วันที่ 23 – 24 มกราคม 2567 สำนักงานภาคกลางและตะวันตก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) ร่วมกับขบวนองค์กรชุมชนกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 (สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์) จัดเวที “ถอดบทเรียนและทิศทางการทำงานของสภาองค์กรชุมชน โดยใช้บ้านพอเพียงเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกมิติของขบวนองค์กรชุมชน กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 ณ ห้องประชุมพริบพรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรี เพื่อตอกย้ำบทบาทของสภาองค์กรชุมชน และทบทวนกระบวนการทำงานบ้านพอเพียงและงานที่อยู่อาศัยในช่วงที่ผ่านมา พร้อมร่วมกันกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนงานในระยะต่อไป
บทเรียนการขับเคลื่อนงานบ้านพอเพียงในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา
ดร.อุษา เทียนทอง แกนนำกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 วิทยากรกระบวนการแบ่งกลุ่มย่อย ชวนผู้เข้าร่วมทบทวน “ระบบการขับเคลื่อนงานบ้านพอเพียง” ซึ่งจากการสรุปภาพรวม พบว่าในการขับเคลื่อนงานมีแกนนำหลักที่มีองค์ประกอบมาจากคณะทำงานสภาองค์กรชุมชน ผู้นำท้องที่ กลุ่มจิตอาสา บางพื้นที่มีท้องถิ่นเข้าร่วม มีการจัดทีมทำงานแบ่งออกเป็นคณะกรรมการกลาง ทีมข้อมูล ทีมช่าง ทีมประเมินติดตาม ฯลฯ ส่วนวิธีการทำงาน ได้มีการจัดประชุมร่วมทั้งแกนนำคนทำงาน ผู้เดือดร้อน หน่วยงาน/ภาคีที่เกี่ยว มีการเชื่อมโยงระบบข้อมูลและออกแบบวิธีการทำงานร่วมกัน โดยภาคีที่ร่วมส่วนใหญ่เป็นท้องถิ่น และ พมจ.เป็นหลัก บางพื้นที่มีเอกชนร่วมด้วย ในการวางแผนการทำงานใช้ข้อมูลจากการสำรวจมาแยกประเภทความเดือดร้อน จัดลำดับผู้เดือดร้อนตามความจำเป็นเร่งด่วน กำหนดกติกา ระบบบริหารและระยะเวลาการดำเนินงานร่วมกัน
ในส่วนของกระบวนการปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ได้มีการจัดตั้งกลไกร่วมทำงาน ได้แก่ ทีมคณะทำงานกลาง ทีมช่างชุมชน/ช่าง อบต. มีบทบาทในการออกแบบการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยตามระยะเวลาและการประสานกับแหล่งงบประมาณ รวมทั้งการซ่อมแซมให้สอดคล้องกับภูมิอากาศ/บริบทของพื้นที่ ประเมินการซ่อมแซมบ้าน ประเมินราคาวัสดุ สืบราคาจากร้านค้าชุมชน ทำแผนงบประมาณในการปรับปรุงซ่อมแซมบ้าน หลังจากที่มีการจัดซื้อวัสดุแล้วมีการส่งมอบวัสดุ ทีมติดตามกำกับดูแลการซ่อมสร้าง ประสานความช่วยเหลือกรณีมีปัญหาข้อติดขัด งบประมาณไม่เพียงพอต่อการซ่อมแซม และติดตามประเมินผลการดำเนินงาน
ผลจากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่า การซ่อมสร้างบ้านพอเพียงสามารถลดความเหลื่อมล้ำด้านการอยู่อาศัย โดยเจ้าของบ้านมีส่วนร่วมในการจัดการ และกลุ่มเป้าหมายมีความสุข/มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ส่วนผู้ดำเนินการหรือคณะทำงานเองก็มีความภาคภูมิใจและสุขใจที่ได้ดำเนินการ หน่วยงานในพื้นที่ให้การยอมรับ และยังเกิดการเชื่อมโยงแผนการแก้ไขปัญหาระยะ 3 – 5 ปี แต่อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่ามีปัญหาข้อติดขัดที่ส่งผลต่อการดำเนินหลายประการ อาทิ ผู้เดือดร้อนมีเป็นจำนวนมากงบประมาณที่ได้รับจาก พอช. แก้ไขปัญหาได้ไม่ทั่วถึง แม้ว่าจะมีการส่งเสริมให้กลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมสมทบกองทุน/ประสานภาคีร่วมสมทบ แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการทำงาน การเชื่อมโยงภาคีพัฒนายังมีน้อย บางพื้นที่อยู่ห่างไกล การขนส่งวัสดุยากลำบากและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น วัสดุและค่าแรงมีราคาสูง บางหมู่บ้านไม่มีช่างอาสา มีการเปลี่ยนแปลงจุดซ่อมแซม ผู้รับประโยชน์ต้องการบริหารเงินเอง ภัยพิบัติธรรมชาติ ข้อจำกัดเรื่องเวลา และปัญหาการเมืองท้องถิ่น เป็นต้น ทั้งนี้ บางปัญหาทางคณะทำงานได้ร่วมกันหาแนวทางแก้ เช่น การเชื่อมโยงงบประมาณจาก CSR ผู้นำชุมชน และกองทุนต่างๆ ที่มีอยู่ในหมู่บ้านมาร่วมสมทบในการปรับปรุงซ่อมแซมบ้าน เช่น กองทุนสวัสดิการชุมชน กองทุนแม่ของแผ่นดิน เป็นต้น
บทเรียนที่ได้ในครั้งนี้ ในเชิงบวก พบว่าสภาองค์กรชุมชนได้รับการยอมรับและมีเวทีกลางในการแก้ไขปัญหาของประชาชนทุกมิติ เกิดทีมทำงานในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย มีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างมีส่วนร่วม มีการติดตามเป้าหมายที่ซ่อมแซมบ้านให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมของตำบล มีการพัฒนาต่อยอดยกระดับคุณภาพชีวิตในมิติอื่นๆ เช่น โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต การส่งเสริมอาชีพ-รายได้ การดูแลสุขภาพที่ดำเนินงานโดย พอช. และหน่วยงานอื่น สำหรับข้อเสนอแนะต่อการพัฒนานั้น มีการเสนอว่าควรทำความเข้าใจการขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่อง ประสานความร่วมมือ/เชื่อมโยงกับภาคีพัฒนาอื่น พัฒนาศักยภาพทีมทำงาน เช่น สภาองค์กรชุมชน ช่างชุมชน ฯลฯ และการใช้โครงการบ้านพอเพียงเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิต เป็นต้น
“6 ปี : ข้อค้นพบจากการซ่อมสร้างบ้านพอเพียง”
นายวิริยะ แต้มแก้ว ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานภาคกลางและตะวันตก พอช. กล่าวว่า แนวคิดของโครงการบ้านพอเพียง เป็นเครื่องมือในการให้ขบวนองค์กรชุมชนไปเชื่อมโยงต่อยอดงบประมาณกับหน่วยงานในพื้นที่ เนื่องจาก พอช. มีงบประมาณสนับสนุนน้อย แต่กลุ่มเป้าหมายคือพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยมีอยู่เป็นจำนวนมาก มีข้อค้นพบจากการทำงานปรับปรุงซ่อมแซมบ้านพอเพียงในช่วงปี 6 ปีที่ผ่านมาว่ายังไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ เพราะยังเป็นการทำงานแก้ปัญหาโดยพี่น้องขบวนองค์กรชุมชนเพียงลำพัง เชื่อมโยงหน่วยงาน/ภาคีได้น้อยและยังไม่กว้างขวาง ทำอย่างไรที่จะต่อยอดกับงบประมาณกับหน่วยงานในพื้นที่ได้ ซึ่งแนวทางหนึ่งที่สำคัญ คือ การจัดทำแผนพัฒนาระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด โดยสภาองค์กรชุมชนเป็นแกนกลางในการจัดทำแผนพัฒนาชุมชนท้องถิ่นระยะ 3 – 5 ปี ซึ่งเป็นแผนที่ครอบคลุมปัญหาของคนในหมู่บ้าน ตำบล เสนอต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผลักดันเป็นแผนพัฒนาภาคประชาชนระดับอำเภอและจังหวัด โดยต้องมีข้อมูลจำนวนกลุ่มเป้าหมายและรูปแบบการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน
จากการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดทำโครงการบ้านพอเพียงของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา พบว่ายังไม่มีข้อมูลการสำรวจผู้เดือดร้อนทั้งหมด จากการอนุมัติงบประมาณตั้งแต่ปี 2560 -2567 มีผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการบ้านพอเพียง 6,714 ครัวเรือน และจากการสรุปข้อมูลช่วง 3 ปี (2565 – 2567) พบว่าในจำนวนผู้รับประโยชน์ 2,764 ครัวเรือน มีการซ่อมแซมบ้านทั้งหลัง 49 ครัวเรือน กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นบ้านคนจนทั่วไป รองลงมาคือบ้านผู้สูงอายุ สำหรับการซ่อมแซมบางส่วน มีสัดส่วนของผู้สูงอายุและคนจนทั่วไปใกล้เคียงกัน (1,243 : 1,253) คนพิการมีเป็นส่วนน้อย ส่วนเรื่องการทำแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยพบว่า สภาองค์กรชุมชนในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 จำนวน 231 ตำบล มีการจัดทำแผนพัฒนาที่อยู่อาศัย 3 – 5 ปี จำนวน 114 ตำบล มี 48 สภาฯ ที่ทำแผนโดยการสำรวจข้อมูลแบบปีต่อปีเพื่อเสนอของรับงบประมาณเป็นครั้งๆ และยังไม่มีข้อมูลและไม่เคยรับงบบ้านเพียง 69 ตำบล
“จากข้อมูลทำให้เห็นว่าจากการทำงาน 6 ปีที่ผ่านมา แต่ละจังหวัดมีพื้นที่การทำงานไม่ครอบคลุมทุกตำบล และยังมีแผนการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ไม่ครอบคลุมเช่นเดียวกัน วันนี้จะมาชวนคิดต่อว่าจะมีการยกระดับการทำงาน ในปี 2568 อย่างไร เราต้องทบทวนว่างบประมาณกระจายหรือกระจุกอยู่ที่อำเภอ ตำบลไหนบ้าง เราจะรุกคืบการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ได้อย่างไร ทั้งนี้ ต้องมีการทบทวนว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีชื่อซ้อนทับอยู่ใน TP Map มากน้อยแค่ไหน และส่วนสุดท้ายเป็นเรื่องที่เราต้องถอดต่อไป คือ การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ซึ่งเป็นส่วนที่เราต้องมาช่วยเติมเต็มในวันนี้” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. กล่าวทิ้งท้าย
ความสำคัญของสภาองค์กรชุมชนต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต
นายวิชัย นะสุวรรณโณ รองผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า คุณภาพชีวิตมีหลายมิติ ส่วนที่มีขอบเขตเกี่ยวข้องกับงานของ พอช. มีเรื่องบ้าน สวัสดิการ เศรษฐกิจ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีสภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกของขบวนองค์กรชุมชนในการขับเคลื่อนงานตามประเด็นปัญหาต่างๆ ของพื้นที่
