เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 มีประชุมหารือแนวทางการประสานความร่วมมือขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่นร่วมระหว่างสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ณ ห้องประชุมจงกล ชั้น 28 ธนาคารกรุงเทพ ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ ซึ่งการประชุมในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือแนวทางการประสานความร่วมมือการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่นผ่านประเด็นงานพัฒนาสำคัญๆ นำไปสู่การสร้างชุมชนเข้มแข็ง โดยมีผู้แทนหน่วยงานเข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ พอช. นพ.พงศ์เทพ วงศวัชรไพบูลย์ ผู้จัดการ สสส. นายกฤษดา สมประสงค์ ผอ.พอช. นายวิชัย นะสุวรรณโน รอง ผอ.พอช. นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วย ผจก.สสส. นางสาวจันททนา เบญจทรัพย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องประมาณ 10 คน
การขับเคลื่อนงานพัฒนาผู้นำเข้มแข็งสู่การสร้างชุมชนเข้มแข็ง
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ พอช. : ได้กล่าวว่า พอช.มีภารกิจในการส่งเสริมให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งผ่านโครงการพัฒนาต่าง ๆ เช่น โครงการพัฒนาป่าชุมชน โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยทั้งเมืองและชนบท โครงการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก ฯลฯ ซึ่งที่ผ่านมาได้เน้นการทำงานเรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัยเป็นหลัก จากนั้นเมื่อชุมชนสามารถยืนได้ด้วยตนเองแล้ว มีการขยายผลการดำเนินงานโครงการต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งมากกกว่าเดิม ซึ่งการที่จะทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งได้นั้น ต้องส่งเสริมชุมชนใน 3 Step กล่าวคือ (1) ทำให้ชุมชนยืนได้ มีระบบการออมในชุมชน นำมาแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกหนี้ระบบที่ถูกกดขี่ จะทำให้ชุมชนเข้มแข็งขึ้น (2) ทำให้ชุมชนแข็งแรง โดยเมื่อมีเงินออม มีการจัดการหนี้นอกระบบ ก็จะทำให้ชุมชนสามารถจัดสวัสดิการชุมชนดูแลกันเองได้ภายในชุมชน ทำให้ชุมชนมีสุขภาพที่แข็งแรงช่วยเหลือกันเองได้ และ (3) ทำให้ชุมชนวิ่งได้ เมื่อมีเงิน มีรายได้ มีการทำโครงการต่าง ๆ เช่น ป่าชุมชน การตลาด การพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก ฯลฯ ก็จะมีผู้นำที่เข้มแข็งในการขับเคลื่อนงานพัฒนาต่าง ๆ ในพื้นที่ ก็จะทำให้ชุมชนเดินหน้าได้โดยไม่ต้องเป็นฝ่ายรอรับจากรัฐเพียงฝ่ายเดียว ทำให้ประเด็นงานพัฒนาต่าง ๆ เกิดการขยายผลให้ชุมชนที่เข้มแข็งเป็นพี่เลี้ยงให้กับพื้นที่อื่นต่อไป ดังนั้น ในการพัฒนาความเข้มแข็งของผู้นำ จำเป็นต้องการพัฒนาโรงเรียนผู้นำขึ้นมา ให้เป็นแหล่งเรียนเรียนรู้ พื้นที่ต้นแบบการขับเคลื่อนงานพัฒนาขยายผลไปยังพื้นที่อื่นต่อไป
