เมื่อการปลูกผัก…ไม่ใช่แค่เรื่องของอาหาร แต่เป็นก้าวสำคัญในการสร้างชีวิต ความมั่นคง และเศรษฐกิจของชุมชน
เวทีสัมมนา “ปลูก เปลี่ยน เมือง”
กรุงเทพฯ – 2 กุมภาพันธ์ 2568 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ได้จัดเวทีสัมมนา “ปลูก เปลี่ยน เมือง” เพื่อแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพในการพัฒนาคุณภาพชีวิต แลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์ในการใช้ “สวนผักชุมชน” เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนเมืองพร้อมสร้างเครือข่ายการขับเคลื่อนงาน โดยมีผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน ทั้ง พอช. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเครือข่ายองค์กรชุมชน มากกว่า 90 คน ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน บางกะปิ กรุงเทพฯ
สวนผักชุมชน
“สวนผักชุมชน” กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยพัฒนาเมือง ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับชาวบ้าน โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปลูกพืชผักเพื่อบริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็น “ทางรอด” และ “ทางเลือก” ของชุมชนในการสร้างอาชีพ ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเมือง
จากพื้นที่รกร้าง สู่แหล่งอาหารและรายได้ของชุมชน
“อย่ามองว่าสวนผักเป็นแค่แปลงปลูกผัก แต่มันคือเครื่องมือสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชน”
นางสาวเฉลิมศรี ระดากูล
นางสาวเฉลิมศรี ระดากูล รองผู้อำนวยการ พอช. กล่าวถึงแนวคิดสำคัญของโครงการ “ปลูก เปลี่ยน เมือง” ว่า “เราต้องการให้เรื่องของผักเป็นมากกว่าแค่การบริโภค แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ สร้างอาชีพ และทำให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง”
การใช้พื้นที่ว่างในชุมชนให้เกิดประโยชน์ เช่น ลานรกร้าง ข้างบ้าน พื้นที่ส่วนกลางในชุมชนบ้านมั่นคง ได้กลายเป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดภัย ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และยังสามารถ ต่อยอดเป็นอาชีพ โดยการจำหน่ายผลผลิตภายในชุมชน
“พื้นที่สีเขียวที่เพิ่มขึ้นในเมือง ไม่เพียงแต่ทำให้คนได้กินผักปลอดสารพิษ แต่ยังช่วยให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายผลผลิต สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับคนตัวเล็ก ๆ” นางสาวเฉลิมศรีกล่าว
สวนผักชุมชน: เมื่อการปลูกผัก คือการลงทุนเพื่อชีวิตที่ดีกว่า
นางเข็มเพชร เลนะพันธ์
นางเข็มเพชร เลนะพันธ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า โครงการนี้เป็น เครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็น ผู้สูงอายุ คนว่างงาน หรือครอบครัวที่มีรายได้น้อย
“เรามองว่าสวนผักชุมชน คือเครื่องมือที่ช่วยสร้างโอกาส สร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับชาวบ้าน การปลูกผักเป็นมากกว่าการทำเกษตร แต่มันคือการลงทุนเพื่อชีวิตที่มั่นคง”
สสส. และ พอช. ได้ร่วมกันออกแบบแนวทางการทำงานเพื่อให้โครงการขยายไปสู่ชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมาย “สวนผักชุมชน 50 แห่ง ภายในปี 2570”
สวนผักชุมชน: เครื่องมือสร้างสุขภาวะและความมั่นคงในชีวิต
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ประธานอนุกรรมการบ้านมั่นคงและการจัดการที่ดิน พอช. กล่าวว่า การออกแบบกระบวนการพัฒนานี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของเกษตรกรรม แต่เป็นเรื่องของ “สิทธิในการเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัยของทุกคน”
ชุมชนสามารถสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนได้เอง เราต้องมองว่าสวนผักชุมชนเป็นมากกว่าการปลูกพืชผัก แต่เป็นการสร้างสุขภาวะที่ดีขึ้น สร้างพื้นที่สีเขียวในเมือง และช่วยให้คนในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ บ้านมั่นคงต้องมาคู่กับอาหารมั่นคง เราไม่ได้แค่ให้บ้านกับชาวบ้าน แต่เราต้องให้พวกเขามีวิธีใช้ชีวิตที่มั่นคงได้ด้วย นางสาวสมสุข กล่าวในตอนท้าย
นางสาววรางคนางค์ นิ้มหัตถา
นางสาววรางคนางค์ นิ้มหัตถา หัวหน้าโครงการปลูกเพื่อเมือง สสส. กล่าวเสริมว่า “สวนผักชุมชนไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ปลูกพืช แต่เป็นพื้นที่สร้างปฏิสัมพันธ์ของคนในชุมชน” สวนผักชุมชนยังช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้กับชุมชนในการรับมือกับวิกฤต เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตอาหาร และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ กระบวนการสำคัญที่จะพัฒนาศักยภาพ คนของชุมชน มุ่งเน้นที่จะผลักดันให้ชุมชนมีกิจกรรมร่วมกัน โดยใช้กระบวนการขับเคลื่อนคน สุขภาพ เศรษฐกิจ การสร้างพื้นที่พื้นที่สีเขียวในชุมชน
ในการสัมมนาครั้งนี้ทำให้เห็นว่า “สวนผักชุมชน” ไม่ใช่แค่แปลงปลูกผักธรรมดา แต่มันคือเครื่องมือสำคัญในการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม นี่คืออนาคตของเมืองไทย ที่ทุกคนมีสิทธิ์ในการเข้าถึงอาหารปลอดภัย รายได้ที่มั่นคง และสังคมที่น่าอยู่
“เมืองที่ยั่งยืน อาจเริ่มต้นจากเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ ที่เราลงมือปลูกวันนี้”




















