กรุงเทพมหานคร / ระหว่างวันที่ 8-9 กรกฎาคม 2567 สำนักงานประสานขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคม จัดเสวนาเชิงปฏิบัติการบทบาทของภาคประชาสังคมกับการขับเคลื่อนจังหวัดบูรณาการภายใต้แนวคิดกระจายอำนาจ ณ โรงแรมทาวน์อินทาวน์ เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ ซึ่งมีผู้แทนประเด็นงานประชาสังคมจากในแต่ละภูมิภาค รวมถึงผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สถาบัน เข้าร่วมกว่าจำนวน 50 คน โดยมีนายธีรพล สุวรรณรุ่งเรือง ประธานคณะอนุกรรมการประชาสังคม กล่าวเปิดงานและแจ้งวัตถุประสงค์ของการจัดงาน โดยกล่าวว่าในการวางแผนยุทธศาสตร์ภาคประชาชน ควรมีกลไกและปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน และสร้างความร่วมมือ แลกเปลี่ยนร่วมกันในขบวนภาคประชาคม เพื่อให้เกิดแนวปฏิบัติและลดข้อจำกัดต่อการทำงาน พร้อมนี้ได้รับฟังสถานการณ์ต่างๆของพื้นที่ในแต่ละภูมิภาค เช่น การรับมือภาวะโลกร้อน คาร์บอนเครดิต การปรับพื้นที่สีเขียว ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่จะส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนงานของประชาสังคม ต่อด้วยช่วงเสวนาแนวทางความร่วมมือและส่งเสริมสนับสนุนภาคประชาสังคมในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมีหน่วยงานเข้าร่วมเป็นวิทยากรในการเสวนา 5 หน่วยงาน ดังนี้
1) มูลนิธิแอ็กชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย : เป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมการปฏิรูปทางการศึกษา พัฒนาคุณภาพกลุ่มเด็กและเยาวชน และส่งเสริมบูรณาการในการทำงานของภาคประชาสังคมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการกระจายอำนาจในระดับจังหวัด พร้อมทั้งเสริมสร้างภาคประชาชนให้เกิดความเข้มแข็ง กระจายอำนาจสู่ชุมชนได้ 2) กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) : ขับเคลื่อนงานโดยสนับสนุนเครือข่ายภาคประชาสังคมในการทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐ ส่งเสริมนวัตกรรมทางสังคมในการแก้ไขปัญหาทางสังคม รวมถึงการขับเคลื่อนนโยบาย เช่นการจ้างงานคนพิการ การสร้างหลักประกันทางสุขภาพ 3) เครือข่ายพี่เลี้ยงการพัฒนาโครงการกองทุนสิ่งแวดล้อม : สนับสนุนการจัดทำโครงการเสนอต่อสำนักงานกองทุนสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนแนวทางการเขียนข้อเสนอเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับความต้องการของคนในชุมชน และตรงกับแผนงานของกองทุนสิ่งแวดล้อม 4) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ขับเคลื่อนงานด้วยสมัชชาสุขภาพในระดับจังหวัดและในเชิงประเด็น โดยสร้างพื้นที่กลางในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายด้านสุขภาพ พร้อมทั้งการสร้างรูปธรรมพื้นที่ในการขับเคลื่อนงานเชิงประเด็นสุขภาพ 5) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน : เป็นหน่วยงานสนับสนุนและเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาสังคมและเครือข่ายองค์กรชุมชน โดย หนุนเสริมพื้นที่ในการขับเคลื่อนงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ และระบบหนุนเสริมทางนโยบาย ผลักดันให้เกิดพื้นที่ข้อเสนอ และนำไปสู่การขับเคลื่อนข้อเสนอร่วมกับหน่วยงานต่างๆ