การสร้างผู้นำผ่านโครงการต่าง ๆ ก็เปรียบเสมือนการสร้างช่างปั้น เมื่อทำการปั้นบ่อย ๆ จะกลายเป็นช่างปั้นที่ยิ่งใหญ่ การทำโครงการต่าง ๆ ก็เช่นเดียวกันทั้งโครงการบ้าน การพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก โครงการจัดการป่าชุมชน ก็ถือเป็นการฝึกผู้นำ ทำให้ผู้นำขับเคลื่อนงานไปได้ ทำให้ผู้นำเห็นอีกหนึ่งมุมมองของชุมชน เป็นการทำโปรเจ็กส์ต้นแบบ หากทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ก็จะให้มีภาคีมาร่วมผลักดันโครงการต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังได้กล่าวว่าด้วยว่า พอช. ใช้มีทักษะ 2 ทักษะในการขับเคลื่อนงานพัฒนา คือ ทักษะแรก เป็นการสร้างผู้นำ ส่วนอีกหนึ่งทักษะ (ทักษะที่สอง) เป็นการขยายผลการดำเนินการงานโครงการพัฒนาต่าง ๆ ให้เต็มพื้นที่ซึ่งการขยายโครงการต่างๆ ให้เต็มพื้นที่ไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องทำโครงการนำร่องก่อนจึงขยายผล รวมทั้งต้องประสานความร่วมมือกับภาคีพัฒนาที่เกี่ยวข้องทั้งภาคธุรกิจ เอกชน ประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน อีกทั้งต้องเลือกพื้นที่ที่มีความเข้มแข็ง มีความพร้อมในการขับเคลื่อนด้วย เช่น โครงการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กที่มีการดำเนินงานในปีนี้ 60 ศูนย์ คาดว่าจะขยายเป็น 200-300 ศูนย์ การจัดการป่าชุมชนที่ดำเนินการเป็นต้นแบบ 15 พื้นที่ จะขยายเพิ่มอีก 45 พื้นที่เป็น 60 พื้นที่ ฯลฯ ซึ่งเมื่อเรามีพื้นที่ต้นแบบ ชาวบ้านจะมาดู และชาวบ้านจะกลับไปทำเอง จะทำให้มีป่าที่หลากหลาย มีป่าชายเลน จะมีการขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ ได้ หากทำได้ทั่วไทย จะทำให้น้ำดีขึ้น ดินดีขึ้น เกิด Value ของพื้นที่ป่านั้น ๆ เมื่อมีผู้นำเข้มแข็ง ก็จะทำให้งานพัฒนาเกิดความเข้มแข็งตามไปด้วย โดยเรามีพื้นที่ทั้งหมด 8,000 ตำบล หากทำเพียง 4,000 ตำบลก็พอ โดยเริ่มจากพื้นที่ตำบลเข้มแข็งก่อน ส่วนพื้นที่ใดยังไม่มีผู้นำเข้มแข็งให้ทำโครงการ/กิจกรรมงานพัฒนาต่าง ๆ ไปพลางก่อน
นพ.พงศ์เทพ วงศวัชรไพบูลย์ ผู้จัดการ สสส. : ได้กล่าวว่า สสส. ได้มีโอกาสลงพื้นที่สนับสนุนพื้นที่การทำงานที่อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ทำให้เห็นศักยภาพของ พอช.ที่ทำงานร่วมกับชุมชนที่ไม่ใช่เพียงแค่การทำงานเรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพียงเท่านั้น แต่ยังเห็นเรื่องการพัฒนาผู้นำ การรวมกลุ่มออมทรัพย์ รวมถึงการขับเคลื่อนงานพัฒนาด้านอื่นที่จะทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยต้องสร้างผู้นำ มีโรงเรียนผู้นำ เพื่อขยายผลการทำงาน ซึ่งในส่วนของ สสส. มีสถาบันการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพ (Thai Health Academy) มีลักษณะเป็น SDU ทำงานในรูปแบบ Business Model โดย Thai Health Academy จะสามารถ Train ผู้นำ/คนในพื้นที่ ให้สามารถแก้ไขปัญหาในพื้นที่ของตนเองได้
