ลพบุรี : วันที่ 28 มิถุนายน 2567 สำนักงานภาคกลางและตะวันตก ร่วมกับคณะทำงานโครงการป้องกันและต่อต้านการทุจริตโดยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคประชาชนและขบวนองค์กรชุมชน ภาคกลางและตะวันตก และคณะประสานงานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดลพบุรี จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การสร้างสังคมสุจริต ภาคกลางและตะวันตก ณ ห้องประชุม 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี โดยมีเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนที่ได้รับงบประมาณโครงการฯ ปี 2567 และพื้นที่จังหวัดอื่น พร้อมทั้งหน่วยงานภาคี อาทิ สำนักงานจังหวัดลพบุรี สำนักงาน พมจ.ลพบุรี สำนักงาน ป.ป.ช.สระบุรี และ พอช. เข้าร่วมประมาณ 100 คน
ในเวทีดังกล่าวได้รับเกียรติจากว่าที่ร้อยตรีทรงพล แป้นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานกล่าวเปิดงานและให้กำลังใจการขับเคลื่อนงานป้องกันและต่อต้านการทุจริตโดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน พร้อมกันนี้ นายณัฐวุฒิ สมบูรณ์ยิ่ง หัวหน้ากลุ่มภารกิจป้องกันการทิจริต สำนักงาน ปปช. ประจำจังหวัดสระบุรี ร่วมบรรยายให้ความรู้และร่วมแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับแนวทางการเขียนโครงการเพื่อขอรับงบกองทุน ป.ป.ช.แห่งชาติ นอกจากนี้ยังมีเวทีเสวนา “การขับเคลื่อนงานสร้างสังคมสุจริต” ซึ่งมีผู้บริหาร พอช. และผู้แทนเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนที่ขับเคลื่อนงานป้องกันและต้านการทุจริตร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา
รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีกล่าวเปิดงานและให้กำลังใจแก่ “ผู้ร่วมสร้างสังคมสุจริต”
ว่าที่ร้อยตรี ทรงพล แป้นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี กล่าวให้การต้อนรับขบวนองค์กรชุมชนภาคกลางและตะวันตกทั้ง 13 จังหวัด ที่เดินทางมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในวันนี้ พร้อมทั้งชื่นชมขบวนองค์กรชุมชนที่มุ่งมั่นตั้งใจที่จะเห็นสังคมดีมีคุณภาพ ซึ่งการจะสร้างสังคมดี คนมีคุณภาพและเกิดเครือข่ายป้องกันและต่อต้านการทุจริตได้นั้น อันดับแรกคือการรวมตัวของคนที่มีใจร่วมกันในการเป็นเครือข่าย ซึ่งมีลักษณะ 4 ประการ ได้แก่ 1) ต้องมีหัวใจสุจริต ต่อการป้องกันและต่อต้านการทุจริต ไม่รับในเรื่องของการทุจริตทั้งหลาย 2) การกระทำที่สุจริต 3) ส่งเสริมสนับสนุนคนสุจริต 4) ยกย่องให้กำลังใจคนที่สุจริต และขอเป็นกำลังใจให้กับขบวนองค์กรชุมชนที่มีอุดมการณ์ ตั้งใจมุ่งมั่นในการสร้างสังคมสุจริต ซึ่งจำเป็นที่จะต้องสร้างความโปร่งใสและประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการสอดส่องโครงการของรัฐทั้งระดับชาติ จังหวัด และพื้นที่ เพราะงบประมาณเป็นของทุกคน ความเป็นธรรมในสังคมจะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากการสุจริต และทุกคนในประเทศชาติได้ประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน
เวทีเสวนา “การขับเคลื่อนงานสร้างสังคมสุจริต”
ในช่วงของเวทีเสวนา “การขับเคลื่อนงานสร้างสังคมสุจริต” มีผู้ร่วมเสวนา 4 ท่าน ประกอบด้วย นายศุภสิทธิ์ ศรีสว่าง ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงาน (พื้นที่) ภาคกลางและตะวันตก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) นายทวีศักดิ์ จุลเนียม ผู้แทนคณะประสานงานขบวนองค์กรชุมชน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นางสาวพรรณทิภา ฤทธิ์แก้ว ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดสระบุรี และ ร.อ.อ. ธีระวิทย์ บุญเกิด ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดลพบุรี โดยมีสิบเอกหญิงชิดชนก ไชยชิต เป็นผู้ดำเนินเวที