ที่ผ่านมา พอช.ทำกิจกรรมที่หลากหลายแต่ต้องมาคิดทบทวนว่าเป็นไปตามเป้าหมายขององค์กรหรือไม่ เช่น บ้านเป็นเครื่องมือในการทำงานชุมชนเข้มแข็ง ที่ผ่านมาเราทำเพียงแค่ได้บ้านแล้วเกิดความภาคภูมิใจ แต่ไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนโดยรวมดีขึ้นหรือเกิดความเข้มแข็งขึ้น ดังนั้น ต้องกลับมาทบทวนว่า 24 ปีที่ผ่านมา เราเดินมาถูกทางหรือไม่ ในอนาคตข้างหน้าต้องใช้เครื่องมือที่มีอยู่มายกระดับนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายใหญ่ คือ ชุมชนเข้มแข็งและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
สภาองค์กรชุมชนตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2551 เพื่อเป็นกลไกกลางในการสร้างความเข้มแข็งให้กับขบวนชุมชน สามารถแก้ไขปัญหาและกำหนดอนาคตของตนเองได้ ซึ่งหากชุมชนเข้มแข็งจะทำให้สังคมและประเทศดีขึ้นตามไปด้วย จากการลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้เกิดความเท่าเทียม มีความสุขตามอัตภาพ ไม่เกิดช่องว่างหรือความไม่ลงตัวในการทำงาน ปัจจุบันมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนแล้ว 7,797 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 99 ของ อปท.ทั่วประเทศ มีกลุ่มองค์กร/เครือข่ายองค์กรชุมชนที่มาจดแจ้งจัดตั้ง 183,613 กลุ่ม/องค์กร สมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบล 252,613 คน แต่สภาฯ มีศักยภาพในการขับเคลื่อนงานมากน้อยแตกต่างกัน
“ในการขับเคลื่อนให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่อยากย้ำหลักคิดว่าหากเราช่วยกันทำให้กลไกเข้มแข็งจะบรรลุตรงนี้ได้ เราอยากเห็นสภาองค์กรชุมชนเป็นพื้นที่กลางในการเชื่อมร้อยให้ขบวนต่างๆ ทั้งภาคประชาชน หน่วยงานท้องที่ ท้องถิ่น รพ.สต. โรงเรียน วัด หรือหน่วยงานอื่นๆ มาพูดคุย ทำงานร่วมกันทั้งขบวนเรากันเองและขบวนอื่นในตำบล ออกแบบพัฒนาพื้นที่ให้เข้มแข็ง ทั้งนี้ การพัฒนา ปัญหา ระบบในพื้นที่ทับซ้อนกันหมด เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำทั้งระบบโดยอาจจะเริ่มจากที่ละเรื่อง เช่น ทำเรื่องเศรษฐกิจแล้วไปกระทบกับเรื่องสุขภาพ สิ่งแวดล้อม หรือเริ่มจากสวัสดิการนำไปสู่การเชื่อมโยงเรื่องอาชัพ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม”
สำหรับแนวทางในการขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชนกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต ที่จะนำไปสู่เป้าหมาย “ชุมชนเข้มแข็ง คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี” แยกเป็น 3 ระดับ ดังนี้
ระดับตำบล
- 1. สภาฯ เป็นกลไกกลางในการขับเคลื่อนงานพัฒนาในพื้นที่ แต่ละจังหวัดต้องวิเคราะห์ว่ามีสภาองค์กรชุมชนที่ทำงานอย่างเชื่อมร้อยกันกี่ตำบล/พื้นที่ และจะทำให้ตำบลที่เหลือเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร จะมีกระบวนการ วิธีการ มาแลกเปลี่ยนเพื่อให้ตำบลอื่นๆ เดินไปด้วยกันได้อย่างไร
