วิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) โดยสำนักพัฒนาองค์ความรู้และสื่อสารองค์กร และสำนักงานภาคกลางและตะวันตก ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมจัดทำข้อมูลในการถอดบทเรียนการทำงานของพื้นที่รูปธรรมตำบลเข้มแข็ง 3 พื้นที่ ของจังหวัดชัยนาท ได้แก่ เทศบาลตำบลหาดอาษา อำเภอสรรพยา ตำบลเขาท่าพระ อำเภอเมือง และตำบลห้วยงู อำเภอหันคา เพื่อนำเสนอความสำเร็จต่อนักศึกษาปริญญาโท จากวิทยาลัยลีกวนยู มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ในระหว่างวันที่ 2-6 ธันวาคม 2567 และระหว่างวันที่ 6-10 มกราคม 2568 กว่า 100 ชีวิต
ผศ.ดร.จิตติ มงคลชัยอรัญญา คณบดีวิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำทีมเจ้าหน้าที่จากวิทยาลัยโลกคดีศึกษา และนางสาวจันทนา เบญจทรัพย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน นำทีมเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาองค์ความรู้และสื่อสารองค์กร สำนักงานภาคกลางและตะวันตก จำนวน 20 คน ลงพื้นที่ถอดบทเรียนการทำงานของพื้นที่รูปธรรมตำบลเข้มแข็ง 3 พื้นที่ (ครั้งที่ 1) เมื่อวันที่ 4-5 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยมีผู้นำขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดชัยนาทเข้าร่วมกว่าในแต่ละพื้นที่รวมกว่า 60 คน เพื่อเตรียมข้อมูลรูปธรรมความสำเร็จที่โดดเด่นของแต่ละพื้นที่ จัดทำเป็นกรณีศึกษาที่เป็น Base Practice เสนอให้กับนักศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยลีกวนยู มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ได้ศึกษาเรียนรู้ นำกระบวนการพัฒนาดี ๆ จากพื้นที่ของชุมชน ไปสู่การปรับใช้ในแต่ละประเทศของตนเอง
จากการลงพูดคุยกับผู้นำของแต่ละพื้นที่ พบว่า ความโดดเด่นของพื้นที่รูปธรรมตำบลเข้มแข็ง 3 พื้นที่ เทศบาลตำบลหาดอาษา อำเภอสรรพยา มีโดดเด่นในเรื่อง “การจัดการภัยพิบัติน้ำท่วมซ้ำซาก” ที่ใช้ 3 พลังร่วมมือกัน คือ ท้องถิ่นนำ ท้องที่หนุน ชุมชนร่วมปฏิบัติและลงมือทำ ตำบลเขาท่าพระ อำเภอเมือง มีความโดดเด่นในเรื่อง “การจัดการที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย” ที่อยู่อาศัยในเขตอำเภอเมืองแต่กลับไม่มีที่ดินทำกินและบ้านเป็นของตนเอง เนื่องจากเป็นที่ดินของรัฐ ชาวบ้านไม่มีเอกสารสิทธิ์ ที่ทำให้บทบาทของผู้นำชุมชนมีความโดดเด่น ท้องที่หนุนเสริม ท้องถิ่นไม่ขัดข้อง และตำบลห้วยงู อำเภอหันคา มีความโดดเด่นในเรื่อง “การจัดการระบบสุขภาพของคนทุกช่วงวัยในการรองรับสังคมสูงวัย” ที่เด็กเกิดน้อยลง แต่คนสูงวัยมีจำนวนมาก ทำให้ท้องถิ่นลุกขึ้นมานำ ท้องที่ตอบรับ และชุมชนรับลูกปฏิบัติร่วม
จุดที่มีความโดดเด่นเหมือนกันคือ การมี “ผู้นำท้องถิ่น ท้องที่ที่มีความเข้มแข็ง” และ “การมองภาพการแก้ไขปัญหาที่เป็นองค์รวม” นั่นคือหนึ่งในปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญที่เกิดขึ้นจากการทำงานของชุมชน รวมไปถึงคนในชุมชนมีความเป็นเครือญาติ รู้จักกันทุกหลังคาเรือน มีชะตากรรมที่ต้องเผชิญร่วมกัน มีผู้นำที่คอยเสนาธิการ หรือ ฝ่ายวิชาการคอยเป็นคนค้นหาข้อมูล ตั้งประเด็นชวนถกชวนทำ มีความร่วมมือจาก 3 พลังหลัก คือ ท้องถิ่น ท้องที่ และประชาชนจับมือทำงานด้วยกัน รวมถึงมีพลังที่ 4 คือ หน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจที่ให้การสนับสนุนในลักษณะของโครงการ/กิจกรรมทั้งงบประมาณ และสิ่งของ ทั้งนี้ ที่เป็นจุด Turning Point ของทั้ง 3 พื้นที่ คือ ความชัดเจนของปัญหา ความต้องการของคนในชุมชน ทำให้สามารถบอกตนเองและคนอื่นได้ว่า “ต้องแก้อย่างไร ต้องทำอย่างไร” รวมไปถึง “คนในชุมชนมีการเรียนรู้และตื่นรู้” ต่อกระบวนการพัฒนาต่าง ๆ พร้อมที่จะทดลองทำไปด้วยกัน