สำหรับ สสส.มีการทำงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล/ตำบล) โดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) ทำเรื่องชุมชนสุขภาวะ และสำนักสร้างสรรค์โอกาส (สำนัก 6) ทำเรื่องสภาผู้นำชุมชน ดังนั้น ในการทำงานร่วมระหว่าง พอช.กับ สสส. อาจจะดำเนินการร่วมกันในเรื่องสุขภาวะชุมชนเป็นพื้นที่บูรณาการการทำงานร่วมในพื้นที่ที่มีความเข้มแข็งก่อน
นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการ พอช. : ได้กล่าวว่า พอช. กับ สสส. มีการประสานความร่วมมือการทำงานร่วมกันหลากหลายมิติทั้งเรื่องการจัดการป่า การพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง คนรุ่นใหม่คืนถิ่น ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้คนรุ่นใหม่กลับไปทำงานพัฒนาโครงการในพื้นที่ของตนเองโดยรุ่น 1 ได้สนับสนุนงบประมาณไปแล้วจำนวน 80 โครงการ โดยจะเปิดรับสมัครรุ่นที่ 2 ในช่วงต้นเดือนพฤษถาคม 2567
ทั้งนี้ ในส่วน สสส. เน้นการทำงานสุขภาวะเป็นหลัก ส่วนทาง พอช. เน้นส่งเสริมให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งผ่านประเด็นงานพัฒนาต่าง ๆ (สภา สวก. การพัฒนาที่อยู่อาศัย ฯลฯ) ซึ่งมีประเด็นที่ทั้งสองหน่วยงานที่จะขับเคลื่อนร่วมกันคือมิติสุขภาวะชุมชน
การพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ พอช. ดำเนินการในปัจจุบันถือได้ว่าเป็นมิติสุขภาวะของชุมชนเช่นเดียวกัน นอกจากการขับเคลื่อนงานผ่านประเด็นงานพัฒนาต่าง ๆ แล้ว พอช. ยังได้มีการขับเคลื่อนงานพัฒนาผ่านกลไกขบวนองค์กรชุมชนระดับจังหวัด (จังหวัดบูรณาการ 22 จังหวัด) ที่เป็นกลไกการทำงานขบวนองค์กรชุมชนระดับจังหวัดผนึกพลัง ประสานความร่วมมือการทำงานกับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในจังหวัด บูรณาการคน/งานเข้าด้วยกัน โดยคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของคนในจังหวัดเป็นสำคัญ ซึ่งมี “จังหวัดภูเก็ต” เป็นแม่แบบที่จะขยายผลไปยังพื้นที่จังหวัดในการทำงานต่อไป
นายวิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการ พอช. : ได้กล่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงแนวทางการพัฒนาผู้นำของ พอช. โดยมีแนวทางสำคัญในการดำเนินงาน ดังนี้
- การยกระดับพื้นที่การทำงานของ พอช. ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ เป็นต้นแบบพื้นที่จัดการเรียนรู้ให้กับคนในพื้นที่ได้
- การทำโรงเรียนผู้นำระดับจังหวัด โดยขั้นต้นจะนำร่องกลุ่มจังหวัดละ 1 จังหวัด เพื่อประสานการทำงาน บูรณาการการทำงานกับหน่วยงานในพื้นที่
- การพัฒนาหลักสูตรกลาง เพื่อพัฒนาผู้นำ มีทั้งสิ้นจำนวน 6 หลักสูตร
- การเปิดหลักสูตรกลาง (ทดลอง) สำหรับบุคคลทั่วไป/องค์กรภายนอก เพื่อมาเรียนรู้งานพัฒนาชุมชนท้องถิ่น
- การพัฒนาระบบข้อมูล โดยจะมีการทำทะเบียน/ฐานข้อมูลผู้นำ
- การจัดระบบสวัสดิการผู้นำ
ซึ่งโดยในปี 2567 จะดำเนินการใน 2 หลักสูตรข้างต้นก่อน คือ (1) หลักสูตรผู้นำขับเคลื่อนจังหวัดบูรณาการ 22 จังหวัด (ทั้งผู้นำเก่าและผู้นำใหม่) (2) หลักสูตรการพัฒนาผู้นำที่เข้าไปอยู่ใน กบจ.