- 2. กำหนดทิศทางและแผนพัฒนา สภาองค์กรชุมชนเป็นตัวแทนของภาคประชาชนในพื้นที่ที่จะลุกมากำหนดทิศทางการพัฒนาในพื้นที่ของตนเองร่วมกับคนอื่น โดยการชวนคนที่มีจิตสาธารณะไม่ได้คิดแค่เรื่องของตัวเอง อยากรวมกลุ่มทำงานกับเพื่อนหรืออยากมีส่วนร่วมกับคนอื่น มาเป็นกำลังสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานภาคีอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ท้องถิ่น วัด โรงเรียน
- 3. จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องรู้ว่าชาวบ้านมีปัญหาอะไร ต้องการอะไร และนำมาทำเป็นข้อเสนอที่จะให้หน่วยงานรับไปดำเนินการต่อ
- 4. ประสานบูรณาการหน่วยงานภาคี สภาองค์กรชุมชนต้องวิเคราะห์ปัญหาของตัวเอง โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ เรื่องที่แก้ไขได้เอง ต้องทำร่วมกับคนอื่น และเรื่องที่เกินขีดความสามารถของตนเอง ต้องเสนอหน่วยงานรับไปดำเนินการให้
- 5. ควบรวม/ทบทวนสภาฯ ที่ครบวาระ 4 ปี ปัจจุบันมีสภาองค์กรชุมชนเป็นจำนวนมากที่ครบวาระ 4 ปี ต้องเป็นการทบทวนทั้งระบบ คือ องค์กรที่มาจดแจ้ง กรรมการ เมื่อไม่มีการทบทวนเปรียบเสมือนขบวนน้ำนิ่ง ไม่มีการไหลเวียน ไม่นานน้ำจะเน่าเสียได้ ในระยะต่อไปจึงต้องทำเรื่องนี้อย่างเข้มข้น
- 6. ขับเคลื่อนรูปธรรมการแก้ปัญหา (ที่อยู่อาศัย สุขภาพ เศรษฐกิจชุมชน) สภาฯ เป็นเวที/พื้นที่การพูดคุย ให้เจ้าของปัญหาลุกขึ้นมาเคลื่อนงานเอง มีคนรับผิดชอบในการทำงานในประเด็นต่างๆ มีการออกแบบและเชื่อมโยงการทำงานแล้วนำมาพูดคุยแลกเปลี่ยนในวงสภาฯ จะทำให้เกิดรูปธรรมเต็มพื้นที่ หน่วยงานมีความคึกคักในการทำงานร่วมกัน
- 7. ใช้ประเด็นงานเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนงาน เช่น เรื่องบ้าน สวัสดิการชุมชน เศรษฐกิจและทุนชุมชน การป้องกันและต่อต้านทุจริตโดยภาคประชาชนและภาคี ในการทำงานและเกิดระบบร่วมในพื้นที่
ระดับจังหวัด
- 1. ขับเคลื่อนงานจังหวัดบูรณาการ ทำให้เกิดการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน (ประชาชน ราชการ วิชาการ เอกชน ฯลฯ) ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัด โดยใช้พื้นที่จังหวัดเป็นตัวตั้ง โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน คือ 1) ขบวนต้องพร้อมเปิดพื้นที่การทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่น 2) มีกลไกกลาง 3) มีเวทีกลาง ในการบูรณาการร่วมกันระหว่างภาคประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ กลไกกลางอาจเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ แต่ต้องมีการพบเจอกันอย่างสม่ำเสมอ มีการพูดคุย ออกแบบวางแผนการทำงานร่วมกัน
- 2. กำหนดทิศทางและวางแผนพัฒนาจังหวัด เป็นการเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาใหม่ เพื่อแก้ปัญหาหรือปฏิบัติได้ตรงกับความต้องการ
- 3. บูรณาการแผนพัฒนาจังหวัดกับแผนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- 4. จัดสมัชชาสภาองค์กรชุมชนระดับจังหวัด ปีละ 1 ครั้ง เพื่อแสดงพลัง เกิดการรับรู้ร่วมกันทุกภาคส่วน
- 5. สร้าง/พัฒนากลไกการขับเคลื่อนงานระดับจังหวัด
ระดับชาติ
- 1. ขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายจากที่ประชุมระดับชาติ ที่มาจากข้อเสนอระดับจังหวัดไปสู่ระดับชาติให้เป็นจริง