นายศุภสิทธิ์ ศรีสว่าง ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงาน (พื้นที่) ภาคกลางและตะวันตก กล่าวถึงนโยบายการหนุนเสริมสังคมสุจริตของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. ว่า พอช.ได้มีการทำบันทึกความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในการเป็นหุ้วนส่วนต่อต้านการทุจริต โดยมีเครือข่ายภาคประชาชนร่วมขับเคลื่อน และมีการเปิดวงพูดคุยสร้างความเข้าใจกับสภาองค์กรชุมชนทั่วประเทศ เพื่อเปลี่ยนความไม่มั่นใจและความกลัวในช่วงแรกเริ่ม มาเป็นความกล้าในวันนี้ เห็นได้จากเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนลุกขึ้นมาขยับงานในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2564 ในพื้นที่นำร่อง 25 พื้นที่ ซึ่งได้มีการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านการทุจริตในพื้นที่ รวมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายมาร่วมกระบวนการเกิดแผนผู้ก่อการดี สุดท้ายเกิดกลไกระดับนโยบายร่วมกัน ซึ่งมีทั้งหน่วยงาน ป.ป.ช., ป.ป.ท., และมหาดไทยมาขับเคลื่อนงานร่วมกัน โดยมี พอช.เป็นหน่วยงานประสาน และในระดับพื้นที่มีกลไกการเชื่อมโยงผ่านโครงการที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ ซึ่งในส่วนของภาคกลางและตะวันตก ฯ ปัจจุบัน มีการเคลื่อนงาน 5 จังหวัด ได้แก่ สระบุรี ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี และลพบุรี รวม 107 ตำบล ทำให้มีการเรียนรู้การทำงานซึ่งกันและกันระหว่างขบวนองค์กรชุมชนและหน่วยงาน มีกิจกรรมการแก้ไขปัญหา เกิดกิจกรรมสร้างพื้นที่สีขาว มีช่องทางการสื่อสาร ทำให้เรื่องที่ทำอยู่ในที่มืดสว่างมากขึ้น ทั้งนี้ พอช. มีแนวคิดที่จะทำให้ขบวนองค์กรชุมชนติดตั้งเรื่องธรรมาภิบาลไว้ในทุกเรื่องหรือทุกประเด็นงานที่ทำ ทั้งเรื่อง สภาองค์กรชุมชน สวัสดิการชุมชน การพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และเรื่องที่อยู่มาศัย และให้เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของขบวนองค์กรชุมชน เกิดการยอมรับในการปกป้องผลประโยชน์ของชุมชนและสังคม ซึ่งในปี 2570 มีเป้าหมายที่จะทำให้การเคลื่อนงานของขบวนองค์กรชุมชนในเรื่องการป้องกันและต่อต้านการทุจริตเป็นเรื่องปกติ แม้ว่าจะไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก พอช .ก็ตาม
ต่อมา นายทวีศักดิ์ จุลเนียม ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวถึงการขับเคลื่อนงานป้องกันและต่อต้านการทุจริตโดยภาคประชาชนและภาคีเครือข่ายจนนำมาสู่การได้รับรางวัลพื้นที่สีขาวว่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้รังบประมาณจาก พอช. ปี 2565 – 2566 จำนวน 24 ตำบล แต่ในการดำเนินการในช่วงแรกมีการเชิญพื้นที่สภาองค์กรชุมชนทั้ง 60 แห่งมาประชุมสร้างความเข้าใจและเรียนรู้การทำงานร่วมกัน โดยเชิญผู้แทนจากจังหวัดสระบุรีที่ได้มีการดำเนินการก่อนหน้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยน นำมาสู่การเคลื่อนงานของ 24 ตำบล โดยมีการจัดตั้งกลไกการทำงานระดับจังหวัดที่มีองค์ประกอบมาจากผู้แทนในพื้นที่ และกลุ่มองค์กรภาคี อาทิ สภาเด็ก ชมรม STRONG มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงาน 25 คน จากผู้ว่าราชการจังหวัด
