พอช. / 13 ธันวาคม 2566 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนและกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จัดการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “Learning by Doing ผ่านการปฏิบัติ” โดยใช้ชุมชนเป็นฐานสำหรับการพัฒนาทักษะเยาวชนนอกระบบการศึกษาและแรงงานนอกระบบ ณ ห้องไพบูลย์วัฒนศิริธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) โดยมีนายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ดร.สมคิด แก้วทิพย์ ผู้จัดการโครงการฯ กสศ. นายโชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ อนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาทักษะเยาวชน และประชากรวัยแรงงานนอกระบบ กสศ.และนายวิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เข้าร่วมเวที
สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ทำงานด้านการพัฒนาพื้นที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนทั่วประเทศไทย และให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตในมิติต่างๆ อย่างรอบด้าน เพื่อหนุนเสริมความเข้มแข็งของชุมชน โดยเฉพาะมิติด้านการศึกษาของกลุ่มเปราะบางหรือผู้ด้อยโอกาสในสังคม ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาที่มุ่งพัฒนา ส่งเสริมการเรียนรู้ของเยาวชนนอกระบบการศึกษารวมถึงแรงงานนอกระบบ ซึ่งในปัจจุบันประชากรกลุ่มนี้มีจำนวนประมาณ 20,000,000 คนทั่วประเทศ นับว่าเป็นกลุ่มประชากรจำนวนมากและหากได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาความยากจนได้ในระดับหนึ่ง
นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่าความร่วมมือกับ กสศ.และเวทีพูดคุยในวันนี้ถือว่าเป็นมิติที่ดีทำให้เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนการทำงานร่วมกัน เนื่องจากปัญหาการไม่ได้รับการศึกษา ความไม่เท่าเทียมกัน เป็นสาเหตุอันหนึ่งของปัญหาความยากจน การส่งเสริมการเรียนรู้นอกระบบในแนวทางของ กสศ. เป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งให้กับตัวผู้เรียนและนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของพอช. การนำไปสู่ความเข้มแข็งมีหลายทาง ไม่ใช่แค่การทำบ้าน สภาองค์กรชุมชน สวัสดิการ แต่ต้องทำควบคู่กันไปหลายมิติ ทำอย่างไรให้คนในท้องถิ่นมีรายได้เลี้ยงปากท้องครอบครัว ให้มีรายได้เพียงพอ ปัญหาหนี้สิน รายได้น้อยนำมาซึ่งการก่อให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว แม้นรัฐบาลทุกสมัยจะมีนโยบายลดหนี้แก้ปัญหาหนี้สิน ซึ่งไม่ใช่ของใหม่ แต่จะทำอย่างไรให้ลดลง การพัฒนาศักยภาพของคนในชุมชนเป็นหนทางหนึ่ง ภายใต้การหนุนเสริมของ กสศ. และ พอช. ซึ่งวันนี้จะนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน สภาองค์กรชุมชนเป็นสิ่งหนึ่งที่ใช้ขับเคลื่อนในชุมชน เพื่อช่วยให้ชุมชนทำงานได้ดีขึ้น หรือในพื้นที่ใดมีกลไกอื่นก็นำมาใช้ เราไม่ได้ยึดติดในมิติใดมิติหนึ่ง แต่การที่สามารถหนุนเสริมให้คนในพื้นที่เข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ ร่วมมือกันได้ ถือว่าเป็นเครื่องมือที่เราจะสนับสนุนร่วมกัน เราเงินน้อยต้องมีเพื่อนเยอะ พยุงการเดินทางไปด้วยกัน
นายโชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ อนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาทักษะเยาวชน และประชากรวัยแรงงานนอกระบบ กสศ.
นายโชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ อนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาทักษะเยาวชน และประชากรวัยแรงงานนอกระบบ กสศ. กล่าวว่า การทำงานร่วมกับ พอช.เป็นสิ่งที่จะช่วยหนุนเสริมการทำงานด้วยกัน พอช.กับ กสศ. ไม่ได้แตกต่างกันใช้ฐานการทำงานเหมือนกัน แต่ที่ผ่านมาระดับหน่วยงานยังไม่ได้ทำงานเชื่อมโยงกัน แต่ในระดับพื้นที่ทำงานร่วมกันมาหลายปีแล้ว หน่วยการทำงานในพื้นที่เป็นพื้นที่ทับซ้อนกับการทำงานของ พอช. แตะลงไปตรงไหนก็ พอช. เพียงแต่กสศ. พื้นที่ไม่ได้สื่อสารกับเราว่าเขาเป็นสภาองค์กรชุมชน และพื้นที่ก็ไม่ได้บอกกับ พอช.ว่ารับงบ กสศ. มันคือการบูรณาการโดยอ้อม เช่นงานสวัสดิการให้พื้นที่สำรวจ กลุ่มเปราะบาง ยากไร้ ห้องน้ำไม่มี บ้านไม่แข็งแรง กสศ.กับทำกลุ่มยากจนพิเศษ มีหน่วยจัดการไปออกแบบการเรียนรู้ว่ากลุ่มพิเศษอยากรู้เรื่องอะไร เพื่อยกระดับรายได้ขึ้นมา คือการบูรณาการ เป็นนิมิตหมายที่ดีมาก ที่จะสื่อสารไปยังภาคต่างๆ ว่ามีตรงไหนที่ทำงานกับ กสศ.บ้าง และจะขยายให้สภาองค์กรชุมชนอื่นๆ ในภูมิภาคนั้นมาเรียนรู้ร่วมกัน
