เชียงใหม่ : วันที่ 25 กันยายน 2567 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) ร่วมประชุมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อหารือการส่งเสริมงานด้านวิชาการกับการพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง อาทิ ด้านกฎหมายชุมชน การพัฒนาคลองแม่ข่า ศูนย์เด็กเล็ก การขับเคลื่อยด้านสิ่งแวดล้อม PM 2.5 การจัดการภัยพิบัติ ตลอดจนด้านวัฒนธรรมและเศรษฐกิจฐานราก โดยมี นางสาวจันทนา เบญจทรัพย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบัน ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน พอช. ทั้งส่วนกลาง และสำนักงานภาคเหนือ พร้อมผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จุฑาทิพย์ เฉลิมผล ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะ เข้าร่วมในเวทีครั้งนี้ ณ ห้องประชุมอาคารอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
นางสาวจันทนา เบญจทรัพย์ ผู้ช่วย ผอ.พอช.
นางสาวจันทนา เบญจทรัพย์ ผู้ช่วย ผอ.พอช.ระบุว่า การประชุมในวันนีเ เป็นดำริของท่านอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการต่อยอด งานส่งเสริมชุมชนของ มช. และ พอช. ที่มีแนวคิดในการต่อยอดจากการรับฟังบรรยาย ของ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสถาบัน จากกิจกรรม retreat สภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ถึง 1 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา ณ จังหวัดกระบี่ ซึ่ง พอช.เป็นองค์กรที่ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนฐากราก โดยการให้องค์กรชุมชนเป็นแกนหลัก
ในการพัฒนา ใช้โครงการเป็นเครื่องมือ เช่น การพัฒนาที่อยู่อาศัย สวัสดิการชุมชน เศรษฐกิจฐานราก สภาองค์กรชุมชน ฯลฯ และมีการใช้ตัวชี้วัดชุมชนเข้มแข็ง 4 มิติ เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมชุมชนเข้มแข็ง ประกอบด้วย 1) คนมีคุณภาพ 2) การบริหารองค์กร 3) คุณภาพชีวิตที่ดี และ 4) การสร้างความสัมพันธ์ใหม่
“รู้สึกยินดีที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะเข้ามาร่วมส่งเสริมงานวิจัย ตลอดจนนวัตกรรมองค์ความรู้มาร่วมส่งเสริมชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่ง พอช. เองมีสำนักงานภาคที่ร่วมส่งเสริมชุมชนตามประเด็นงารดังกล่าว รวมถึงการพัฒนาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เช่น จังหวัดบูรณาการ การแก้ไขปัญหาความยากจน เศรษฐกิจฐานราก อันหมายรวมถึงการพัฒนาผู้นำ คนรุ่นใหม่”
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จุฑาทิพย์ เฉลิมผล ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จุฑาทิพย์ เฉลิมผล ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีบทบาทในการให้บริการด้านวิชาการ ทั้งงานวิจัย พัฒนานวัตกรรมและองค์ความรู้ส่งเสริมชุมชนและสังคม โดยมีการถ่ายมอดและใช้ประโยชน์จากงานวิชาการ ในรูปแบบ Social Lab มีการประเมินค่าผลลัพธ์จากการส่งเสริมงานวิชาการ โดยใช้เครื่องมือ SROI SDG Social value มีค่าของการศึกษามีการประมาณค่าขั้นต่ำที่ 3 เท่า ซึ่งมีโครงการและนวัตกรรม อาทิ ด้านพลังงาน นวัตกรรมด้านการเกษตร-ปศุสัตว์ การจัดการขยะ ส่งเสริมนักศึกษาเป็นสตาร์อัพ ด้านสิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูคลองแม่ข่าทั้งเรื่องน้ำและการท่องเที่ยว ด้านวัฒนธรรมและท่องเที่ยว “ล้านนาสร้างสรรค์” รวมถึงด้สนการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งเรื่องสุขภาพ การศึกษา ความหลากหลายทางเพศ เป็นต้น