ในการทำงานมีการสร้างและขยายคนทำงานในรูปแบบ 1 ต่อ 4 แล้วขยายต่อไปเรื่อยๆ โดยเริ่มจากพัฒนาผู้นำกลไกจังหวัด 25 คน เป็นครู ก สร้างเครือข่ายการทำงาน 1 คน ที่มากลับไปขยายเพิ่มอีก 4 คน ทำให้เกิดครู ก และครู ข 100 คน จากนั้นไปเคลื่อนงานในพื้นที่ 24 ตำบล เชิญกลุ่มองค์กรต่างๆ เข้าร่วม สร้างกลไกระดับตำบลๆ ละ 25 คน ทำให้มีเครือข่ายการทำงานประมาณ 700 คน และจัดอบรมครู ข ให้ไปขายผลอีก 4 คนทำให้มีเครือข่ายเพิ่มขึ้นเป็น 2,400 คน พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายเชิงคุณภาพในแต่ละตำบล โดยให้เครือข่ายคนทำงานในตำบลที่มีอยู่ประมาณ 100 คน คิดด้วยตัวเองว่าในพื้นที่มีความเสี่ยงเรื่องอะไร และทำการเฝ้าระวังในเรื่องนั้นๆ เช่น การเฝ้าระวังเรื่องกองทุนหมู่บ้าน โครงการของ อบต. โครงการของสำนักงานชลประทาน เป็นต้น จากการทำงานดังกล่าวทำให้เกิดการรับรู้ การตื่นรู้ของคนในพื้นที่ รวมทั้งเด็กและเยาวชนสามารถตอบได้ว่าปัญหาทุจริตส่งผลอย่างไรต่อชมุชน/ตำบล กลุ่มองค์กรท้องถิ่นเกิดความร่วมมือมากขึ้น เกิดธรรมาภิบาล และยังได้รับรางวัลจากการประกวดพื้นที่ต้นแบบสีขาวครอบคลุมทั้งจังหวัด ในปี 2565 อีกด้วย
จากนั้นเป็นการแลกเปลี่ยนการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ระดับตำบล โดยนางสาวพรรณทิพา ฤทธิ์แก้ว ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลเจริญธรรม จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งใน 5 พื้นที่นำร่องของภาคกลางและตะวันตกในปี 2564 โดยในช่วงแรกผู้นำในพื้นที่มีความวิตกกังวลเพราะไม่เข้าใจแนวทางการทำงาน จึงเชิญเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. เข้ามาสร้างความเข้าใจและตอกย้ำแนวทางการทำงานว่าเป็นเชิงสร้างสรรค์ สร้างความตระหนักให้กับประชาชนในพื้นที่ มีช่องทางการเฝ้าระวังโครงการของรัฐ/กลุ่มองค์กร ซึ่งการดำเนินงานไม่ใช่การจับผิดหรือสร้างความแตกแยก แต่เป็นการสร้างเครือข่ายชวนคนกลุ่มต่างๆ มาขับเคลื่อนสังคมสุจริตผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น การทำแบบทดสอบความใสสะอาด จัดอบรมให้ความรู้ สอดส่องในหมู่บ้าน/ตำบล รวมทั้งสร้างความเข้าใจกับหน่วยงานในพื้นที่ว่าเป็นการทำงานเชิงสร้างการรับรู้ไม่ใช่การจับผิด และมีการหารือร่วมกับหน่วยงานในการสร้างการรับรู้การทำงานของหน่วยงานให้ประชาชนได้รับทราบด้วย ทำให้เกิดการเปิดเผยข้อมูลการทำกิจกรรม/โครงการของหน่วยงานรัฐให้ประชาชนทราบ
ร.อ.อ.ธีระวิทย์ บุญเกิด ประธานสภาองค์กรชุมชนจังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นได้รับงบประมาณปีนี้เป็นปีแรก ได้กล่าวถึงการสนับสนุนการเคลื่อนงานในจังหวัดลพบุรีว่า ในปี 2567 ได้รับงบประมาณ 25 ตำบล มีการขับเคลื่อนกิจกรรมร่วมกับประชาชนในพื้นที่ตำบลและนักเรียนโรงเรียนต่างๆ เช่น การส่งเสริมเรื่อง “โตไปไม่โกง” และมีการพูดคุยกับท้องถิ่นมีการดูแลเรื่องอาหารกลางวันของนักเรียนที่เหมาะสมกับวัย ส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างประชาชนกับหน่วยงานในเชิงการป้องกัน และทำให้เกิดมิตรภาพที่ดีในการทำงานร่วมกันอย่างมีคุณภาพ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานเป็นอย่างดี ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ใหม่รับงบประมาณเป็นปีแรก สิ่งที่คาดหวัง คือ ให้ 25 ตำบลเกิดการทำงานร่วมกัน ไม่มองเรื่องงบประมาณ แต่มองเป้าหมายเรื่องคนและจิตสำนึกเป็นเครื่องมือการทำงาน
ป.ป.ช. สระบุรี ร่วมบรรยายแนวทางการเขียนโครงการเพื่อขอรับงบกองทุน ป.ป.ช. แห่งชาติ
