การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะระบบคมนาคมขนส่งทางรางที่จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมากทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นโครงการปรับฐานสาธารณูปโภคครั้งสำคัญที่จะช่วยสร้างศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจยกระดับคุณภาพชีวิต-สังคมให้ทันโลกยุคใหม่ด้วย “เศรษฐกิจระบบราง” รถไฟความเร็วสูง- รถไฟทางคู่ จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิทัศน์และการพัฒนาประเทศ ช่วยปรับลดต้นทุน เวลาการเดินทางการคมนาคม และโลจิสติกส์ลงมหาศาล ก่อให้เกิดห่วงโซ่การพัฒนาแนวใหม่จากการปรับตัวและการตั้งถิ่นฐานยุคใหม่ การค้าการลงทุน การจ้างงาน การเติบโตและการขยายตัวของเมือง ซึ่งส่งผลต่อการลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ในขณะที่การคมนาคมขนส่งกำลังพุ่งทะยานสู่การพัฒนาไร้ขอบเขต อีกมุมหนึ่งโครงการดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อชุมชนที่อยู่อาศัยในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย รวม 35 จังหวัด 300 ชุมชน 27,084 ครัวเรือน ทั่วประเทศ
ขอบคุณภาพจาก การรถไฟแห่งประเทศไทย
ท่ามกลางเมืองใหญ่ สถานีหัวเมือง ตามจุดจอดรถไฟ มีชุมชนแออัดหรือหลายคนเรียกว่า สลัมริมทางรถไฟ อยู่มากมายเรียงรายสองข้างทางกับรางเหล็ก เป็นความเหลื่อมล้ำของสังคมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ปัญหาของหลายๆชุมชนที่อาศัยอยู่ในบนที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งสะสมมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ
ปัญหาของคนริมรางเหล่านี้ จะได้รับการแก้ไขได้อย่างไร ต้องหาคำตอบเพื่อให้ชุมชนคนริมราง เปลี่ยนผู้รุกล้ำเป็นเจ้าของโดยการเช่าที่ดินของการรถไฟให้มีที่อยู่อาศัยที่ถูกต้องตามกฎหมาย ที่มั่นคงและยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำของสังคมที่ทุกคนต่างไม่อยากพบเจอ “ทุกคนรู้ว่าอยู่อย่างไม่ถูกต้อง” มีคนจำนวนมากมายเรียกคนริมรางว่า “ผู้บุกรุก” แต่ชีวิตพวกเขาไม่มีทางเลือกมากนัก ทุกคนอยากมีบ้าน มีที่ดินเป็นของตัวเอง แต่หลายๆคนไร้โอกาสในการมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการของรัฐได้อย่างเท่าเทียม จึงเข้ามาอยู่อาศัยสร้างถิ่นฐานในที่ดินริมทางรถไฟมายาวนาน
ชุมชนริมทางรถไฟหลังโรงพยาบาลเดชา
แต่ในเวลานี้ ชุมชนคนริมรางกำลังจะพบเจอแสงสว่างที่จะทำให้เขามีบ้าน มีที่ดินอยู่อาศัยอย่างมั่นคงแล้ว ไม่ต้องถูกดำเนินคดี ไม่ต้องโดนหมายศาล และ “ขีดฆ่าด้วยอักษรสีแดงบนผนังบ้านอีกแล้ว”
ดั่งฟ้ามาโปรด เพราะเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ในการประชุมคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเห็นชอบหลักการโครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาระบบราง โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มอบหมายให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เป็นผู้ดำเนินโครงการดังกล่าว นำไปสู่การแก้ไขปัญหาและพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนผู้มีรายได้น้อยในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ให้มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย มีโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการและสิ่งแวดล้อมที่ดี สอดคล้องกับวิถีชีวิต พัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยในทุกมิติ ทั้งด้านกายภาพ เศรษฐกิจ สุขภาพอนามัย และสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ รวมถึงการพัฒนารูปธรรมความสำเร็จของชุมชนในรูปแบบบ้านมั่นคง โดยมีกระบวนการทำงาน การเรียนรู้และพัฒนาร่วมกันของทุกภาคส่วนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองของชุมชน
นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว. พม. ร่วมพิธีเปิดบ้านที่ชุมชนพะไล จ.นครราชสีมา
สำหรับการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาระบบรางเป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีได้มอบหมาย สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช.จึงได้จัดทำโครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาระบบ โดยมีแผนการดำเนินงานระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2566 – 2570) มีโดยมีเป้าหมายดำเนินการใน 35 จังหวัด 300 ชุมชน จำนวน 27,084 ครัวเรือน วงเงินงบประมาณอุดหนุนจากรัฐรวม 7,718 บาท โดยใช้กระบวนการขั้นตอนในการพัฒาที่อยู่อาศัยชุมชนที่พอช.ดำเนินการทั่วประเทศภายใต้โครงการ “บ้านมั่นคง” เพื่อให้คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่วทุกครัวเรือน และชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถเข้าถึงสวัสดิการแห่งรัฐ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมในสังคม และถือเป็นการสนับสนุนให้การพัฒนาโครงการระบบรางสามารถดำเนินการไปตามแผนงานและนโยบายของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ
นางสาวจิราวรรณ หนำคอก
สำนักพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมราง

















