระดับประเทศ ซึ่งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลสามารถแสดงพลังได้ ผ่านประสบการณ์การทำงานดี ๆ ที่ได้ลงมือปฏิบัติ
ดร.มณเฑียร สอดเนื่อง คณะอนุกรรมการสวัสดิการชุมชน ได้ให้ข้อเสนอใน 2 แนวทาง ได้แก่ 1) การยกระดับกองทุนสวัสดิการชุมชนให้มีคุณภาพ เกิดความยั่งยืน ได้แก่ การสร้างระบบบริหารจัดการที่ดี (ระบบการเงิน ระบบเอกสาร ระบบรายงาน) และการขยายผลให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทุกช่วงวัย ทุกช่วงชีวิต สำคัญคือ ระบบบริหารจัดการความเสี่ยงที่ต้องทำให้ค่อย ๆ คลี่คลายและหมดไป รวมไปถึง การบริหารจัดการทุนที่ต้องรู้สถานะรับ-จ่ายให้เป็นปัจจุบัน เพื่อให้กองทุนมีวินัยทางการเงินการคลัง ตลอดจน การพัฒนาคนทั้งกรรมการ สมาชิก และคนในชุมชนให้มีความรู้ในเรื่องที่ยังไม่รู้ ทำเป็นในสิ่งที่ยังทำไม่เป็น โดยเฉพาะคนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการบริหารกองทุน 2) การขยายผลที่ต้องเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสร้างช่องทางใหม่ ๆ ในการบริหารกองทุน และการสร้างเครือข่ายเพื่อขยายความรู้ออกไปยังกองทุนอื่น ๆ ให้กว้างขวาง รวมถึงการขยายฐานสมาชิกให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้คนทั้งพื้นที่ได้รับประโยชน์จากการมีกองทุนสวัสดิการชุมชน
นายไพชุมพล นิ่มเฉลิม นักวิชาการอิสระ ได้ให้ข้อเสนอว่า การสร้างระบบสวัสดิการชุมชนให้เข้มแข็ง จะต้องมีเป้าหมาย แผนงานที่ชัดเจน สมาชิกในชุมชนมีส่วนร่วม มีระบบบริหารกองทุนที่มีธรรมาภิบาล มีการประเมินความเสี่ยงของกองทุน (คน/สมาชิก แผนงาน เงิน) พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการทำงานของกองทุนอย่างต่อเนื่อง
การจัด Workshop และการนำเสนอ
ข้อสรุปในการขับเคลื่อนงานของเครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชน
1) การยกระดับกองทุนสวัสดิการชุมชนให้เป็นพื้นที่ต้นแบบ โดยจะต้องสร้างระบบบริหารจัดการภายในให้เข้มแข็ง ทั้งเรื่องศักยภาพของกลไก/สมาชิก มีการมีแผนงานที่สอดรับการสถานการณ์ปัญหาและความต้องการของสมาชิกที่ทันการณ์ ระบบการเงินที่โปร่งใส การพัฒนาโปรแกรมบัญชี การพัฒนารูปธรรมความสำเร็จจากการทำงานให้เกิดความชัดเจนเป็นที่ประจักษ์ของสังคม และสร้างแกนนำคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมกระบวนการให้มากขึ้น
2) การขยายผลสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ในการเชื่อมโยงระบบการสนับสนุนทั้ง บุคลากร องค์ความรู้ และงบประมาณที่สอดคล้องกับแผนงานกิจกรรมของกองทุนสวัสดิการชุมชน รวมไปถึงการเชื่อมโยงแผนงานกับแผนพัฒนาจังหวัด และแผนงานโครงการของหน่วยงานต่าง ๆ
3) การสื่อสารประชาสัมพันธ์เพื่อขยายผล เผยแพร่หลักคิด อุดมการณ์ ผลงานของกองทุนสวัสดิการชุมชนให้สาธารณะได้รับรู้อย่างกว้างขวาง ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น สื่อโซเชียล (เฟซบุ๊ก ไลน์ ติ๊กต็อก) สื่อสาธารณะ (โทรทัศน์ วิทยุ) สื่อภายในพื้นที่ (ประชาสัมพันธ์จังหวัด งานบุญวัฒนธรรมประเพณี งานกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน)
การจัดเวทีในวันนี้เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดสวัสดิการชุมชน และร่วมออกแบบแนวทางการพัฒนากองทุนฯ ในอนาคตร่วมกัน และขอแสดงความยินดีกับทั้ง 8 กองทุนสวัสดิการชุมชนดีเด่น ที่จะเข้ารับรางวัลในวันที่ 9 มีนาคม 2568 ณ ธนาคารแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร ซึ่ง รางวัลองค์กร/กองทุนสวัสดิการชุมชน : ผู้สรรค์สร้างความมั่นคงของมนุษย์ ตามแนวคิดของศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ‘คุณภาพแห่งชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน’ ปี 2567” เป็นรางวัลระดับประเทศซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้กับทองทุนฯ และยังเป็นตัวอย่างเพื่อต่อยอดเป็นกำลังใจให้กับกองทุนฯ อื่นๆ ในการคิดค้นการพัฒนาออกแบบในพื้นที่ให้มีสิทธิสวัสดิการที่สามารถดูแลกันเองได้ อย่างยั่งยืนและมั่นคงต่อยอดถึงลูกหลานในอนาคต
