ต่อมาในช่วงท้ายของเวที มีการบรรยายเรื่องแนวทางการเขียนโครงการเพื่อขอรับงบกองทุน ป.ป.ช.แห่งชาติ ผ่านระบบโปรแกรม Zoom โดยนายณัฐวุฒิ สมบูรณ์ยิ่ง เจ้าพนักงานป้องกันการทุจริตชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มภารกิจป้องกันการทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสระบุรี ซึ่งนายณัฐวุฒิกล่าวว่ากองทุนดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เพื่อให้เครือข่ายภาคประชาชนได้มีโอกาสสนับสนุนการทำงาน ในการสร้างการรับรู้ การตระหนักและการป้องกัน โดยภาคประชาชน กลุ่ม องค์กร หรือหน่วยงานสามารถเขียนโครงการเพื่อขอรับงบประมาณมาดำเนินการได้ ซึ่งเนื้อหาการบรรยายประกอบด้วย ความเป็นมาและวัตถุประสงค์ หลักเกณฑ์การพิจารณาให้การสนับสนุน ลักษณะโครงการที่จะให้การสนับสนุน วิธีการยื่นแบบคำขอ การเขียนโครงการ แผนบริหารโครงการ การเขียนรายงาน สรุปขั้นตอนการดำเนินงานรับการสนับสนุน ทั้งนี้ จากการบรรยายดังกล่าว ทำให้ผู้เข้าร่วม ทั้งในส่วนของเครือข่ายองค์กรชุมชน และเจ้าหน้าที่ พอช. ได้เห็นหลักคิดและกระบวนการในการเขียนโครงการอย่างละเอียด ทำให้เห็นถึงช่องทางการเข้าถึงงบประมาณสนับสนุนการขับเคลื่อนงานของประชาชนทั้งในส่วนของพื้นที่ที่เคยได้รับงบประมาณจาก พอช.และปัจจุบันไม่ได้รับงบประมาณแล้ว และพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับงบประมาณ สามารถเขียนโครงการรับงบประมาณดังกล่าวได้
สรุปภาพรวมการขับเคลื่อนงานสร้างสังคมสุจริตภาคกลางและตะวันตกในช่วงที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ภาคกลางและตะวันตก ได้มีการขับเคลื่อนงานโครงการป้องกันและต่อต้านการทุจริตฯ มาแล้วเป็นระยะเวลา 4 ปี (2564 – 2567) นับตั้งแต่พื้นที่นำร่องในจังหวัดสระบุรี 5 ตำบลเมื่อปี 2564 และต่อมีการขยายพื้นที่เพิ่มเติมในปี 2565 และ 2566 จำนวน 10 ตำบล พร้อมกันนี้ได้มีการเพิ่มพื้นที่ทำงานอีก 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (2565 – 2567) จำนวน 24 ตำบล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (2566 – 2567) จำนวน 19 ตำบล จังหวัดกาญจนบุรี (2566 – 2567) จำนวน 24 ตำบล และจังหวัดลพบุรี (2567) จำนวน 25 ตำบล รวมทั้งสิ้น 5 จังหวัด 107 ตำบล โดยยึดหลักสำคัญในการขับเคลื่อนงาน คือ สร้างการรับรู้และจิตสำนึกประชาชนในพื้นที่ สร้างระบบพื้นที่เปิดเผยโปร่งใสให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลโครงการและงบประมาณ สร้างธรรมาภิบาลภาคประชาชนและองค์กรชุมชน และปฏิบัติการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสการทุจริตและประพฤติมิชอบในพื้นที่ โดยมีกลไกหลักในพื้นที่ ได้แก่ เครือข่ายภาคประชาชน/องค์กรชุมชน สภาองค์กรชุมชน สภาเด็กและเยาวชน และชมรมสตรอง และมีความร่วมมือกับภาคีภาคส่วนอื่น อาทิ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน สถานศึกษา องค์กรทางศาสนา ภาคธุรกิจ/เอกชน ประชาสังคม และสื่อมวลชน ผลจากการขับเคลื่อนงาน ทำให้เกิดเครือข่ายในการป้องกันและต่อต้านการทุจริตฯ ประชาชนหรือคนในชุมชน เด็ก เยาวชน เกิดการรับรู้ ตื่นรู้ และสร้างจิตสำนึกที่ได้ ไม่ปล่อยให้การแก้ไขปัญหาการทุจริตเป็นหน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว ในขณะเดียวกันหน่วยงานภาครัฐทั้งท้องถิ่น โรงเรียน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล กลุ่ม องค์กรต่างๆ ให้ความสำคัญในการป้องกันและการต่อต้านการทุจริต โดยการให้ความร่วมมือต่างๆ เช่น การใช้สถานที่จัดกิจกรรม สนับสนุนเจ้าหน้าที่เข้าร่วม ส่งเสริมการติดตั้งตู้รับเรื่องร้องเรียน รวมทั้งร่วมสร้างพลังในการประชาสัมพันธ์ การสร้างการรับรู้เรื่องราวการทุจริตของคนในชุมชน เป็นต้น
รายงาน : เรวดี อุลิต