นางสาวจันทนา เบญจทรัพย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. : ได้หยิบยกตัวอย่างรูปธรรมความสำเร็จของการทำงานในพื้นที่ของชุมชน โดย พอช. ได้ใช้โครงการพัฒนาเป็นเครื่องมือ ผ่านผู้นำที่มีความเข้มแข็งแก้ปัญหางานพัฒนาในพื้นที่ได้ เช่น โครงการจัดการป่าชุมชนที่บ้านถ้ำเสือ จังหวัดเพชรบุรี มีการประสานสานการทำงานกับ วช. เรื่องการเพิ่มมูลค่าให้กับไม้ในป่าชุมชนโดย วช. จะลงไปถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับชมชุน และมีเรื่องการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน ที่มี Local Life มาร่วมสนับสนุน รวมถึงจะมีการพัฒนาคาร์บออเครดิตกับธนาคารกรุงเทพและธนาคารออมสิน โดยมีพื้นที่เป็นผู้บริหารจัดการพื้นที่เอง
อีกทั้งยังมีการพัฒนาเรื่องระบบข้อมูลชุมชน COPIN พัฒนามาจาก MIT พัฒนาเป็นระบบข้อมูลชุมชน ซึ่งมีทั้งของดีชุมชน ปัญหาความต้องการของชุมชน เพื่อนำไปแมชชิ่งกับข้อมูลภาคเอกชน และยังได้มีการพัฒนาให้มีการจัดเก็บข้อมูลขอลชุมชนที่เป็นกลุ่มเปราะบางเข้าไปจัดเก็ยใน COPIN ด้วย โดยมีการนำร่องระบบข้อมูลดังกล่าวที่จังหวัดสระแก้ว ซึ่งจะมีการลงพื้นที่ไปดูระบบข้อมูลในช่วงวันที่ 28 – 29 เมษายน 2567 นี้ มีการขยายผลไปที่จังหวัดชัยนาท และภูเก็ต
- แนวทางการประสานความร่วมมือการทำงานร่วมขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนท้องถื่น
- การขับเคลื่อนชุมชนสุขภาวะ อาจจะต้องหารือวิธีการทำงานร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหากชุมชนยืนให้ได้ เมื่อนำหนี้ระบบออกไป ก็จะทำให้ชุมชนมีสุขภาพแข็งแรงตามไปด้วย โดยต้องแข็งแรงในเชิงมิติสุขภาพควบคู่ไปพร้อมด้วย ขั้นต้นได้มีการหารือกับ นพ.ชูชัย เช่น อาจจะดำเนินการโครงการแพทย์ชนบท 1 คน ต่อ ผู้นำ 1 คน เมื่อเวลามีปัญหาเกิดขึ้นในชุมชนก็ให้ให้คุณหมอเป็นที่ปรึกษาของชุมชนนั้น ๆ ฯลฯ หากสามารถทำได้ โดยปีแรกอาจจะนำร่องก่อน 100 หรือ 120 แห่ง โดยทำในเฉพาะกับกลุ่มผู้นำชุมชนที่มีความเข้มแข็งก่อน และเมื่อชุมชนสุขภาพดี ก็จะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนได้ ไม่เป็นหนี้ และดึงคนรุ่นใหม่กลับถิ่น หากนำพลังของชุมชนออกมาได้ ก็จะทำให้สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน หากทำได้ก็จะทำให้สุขภาพชุมชนทั่วไทยดีขึ้น
- การพัฒนาผู้นำ ควรมีการหารือร่วมระหว่าง Thai Health Academy กับ CODI Academy เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาผู้นำระดับต่าง ๆ ร่วมกัน และดูว่าเรื่องใดเป็น “จุดคานงัด” (การพัฒนาผู้นำ หรือ การสร้าง Relationship)
ในส่วนของโรงเรียนผู้นำทาง พอช. (CODI Academy) อยู่ระหว่างการออกแบบการทำโรงเรียนผู้นำ ซึ่งทุกคนสามารถเป็นผู้นำได้ แต่เมื่อทุกคนเห็นว่ามีชุมชนอื่นทำ ผู้นำชุมชนนั้น ๆ ก็จะไปเริ่มในชุมชนของตนเอง เรียนรู้แนวคิด และนำไปปรับใช้ใน เป็นการสอนให้รู้ว่า มีอะไรบ้าง รวมถึงการทำระบบข้อมูลก็เป็นสิ่งสำคัญ หากเรามีผู้นำเข้มแข็ง ผู้นำก็จะสามารถรายงานข้อมูลในพื้นที่มาได้ ทำให้เห็นภาพรวมในชุมชนได้
- การจัดการป่าชุมชน เสนอให้พื้นที่ต้นแบบ 15 พื้นที่ ยกระดับเป็นศูนย์เรียนรู้ ยกระดับการทำงานเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาคธุรกิจ/เอกชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในมิติต่าง ๆ ทั้งอาชีพ การตลาด และขยายพื้นที่ต้นแบบเป็น 1 ต่อ 3 พื้นที่เป็น 45 พื้นที่รวมพื้นทั้งหมดที่จะขับเคลื่อนงานต่อเป็น 60 พื้นที่ (พื้นที่ต้นแบบ 15 + พื้นที่ขยาย 45)










