พอช./ 5พ.ย67 ในวาระ 20 ปี รำลึกวันสึนามิโลก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดสัมมนาวิชาการ ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะการจัดการภัยพิบัติ 20 ปี วันสึนามิโลก “โลกเดือด จากสึนามิ ถึงเชียงราย” เพื่อทบทวนบทเรียน 20 ปีที่ผ่านมา พร้อมวางแผนการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะการจัดการภัยพิบัติ โดยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ผลักดันสู่นโยบาย ให้มีการจัดตั้งอนุกรรมการดูแลเรื่องภัยธรรมชาติ อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีตัวแทนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม เข้าร่วมกว่า 30 คน ณ ห้องประชุมไพบูลย์วัฒนศิริธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) บางกะปิ กรุงเทพฯ
นายกฤษดา สมประสงค์
นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการพอช. กล่าวว่า “พอช.เป็นหน่วยงานที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการทำงานบนฐานของความคิดชุมชนเข้มแข็ง เมื่อเกิดเหตุการณ์สึนามิแล้วจึงต้องมีการถอดบทเรียน จัดทำชุดองค์ความรู้และนำไปใช้จริง กลุ่มคนที่จะจัดการได้รวดเร็วที่สุดคือชุมชนท้องถิ่นหน้าด่านที่อยู่ในพื้นที่ ยกตัวอย่าง จังหวัดแพร่ได้มีการช่วยเหลือในชุมชนจากเงินในกองทุนสวัสดิการ กองทุนวันละบาท ซึ่งเป็นกองทุนที่สมาชิกสมทบเงินเข้ากองทุนวันละ 1 บาท โดยมีรัฐบาลและภาคเอกชนสมทบเงินผ่านพอช.หรืออปท.เพื่อให้กองทุนเติบโต แล้วนำเงินกองทุนมาช่วยเหลือสมาชิกได้ทันที โดยไม่ต้องรัฐบาลอนุมัติงบ ปัจจุบัน ทั้งประเทศมีกองทุนนี้ 5,900 กว่ากองทุน รวมเป็นเงินกว่า 20,000ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานสมาชิก และอนาคตจะนำมาพัฒนาในส่วนจังหวัดให้ได้เพื่อให้ชุมชนมีความเข้มแข็งมากขึ้น”
นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม
นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม กรรมการการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ภัยพิบัติเกิดขึ้นได้ทุกที่ เราหนีภัยธรรมชาติไม่ได้และความเสี่ยงไม่ได้มีทุกชุมชน แล้วแต่พื้นที่ชุมชนเสี่ยงมากหรือน้อย ชุมชนต้องมีการรู้-รับ-ปรับตัว ปรับเปลี่ยนวิธีการรับมือ มีการเตรียม survival kit สึนามิเกิดจากอะไร ต้องสังเกตที่ไหน ทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ เราจะได้รับบทเรียนเสมอ พื้นที่ด่านหน้าคือชุมชน เราต้องผลักดันและทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งมากขึ้น ทำให้ชุมชนรู้เท่าทันการรับมือกับภัยพิบัติ หัวใจสำคัญคือชุมชน หากชุมชนมีความพร้อมมากพอจะสามารถลดความสูญเสียลงได้ ราชการและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนชุมชนเพียงพอแล้วหรือยัง ทำยังไงให้ทุกชุมชนตระหนัก รับรู้ และเข้าใจเท่ากัน
นายไมตรี จงไกรจักร (กลางภาพ)
นายไมตรี จงไกรจักร กล่าวว่า ที่ผ่านมา จังหวัดพัทลุงมีความเสี่ยงหลายร้อยชุมชน แต่ได้งบซ้อมรับมือภัยพิบัติเพียงแค่ 6 ชุมชน จากเวทีเสวนากรมทรัพยากรธรณี มีชาวบ้านเข้าไปแจ้งความประสงค์ต่อเพจว่า อยากให้มีการอบรมรับมือภัยพิบัติออนไลน์โดยด่วน เนื่องจากกรมทรัพยากรธรณีมีแผนที่เสี่ยงภัยที่ลงลึกระดับชุมชนรายหมู่บ้าน แต่ไม่เคยไปถึงชุมชนเพราะงบประมาณไม่เพียงพอ
นายบัญชา ตัวแทนผู้ประสบภัยจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ตัวผมได้สมัครเป็นอาสาสมัครและลงพื้นที่ในจังหวัดเชียงราย พบว่าในพื้นที่มีการแจ้งเตือนภัยแล้วแต่ชาวบ้านไม่เชื่อจึงไม่ได้มีการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติเลย แต่พบว่ามีชาวบ้านหนึ่งครอบครัวที่สามารถตั้งรับภัยพิบัติได้ในระดับนึง จากการสอบถามพบว่าได้รับการเตือนจากเจ้าหน้าที่อุทยาน แต่สิ่งที่หนักที่สุด คือสภาพพื้นที่อยู่ริมปากแม่น้ำ ทั้งบ้าน ยุ้งฉาง และเจ้าของรีสอร์ทที่กำลังจะเปิดในอีก 1 สัปดาห์ เนื่องจากชาวบ้านไม่เชื่อจึงไม่สามารถรับมือได้เลย ดังนั้นชาวบ้านต้องปรับตัวอยู่กับธรรมชาติ ปล่อยให้เป็นพื้นที่ธรรมชาติที่สุด ถ้าเราดูแลดีแต่คนอื่นดูแลไม่ดี ก็ไม่เกิดผล