“ในการให้บริการงานวิชาการนั้น ได้มีการดำเนินงานในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น 1. จังหวัดบูรณาการ มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับโครงการนักกฎหมายเพื่อท้องถิ่นที่คณะนิติศาสตร์กำลังดำเนินการอยู่ 2. การพัฒนาคลองแม่ข่า มีการส่งเสริมการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีการทำ social lab มีการแก้ไขปัญหาตามความต้องการ และมีข้อค้นพบจากการลงพื้นที่ โดยทาง มช.ขยับไปที่ช้างคลานและท่าแพ แต่มีการมองถึงการขับเคลื่อนเชิงนิเวศน์ เชื่อมโยงกับเรื่องฝุ่นควัน โดยมีแนวทางในการทำร่วมกับผู้ประกอบการให้เขาเล็งเห็นความสำคัญในการจัดการทั้งระบบ รวมถึงการพัฒนาย่าน-เมือง รวมระบบเศรษฐกิจด้วย 3. การพัฒนาครูที่สอนเด็กและนักศึกษาฝึกงานในศูนย์เด็กเล็ก 4. การพัฒนาห้องปลอดฝุ่น ซึ่งอาจจะมีพื่นที่หรือโครงการที่จะร่วมขับเคลื่อนร่วมกันในอนาคต ระหว่าง มช. และ พอช. ต่อไป”
จากการหารือดังกล่าว มีแนวทางในการทำร่วมกันในเบื้องต้น ดังนี้
1. การร่วมเคลื่อนเชิงพื้นที่-ประเด็นงาน (1) การพัฒนาพื้นที่คลองแม่ข่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีการทำร่วมกันในด้านสถาปัตยกรรม และมีเรื่องการส่งเสริมนักศึกษาที่ลงไปทำ อาจจะมีการคิดเรื่องเพิ่มเติมกับทาง codi academy เพิ่มเติม ตลอดจนการมองถึงกฎหมาย กรณีระยะถอยร่น ซึ่งอาจจะมองถึงระบบกลไกในการหาผลักดันเชิงนโยบายเพื่อยกระดับข้อติดขัดด้าน กม. เช่น ระเบียบของเทศบาลต้องมีข้อมูลหรือการศึกษาเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินที่คิดว่าจะเป็นงานวิจัยที่สามารทำและมองถึงการเปรียบเทียบ เช่น ระบบรายได้ของเทศบาล หรือ สภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น มันจะทำให้ใช้เวทีวิชาการแก้ไขปัญหา (2) ศูนย์เด็กเล็ก พอช. มีพื้นที่ที่ทำร่วมกับ ICAP และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ ทั้งเรื่องของการอบรมครูพี่เลี้ยง สภาพแวดล้อมการเรียน อาจจะมองถึงพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยมองถึงการจัดการร่วมคือ ประการแรก การมองถึงศูนย์ที่พร้อม ท้องถิ่นที่พร้อม มองถึงการสัเรื่องอุปกรณ์หรืองบประมาณ ซึ่งอาจจะมองถึงการปลดล๊อกด้าน กม. หรืองบประมาณที่สนับสนุน ซึ่งทาง มช. อาจจะดำเนินการตามพื้นที่ที่มีการดำเนินการอยู่แล้ว เช่น การพัฒนาครูพี่เลี้ยง รวมถึงโครงการเรียนปลอดฝุ่น โดยการวางเป้าหมายด้านสุขภาพ ซึ่งอาจจะต้องบูรณาการการทำงานร่วมกับหลายสาขาวิชา และเชื่อมโยงทั้งการบริหารจัดการ ตลอดจนด้านสิ่งแวดล้อม (3) การพัฒนานวัตกรรมเพื่อชุมชน กรณีแก้ปัญหา PM 2.5 มีการใช้เครื่องมือ Dustboy มีแอพพิเคชั่่นมาใช้ มีการพยากรณ์ภูมิอากาศล่วงหน้า และมช. มีการทำร่วมกับ กรมอนามัย ในการทำ “ห้องปลอดฝุ่น” มีคณะทำงานทำร่วมกัน มีพื้นที่ต้นแบบที่ จ.ลำปาง และ จ.เชียงใหม่ มีระบบการทำงาน และมีการทำแผนกับพื้นที่ และมีการทดลองทำให้เกิดมาตรฐานของกรมอนามัย โดยมีการส่งเสริมให้ นักศึกษาเข้าร่วมในกระบวนการดีไซด์และทดลองใช้เครื่องกรองอากาศ ร่วมกับ SDG มีการสอนทำเครื่องมือ แจก รพสต. มีคู่มือมีการถ่ายทอดความรู้ไปด้วย มีการอบรมเยาวชนต้นกล้า รวมถึง “การทำมุ้งปลอดฝุ่น” ให้ชุมชนตั้งวิสาหกิจผลิตมุ้งปลอดฝุ่น ได้รับงบจาก Nia สนับสนุนการดำเนินงาน เช่น กรณีพื้นปลอดภัยไร้ฝุ่นควัน ดำเนินการที่ศูนย์เด็กเล็กในเชียงใหม่ ส่วนใหญ่เป็นห้องที่ไม่มีห้องแอร์ มีการทำห้องกันฝุ่น กรองฝุ่นในห้อง และดันฝุ่นออกไปจากห้อง เป็นการใช้เครื่องมือและองค์ความรู้ และนำไปสู่หลักสูตรด้วยฐานข้อมูลของ รพสต. ทั้งพื้นที่ปลอดฝุ่น และด้านอื่นๆ
2. หารือเพิ่มเติมในการพัฒนาหลักสูตร กับ ACADEMY พอช. ซึ่ง มช. เองก็มีหลักสูตรมากมาย เช่น โรงเรียนผู้นำชุมชน ที่มีกลุ่มเป้าหมายคือ อปท. อาจจะมีหลักสูตรร่วม การมองถึงหลักสูตรในการพัฒนาผู้นำชุมชนและคนรุ่นใหม่
3. งานสนับสนุนด้านกฎหมายกับพื้นที่ป่าชุมชน มองถึงการขับเคลื่อนทั้งภาคเหนือ หรือ การใช้ กม. เพื่อลดความขัดแย้ง เป็นต้น
4. การมีกลไกร่วม ทั้ง มช. และภาคีที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาคประชาสังคม องค์กรชุมชน ฯลฯ ปฏิบัติการความรู้ ใช้งานวิจัยช่วยขับเคลื่อน การออกแบบ ตลอดจนการตัดสินใจ จะเป็นเครื่องมือสำคัญทำให้คนจัดการตนเองได้ เป็นการมองและออกแบบระบบการดำเนินงาน รวมถึงการร่วมศึกษาวิจัย และการใช้ข้อมูลเคลื่อนนโยบาย