ทั้งนี้ ผู้อำนวยการสถาบันได้พบปะและพูดคุยกับผู้แทนภาคประชาสังคม และที่ประชุม ฯ ได้มีข้อเสนอต่อสถาบันที่สำคัญ คือ ควรมีระบบบริหารจัดการงบประมาณที่สามารถช่วยหนุนเสริมการทำงานของภาคประชาสังคมได้อย่างเพียงพอ โดยมีแผนงานและงบประมาณ ในการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เวทีช่วงบ่าย เป็นการแลกเปลี่ยนแผนงานของการขับเคลื่อนภาคประชาสังคมร่วมกันในระยะต่อไป โดยมีแนวทางในการขับเคลื่อนงานที่สำคัญดังนี้ 1. กำหนดพื้นที่กลาง โดยให้เป็นพื้นที่บูรณาการงานของภาคประชาสังคมและเครือข่ายขบวนการชุมชน โดยมีประเด็นและวาระขับเคลื่อนร่วมกัน 2. สร้างขบวนการภาคประชาสังคมและเครือข่ายประชาคม เพื่อเกิดการเชื่อมโยงโครงสร้างทั้งเชิงพื้นที่และเชิงประเด็นงาน 3. ส่งเสริมให้เกิดการออกแบบและกำหนดแผนงานในการพัฒนาจังหวัด 4. หยิบยกประเด็นการกระจายอำนาจ ให้เป็นประเด็นหลักของการขับเคลื่อนงานสำคัญของภาคประชาสังคม โดยมีทีมติดตาม และศึกษาวิจัยการขับเคลื่อนงานที่ชัดเจน 5. ส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลของภาคประชาสังคมในทุกระดับ 6. ผลักดันให้เกิดนโยบายที่เกี่ยวข้อง ของภาคประชาสังคม พร้อมแนวทางข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนในพื้นที่ 7. นำประสบการณ์ที่ดีรวมถึงการสร้างองค์ความรู้ มาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนงานและสร้างการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคม 8. กำหนดประเด็นการขับเคลื่อนรัฐธรรมนูญ และการกระจายอำนาจ เป็นประเด็นสำคัญเพื่อนำไปสู่กระบวนการปฏิบัติ และสร้างผลลัพธ์การทำงานให้ชัดเจน พร้อมทั้งเป็นเครื่องมือในการดำเนินงานของภาคประชาสังคมด้วย
ช่วงสรุปเวที มีแนวทางในการขับเคลื่อนงานร่วมกัน 2-3 ประเด็น ได้แก่ 1) ข้อเสนอในการสร้างกลไกขับเคลื่อนงาน และเกิดการออกแบบงานให้เป็นไปในทางทิศทางเดียวกับสถาบัน 2) การจัดสรรงบประมาณและแหล่งงบประมาณ โดยให้สถาบัน มีการออกแบบแผนงานและระบบงบประมาณที่เอื้ออำนวยต่อภาคประชาสังคมและขบวนองค์กรชุมชน โดยสถาบันจะเป็นหน่วยประสานงานให้กับเครือข่ายภาคประชาสังคม ได้สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ และช่วยหนุนเสริมการทำงานของภาคประชาสังคมต่อไป