ผศ.ดร.เนรมิตร จิตรรักษา คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย กล่าวว่า “ทุกคนต้องเรียนรู้การบริหารจัดการเมื่อน้ำท่วมแบบไม่ได้ตั้งตัว จะมีวิธีเตรียมตัวและรับมือยังไงในเมื่อคนไทยไม่เกิดการตื่นตัว จังหวัดเชียงรายเคยน้ำท่วมมาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้มีโคลนมากกว่าปกติ สิ่งที่น่าสนใจคือการเกิดขบวนการการเตรียมตัวในการรับมือเหตุการณ์น้ำท่วม ชุมชนพยากรณ์ได้ น้ำลงพื้นที่ไหน หมู่บ้านไหน ถ้าปริมาณน้ำมากมาโซนไหน แบบไหน ผู้นำชุมชนต้องพยากรณ์ได้ ทุกคนต้องรู้และตื่นตัวกับการเตือนภัยพิบัติเรื่องการจัดการ การระดมกำลัง แต่ในครั้งนี้เราขาดคนบัญชาการในแต่ละพื้นที่เนื่องจากพื้นที่เสียหายเยอะ ดังนั้นผู้นำต้องแบ่งกันดูแลแต่ละพื้นที่
นายจำนง สวัสดิ์วงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย กล่าวว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง ได้ดำเนินการในส่วนของการแจ้งเตือนผ่าน SMS ซึ่งได้มีการแจ้งเตือนครั้งแรกที่จังหวัดลำปาง ถัดมาเป็นจังหวัดเชียงใหม่ หลังจากแจ้งเตือนไปแล้วแต่ชาวบ้านไม่อพยพและไม่ให้ความสำคัญกับการแจ้งเตือน ในปีงบประมาณปี 2568 จะหาวิธีการทำให้ชาวบ้านเชื่อและให้ความสำคัญกับคำเตือนภัยเพื่อให้ชาวบ้านได้มีการเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับภัยธรรมชาติ
นายโกมินทร์ อินรัสพงศ์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาและส่งเสริมการบริหารงานท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า ในปีหน้าจะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ การฝึกซ้อมในชุมชนเฉพาะแห่ง เดิมมีเกณฑ์กำหนดมาตรฐานแต่ยังขาดความตระหนักในเรื่องกลไก กฎหมาย และจะยกระดับมากขึ้นในปีหน้า ทั้งวางซ้อมแผนเผชิญเหตุและการฝึกซ้อม เรื่องงบประมาณ การจัดอบรมหลักสูตรสำหรับผู้บริหาร มั่นใจว่าในปีหน้ากรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะมีบทบาทมากขึ้น”
นายอภินันท์ ธรรมเสนา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลทำให้ชุมชนถอยห่างออกไป เนื่องจากการให้ข้อจำกัด ทำให้ชาวบ้านคิดว่ามันเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและไม่ได้ตระหนักว่าตนเองจะเข้าร่วมยังไง ทำให้ภูมิปัญญา ความรู้ท้องถิ่นถูกทำลาย ดังนั้นทุกคนต้องมีการปรับตัวร่วมกัน ผสานความรู้เดิมกับความรู้ใหม่เพื่อรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น รวมถึงการเตรียมรับมือกับภัยธรรมชาติ ผู้นำชุมชนทุกคนต้องรู้กลุ่มคนเปราะบางของหมู่บ้านตนเองอยู่ตรงไหนบ้าง ถ้าหากต้องมีการอพยพจะได้ดำเนินการได้รวดเร็วและทันท่วงที
ศ.สุริชัย หวันแก้ว ได้ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสรุป กล่าวว่า 20 ปีกับการจัดการภัยพิบัติ ชุมชนเป็นด่านหน้าแต่ในความจริงชุมชนจะโดดเดี่ยวไม่ได้ ทัศนคติของเราในเรื่องภัยพิบัติยังเป็นแบบฝ่ายรับและยังไม่เปิดรับในเรื่องใหม่ วันนี้อยากจะชวนให้พูดถึง 20 ปีเป็นโอกาสในการมองลึกเข้าไปในจังหวัดเชียงราย เหมือนจังหวัดนราธิวาสปีที่แล้ว ชุมชนชายขอบที่ไม่สามารถสื่อสารให้ใครภายนอกรู้ได้มีอีกหลายพื้นที่ เราควรใช้โอกาส 20 ปีนี้ตระหนักรู้เรื่องสึนามิมากระตุ้นในงานของเรา ในวันนี้ให้คนที่สนใจในเรื่องนี้กับเพื่อนบ้าน เช่น การจัดประชุมระดับโลก ดิจิตอล AI เราจะทำภาวะที่ประชิดตัว เราจะเผชิญอย่างไร ช่วยกันเตือนสติกันมีโอกาสฟื้นงานกันเพื่อพัฒนาและพร้อมรับมือต่อไป




