ในช่วงท้ายของการลงพื้นที่ ผศ.ดร.จิตติ มงคลชัยอรัญญา ยังได้ชวนตั้งประเด็นสำคัญว่า “เมื่อเราลงพื้นที่จะไปเรียนรู้หรือดูงานอะไรใครที่ไหน เราต้องการรู้เรื่องอะไรของเขาบ้าง” ซึ่งเป็นคำถามที่เหมือนจะคุ้นเคย แต่เมื่อได้นั่งคิดและทบทวนดี ๆ สิ่งที่ได้เป็นโจทย์ร่วมกันในการถอดบทเรียนพื้นที่ คือ
1) บริบทของพื้นที่ ที่อาจจะมองถึงที่มาของรกรากเพื่อดูความสัมพันธ์ของผู้คน ทุนชุมชนทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน วัฒนธรรมของชุมชน ซึ่งไม่มากไปไม่น้อยไป และเลือกดึงเฉพาะบริบทที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่เขากำลังจะแก้ไข
2) ที่มาของปัญหา หรือ Paint Point ที่ทำให้คนในชุมชนทนไม่ได้ หมายความว่า ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างต้องตายแน่ รวมถึงขนาดหรือขอบเขตของปัญหาครอบคลุม (กิน) พื้นที่แค่ไหน กระทบผู้คนจำนวนเท่าไร มีหลักฐานเชิงประจักษ์หรือไม่ ลักษณะของความเดือดร้อนเป็นอย่างไร
3) ทำไมต้องแก้ หรือ Turning Point หรือความสุกงอมของปัญหา ที่ทำให้ต้องทำต้องแก้ ทำเพราะมองว่าเป็นภาระ หรือทำเพราะเป็นพลัง หรือทำเพราะเป็นผู้รับ หรือทำเพราะเป็นผู้ให้
4) วิธีการแก้ไขปัญหา ที่กว่าจะสำเร็จได้ ทำอย่างไรบ้าง โจทย์นี้สำคัญมากต้องถอดตั้งแต่ มีการจัดโครงสร้างการบริหารจัดการเป็นอย่างไร ดึงทรัพยากรอะไรมาใช้บ้าง มีวิธีการดึง/ชวนผู้คนเข้ามาร่วมอย่างไร มีกระบวนการทำงานอย่างไร ใช้ความรู้ ทักษะ มีการสื่อสารภายในร่วมกันอย่างไรที่ทำให้คนมีข้อมูลมากขึ้น เกิดจิตสำนึกร่วมกันมากขึ้น หรือใช้เครื่องมือ นวัตกรรมอะไรในการแก้ปัญหา นำมาใช้แล้วสำเร็จหรือไม่ หรือไม่สำเร็จ เพราะอะไรอย่างไร แล้วมองเห็นโอกาสอะไรหรือไม่ในระหว่างกระบวนการแก้ไขปัญหานั้น ๆ
5) คนที่เกี่ยวข้อง และบทบาทหน้าที่ มีใครมาช่วยบ้าง ซึ่งอาจจะมีทั้งลักษณะที่เป็นบุคคล หน่วยงาน เครือข่าย กลุ่มต่าง ๆ ทั้งในและนอกพื้นที่ ประเด็นนี้จะให้เรารู้ว่าความสัมพันธ์ของชุมชนกับภาคส่วนสต่าง ๆ เป็นอย่างไรบ้าง
6) ปัญหาอุปสรรค ในระหว่างการทำงานมีอะไรบ้าง มีปัญหาอะไรที่แก้ไขได้และแก้ไขไม่ได้ มีการช่วยกันแก้ไขอย่างไร
7) ผลกระทบจากปัญหา ทำแล้วเกิดผลเป็นอย่างไรเป็นไปในเชิงลบ หรือเชิงบวก เช่น เชิงลบอาจจะเป็นลักษณะของความไม่ร่วมมือ ยิ่งทำยิ่งไม่มีเพื่อน ถูกจับถูกร้องเรียน เชิงบวกอาจจะเป็นความภาคภูมิใจ คุณค่าและมู,ค่าที่เกิดจากการลงมือทำ
8) การถ่ายทอดความรู้ระหว่างกันของคนในชุมชน เพื่อดูว่าเขามีการเรียนรู้ร่วมกัน มีการถ่ายทอดความรู้ให้กันและกัน อะไรควรทำอะไรไม่ทำ
9) แนวคิด และนิยามความสำเร็จ ประเด็นนี้ผู้ถอดบทเรียน จะต้องประมวลสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการถอดบทเรียนพื้นที่ออกมาให้ชัด เพื่อชวนให้เกิดการแลกเปลี่ยนร่วมกัน หากจะไปถามพื้นที่โดยตรงอาจจะตอบได้ไม่ชัดมากนัก
และทั้งหมด คือ บทเรียนจากการลงพื้นที่เตรียมการถอดบทเรียนพื้นที่รูปธรรมตำบลเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานที่ทำบทบาทสนับสนุนเช่น พอช. หรือคนในพื้นที่ที่เป็นผู้ดำเนินการด้วยตนเอง ล้วนต้องมีกระบวนการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำบทเรียนที่ได้จากการทำงานมาสกัดเป็นองค์ความรู้ที่สามารถบอกกล่าวเล่าขานให้กับคนรุ่นหลัง และคนภายนอกได้เรียนรู้ และนำไปปรับประยุกต์ใช้ในพื้นที่ตนเองได้
เรียบเรียงโดย
สำนักพัฒนาองค์ความรู้และสื่อสารองค์กร