เวทีวันที่ 2 ช่วงแลกเปลี่ยนพูดคุยสถานการณ์การเมืองเศรษฐกิจและสังคม กับบทบาทของภาคประชาสังคม โดย รศ.ดร. โอฬาร ถิ่นบางเตียว รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ได้กล่าวถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน และการขับเคลื่อนงานของภาคประชาสังคม โดยชี้ให้เห็นว่าสถาบันการเมืองของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะต้องสร้างกลไกในการกระจายอำนาจในจังหวัดให้ได้ สร้างความเป็นสถาบันและองค์กรอย่างต่อเนื่อง และเกิดแนวปฏิบัติการจัดการปัญหาของจังหวัดได้ถูกบรรจุในแผนงานของหน่วยงาน โดยจะต้องสร้างความสัมพันธ์ในการใช้อำนาจทางการเมืองพร้อมวิเคราะห์สถานการณ์และโครงสร้างทางการเมือง รวมถึงการวิพากษ์เชิงโครงสร้างระบบด้วย , การสร้างโอกาสให้ประชาชนได้ต่อรองอำนาจกับชนชั้นนำ สร้างสมดุลย์ระหว่างอำนาจรัฐและอำนาจทางสังคมด้วยรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริง
ช่วงการแลกเปลี่ยนเรื่องการกระจายอำนาจภายใต้แนวคิดจังหวัดจัดการตนเอง ความท้าทายของภาคประชาสังคมในสถานการณ์ปัจจุบัน โดย ศ.ดร. บรรเจิด สิงคะเนติ : กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงการกระจายอำนาจและปฏิรูปสังคม จะต้องส่งเสริมสถาบันภาคประชาชนให้เกิดความเข้มแข็ง สร้างสมัชชาของประชาชนในทุกระดับ โดยให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนจังหวัดให้เป็นพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ พร้อมเพิ่มอุดมการณ์ของขบวนประชาชนในพื้นที่ รวมถึงการสร้างรูปธรรมการพัฒนาพื้นที่ที่ชัดเจน เชื่อมโยงกิจกรรมและจัดทำธรรมนูญจังหวัด เพื่อสนับสนุนกระบวนการในพื้นที่ให้เกิดความเข้มแข็ง รวมถึงการเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายร่วมกัน และให้ความสำคัญของการเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายยุทธศาสตร์ ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อที่จะเป็นหน่วยงานในการสนับสนุนความเข้มแข็งของพื้นที่ได้ต่อไป
ช่วงของการปิดเวทีได้มีข้อเสนอต่อการขับเคลื่อนงานภาคประชาสังคม ต่อทิศทางการกระจายอำนาจลงสู่ชุมชน โดยมีแนวทางที่สำคัญดังต่อไปนี้ 1) การกระจายอำนาจควรเริ่มต้นจากในพื้นที่ระดับจังหวัด เพื่อนำไปสู่การกระจายอำนาจในระดับประเทศ 2) ควรมีอุดมการณ์ร่วม และวาระร่วมของคนในจังหวัด 3) การผนึกกำลัง และความร่วมมือของทุกภาคส่วน 4) เชื่อมโยงพื้นที่ประสานการขับเคลื่อนงาน 5) มีกลไกกลางร่วมกันในระดับจังหวัด รวมถึงการส่งเสริมสมัชชา กองทุนกลาง และการกำหนดเป้าหมายร่วมในการพัฒนาพัฒนาจังหวัด 6) ระดมการสร้างกองทุนกลางในระดับจังหวัด ซึ่งจะเป็นกองทุนหนุนเสริมการพัฒนาการขับเคลื่อนในพื้นที่ หนุนเสริมการทำงานของภาคประชาสังคม 7) ปักหลักการขับเคลื่อนพื้นที่พร้อมทั้งขับเคลื่อนงานทางนโยบายร่วมด้วย โดยการเชื่อมโยงข้อมูลและแลกเปลี่ยนกระบวนการจากในระดับพื้นที่สู่ในระดับนโยบาย 8) การกำหนดประเด็นการขับเคลื่อนและการสถาปนางานเชิงประเด็นในจังหวัดที่มีความพร้อม 9) ควรมีการวิเคราะห์องค์ความรู้ บทเรียน และรูปธรรมผลการดำเนินงานของภาคประชาสังคม เพื่อนำไปสู่การจัดการความรู้ และสร้างผลลัพธ์ของการทำงานจากเครือข่ายภาคประชาสังคมให้เป็นที่รับรู้ของสังคมและหน่วยงานภายนอกต่อไป
นางสาวธมลวรรณ สุวรรณรุ่งเรือง
เจ้าหน้าที่บริหารงานข้อมูลอาวุโส ภาพและรายงาน













