วันที่ 27 มิถุนายน 2567 ณ ห้องประชุม สป.1 ชั้น 8 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ นายวิริยะ แต้มแก้ว ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานประสานขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคม ได้เป็นผู้แทนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ในการเข้าร่วมประชุม “แนวทางการสร้างความร่วมมือการขับเคลื่อนการเข้าถึงบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยมีนายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมุนษย์ เป็นประธานการประชุม และมีคณะผู้บริหาร พม. คณะผู้บริหาร สปสช. เข้าร่วม ที่ประชุมมีการติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานและข้อสรุปร่วมในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
- การเชื่อมข้อมูลสุขภาพระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งมีการเชื่อมข้อมูลของกลุ่มเปราะบางที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกระทรวง พม. ประกอบด้วย (1) กลุ่มเปราะบางที่มีสิทธิ์การรักษาจะถูกส่งต่อข้อมูลไปยังระบบของ สปสช. โดยอัตโนมัติทันที (2) การรับเงินสนับสนุน/สงเคราะห์จจาก สปสช. (3) การเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขของกลุ่มเปราะบางที่อยู่ในศูนย์สงเคราะห์ฯ
นอกจากนี้ ในส่วนของข้อมูลที่ถูกส่งต่อไปยัง สปสช. ทาง พม.เองก็จะมีข้อมูลของกลุ่มผู้พิการ/กลุ่มเปราะบางที่มีการขึ้นทะเบียนไว้ทำให้รับรู้ถึงสิทธิประโยชน์/ให้การช่วยเหลือในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2567 นี้ และในระยะต่อไป ทาง สปสช.จะทำการเชื่อมข้อมูลของกลุ่ม Long term care ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มดังกล่าวร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ การเชื่อมข้อมูลสุขภาพระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความมุ่งหวังให้เกิดการช่วยเหลือ ทบทวนสิทธิ์ของกลุ่มเปราะบางที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิ์ สามารถเข้าถึงสิทธิ์การรักษาพยาบาลได้อย่างทั่วถึง
- การเข้าร่วมเป็นหน่วยบริการรับส่งต่อเฉพาะด้าน ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 โดยอาจมีการยกระดับศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ (ศพส.) 12 แห่งทั่วประเทศ ให้เป็นหน่วยบริการรับส่งต่อเฉพาะด้าน ซึ่งในด้านการสนับสนุนงบประมาณให้กับผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง งบต้องไม่ซ้ำซ้อนกันระหว่างหน่วยงาน
- การเพิ่มการเข้าถึงในบริการสาธารณสุขในกลุ่มเปราะบาง : ในการเพิ่มการเข้าถึงบริการในศูนย์/สถานสงเคราะห์ และในชุมชน ซึ่งทาง สปสช.มีการดำเนินงานอยู่แล้วใน 13 เขต 35 จังหวัด มีศูนย์/สถานที่นำร่อง 35 แห่ง ทั้งนี้ จะเพิ่มศูนย์/สถานสงเคราะห์ให้มากขึ้นได้อย่างไร โดยในส่วนพอช. ได้เสนอว่าอาจจะใช้บ้านกลางที่มีอยู่ในชุมชน/บ้านมั่นคง หรือกองทุนสวัสดิการชุมชนที่การขับเคลื่อนงานในพื้นที่อยู่แล้ว มาเชื่อมโยงการทำงานร่วมด้วยได้ซึ่งอาจจะหารือแนวทางการทำงานร่วมกันในระยะต่อไป
ในช่วงท้ายของการประชุมมีข้อสรุปร่วมกันกำหนดให้มีการสัมมนาเชิงปฏิบัติระหว่างหน่วยงานกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อทำความเข้าใจในเจตนารมณ์ แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนงานร่วมกันในการเข้าถึงบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติช่วงเดือนสิงหาคม 2567 นี้