- 2. พัฒนากลไกการทำงานร่วมระหว่างขบวนองค์กรชุมชนกับรัฐบาล โดยมีวงประชุมหารือร่วมระหว่างผู้นำภาคประชาชนกับรัฐบาลเป็นประจำทุกเดือน เพื่อเป็นข้อต่อการทำงานร่วมกับพื้นที่ และรับรู้สถานการณ์ร่วมกัน และเกิดการแก้ปัญหาตรงกับความต้องการ
- 3. ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาในพื้นที่และระดับประเทศ เช่น สวัสดิการสังคม การผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ เป็นต้น
รองผู้อำนวยการ พอช. กล่าวทิ้งท้ายว่า จากที่กล่าวมา หากขบวนองค์กรชุมชนสามารถทำได้ทั้ง 3 ระดับ จะทำให้เกิดความเข้มแข็งขึ้นได้ ทั้งนี้ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านที่อยู่อาศัย จะทำอย่างไรที่สภาองค์กรชุมชนจะมีข้อมูลความเดือดร้อนแบบครอบคลุมและครบถ้วนในแต่ละพื้นที่ สามารถกุมสภาพข้อมูลผู้เดือดร้อนได้ทั้งจังหวัด มีแผนการแก้ปัญหาและการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานใดได้บ้าง
กำหนดอนาคต “สภาองค์กรชุมชน” ต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในตำบล
จากการแลกเปลี่ยนร่วมกันในการกำหนดอนาคตของสภาองค์กรชุมชนในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในตำบลไปสู่ “ตำบลบูรณาการ” ของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 มีประเด็นเด่นที่จะดำเนินการร่วมกันดังนี้
การจัดตั้งกลไกขับเคลื่อนงานที่เริ่มจาก พอช.ที่มี พ.ร.บ. รองรับเป็นวาระเริ่มต้น ใช้ประเด็นงานเป็นเครื่องมือ ประสานหาภาคีเข้าร่วม เช่น ท้องถิ่น รพ.สต. วัด โรงเรียน และหน่วยงานอื่นๆ และเชื่อมประเด็นงานต่างๆ ในพื้นที่มาเป็นกลไกร่วมในการทำงาน
ใช้แผนพัฒนาตำบลทุกมิติเป็นเครื่องมือในการออกแบบการทำงาน บูรณาการแผนและเชื่อมโยงงบประมาณจากหน่วยงานอื่น และนำแผนไปสู่การปฏิบัติ เช่น การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย การพัฒนาคุณชีวิตด้านต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ สวัสดิการ สังคม เป็นต้น
การทำงานร่วมกับภาคี สภาองค์กรชุมชนเป็นพื้นที่กลางในการประสาน/แสวงหาความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ มาขับเคลื่อนงานในระดับตำบล จังหวัด และกลุ่มจังหวัด เพื่อมาหนุนเสริมการพัฒนาด้านองค์ความรู้ การรวมคน การขับเคลื่อนแผนงานร่วมกันและบูรณาการด้านงบประมาณ
สร้างรูปธรรม โดยร่วมกับภาคีที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนงานด้านต่างๆ ให้เป็นรูปธรรม เช่น บูรณาการข้อมูลและงบประมาณในการแก้ไขปัญหาด้านที่อยู่อาศัย ร่วมมือกับภาคีในการสำรวจ/จัดเก็บข้อมูลผู้ตกเกณฑ์ เพื่อนำไปสู่การจัดสวัสดิการชุมชน/สวัสดิการสังคม การขับเคลื่อนงานเรื่องเศรษฐกิจและทุนชุมชน โดยการส่งเสริมผลผลิต/รายได้ชุมชน การต่อยอดเรื่องอาชีพ/แหล่งดูงาน การตลาด และการขับเคลื่อนเรื่องสุขภาพผ่านธรรมนูญชุมชน อาหารปลอดภัย การดูแลสุขภาพเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สสส. สช. เป็นต้น
เรียบเรียง : เรวดี อุลิต