การทำงานของกสศ. สร้างการเรียนรู้ของทรัพยากรมนุษย์ และพอช.มีสภาองค์กรชุมชนจำนวนมาก มีข้อมูลบ้านว่าใครลำบากยากไร้ ถ้าตำบลใดอยากเป็นหน่วยพัฒนาสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการของ กสศ. หน่วยพัฒนาคือค้านงัดปัญหาความยากจน คือคนในพื้นที่รวมกลุ่มกันขึ้นมาออกแบบการเรียนรู้ เมื่อท่านได้กลุ่มเป้าหมายมาแล้ว แสวงหาความต้องการของเขาว่าเขาอยากพัฒนาเรื่องอะไร เชิญวิทยากรภายนอกมาให้ความรู้ เงื่อนไขสำคัญคือให้กลุ่มเป้าหมายเรียนรู้ตัวเขาก่อน เขาอยากจะเรียนรู้เรื่องอะไร รวมกลุ่มกันทำ
ตัวอย่างพื้นที่รูปธรรมการดำเนินงานของ กสศ. เช่น โครงการ ส่งเสริมครอบครัวตื่นรู้สู่การสร้างพลังพัฒนาชุมชน เครือข่ายคนเลี้ยงผึ้ง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เริ่มจากปัญหาคือ เลี้ยงผึ้งแล้วไม่มีที่ขายน้ำผึ้ง การแก้ปัญหาเริ่มต้นด้วย สำรวจทุนในชุมชน ปัญหาในชุมชน ตั้งวงพูดคุยกับแกนนำ ผู้ใหญ่ กำนัน สภาองค์กรชุมชน เอากลุ่มที่มีปัญหามาวิเคราะห์ร่วมกัน เช่นกลุ่มแรงงานนอกระบบ ไม่มีประกันสังคม มีคนตกงานกลับมาชุมชนช่วงโควิด มีเยาวชนที่หลุดจากสถานศึกษาจำนวนมาก จึงใช้การพัฒนาคนสามวัย เด็กอายุไม่เกิน 24 ปี วัยแรงงาน ครูภูมิปัญญาในพื้นที่ ใช้ตัวกิจกรรมในการหนุนเสริมการทำงาน ทำการเลี้ยงผึ้งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เด็กเข้ามาร่วมกิจกรรม เป็นแกนนำ ที่เคยติดยา เข้ามาช่วยทำงาน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพิ่มมากขึ้น ทักษะในการประกอบอาชีพ
การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ หนองสนิทโมเดล อบต.หนองสนิท อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ ชุมชนแห่งความมั่นคงทางอาหาร ได้รับการสนับสนุนจาก กสศ.เป็นปีที่ 4 ปีแรกทำการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรในการเพิ่มผลิตเกษตรอินทรีย์เพื่อป้อนวัตถุดิบในการผลิตอาหารให้โรงเรียน อบต.และโรงพยาบาลสุรินทร์ ปีที่สองทำเป็นสหกรณ์การเกษตร เกิดผลลัพธ์มีกลไกการทำงาน มีความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ จัดการได้ทั้งปี ประสานกับเครือข่ายใกล้เคียงได้ มีรายได้เฉลี่ย 2500 ต่อเดือนลดรายจ่ายได้ 1800 บาทต่อเดือน จัดการต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ได้
การทำงานใช้หลัก ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ มีประชาชน 13 กลุ่มงานมาช่วยกันทำงานเรียกว่ากลุ่มงานจิตอาสา เช่น กลุ่มงานเกษตรอินทรีย์และอาหารปลอดภัย กลุ่มงานเด็กและเยาวชน มีการเชื่อมโยง ท้องที่ ท้องถิ่น ภาครัฐและภาคประชาชน เชื่อมกับโรงเรียนออกแบบเมนูอาหารร่วมกัน ทำแผนการผลิตเพื่อนำวัตถุดิบไปทำแต่ละเมนู ผลิตให้ทั้งโรงเรียนและโรงพยาบาลสุรินทร์ เชื่อมกับเอกชนคือห้างเซ็นทรัล อบต.นำที่สาธารณะให้เป็นแปลงรวมให้ผู้ไม่มีที่ทำกิน จำนวน 9 ไร่
โครงการส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นกกไตหย่า สร้างงาน สร้างรายได้ โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน สภาองค์กรชุมชนตำบลแม่ไร่ อ.แม่จัน จ.เชียงราย ในพื้นที่ตำบลมีการเชื่อมโยงงาน พอช.กับกสศ.ด้วยกัน มีทั้งความเหมือนและความแตกต่าง สภาองค์กรชุมชนมีเป้าหมายการพัฒนาพื้นที่ ชุมชนเข้มแข็ง พื้นที่เป็นตัวตั้ง ชุมชนเป็นแกนหลักการพัฒนา กสศ.ใช้การเรียนรู้ การเพิ่มโอกาสของผู้ด้อยโอกาส สนับสนุนการเรียนรู้ สภาองค์กรชุมชนตำบลแม่ไร่ ก่อตั้งปี 2553 สิบสามปีที่ผ่านมา ทำทุกประเด็นงานของ พอช. โดยเริ่มต้นจากเรื่องสวัสดิการชุมชน และบัณฑิตคืนถิ่น พอช.สนับสนุนเรื่องการวิเคราะห์ทุนชุมชน ตำบลแม่ไร่มี 9 หมู่บ้าน มี 34 กลุ่มองค์กร เป็นกลุ่มอาชีพ 24 กลุ่ม ขับเคลื่องสังคมวัฒนธรรมทรัพยากร 10 กลุ่ม
การขับเคลื่อนงานเชิงพื้นที่ ระบบข้อมูลสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต เครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดแม่ฮ่องสอน
แม่ฮ่องสอนมีความโดดเด่นหลายประการ คือ มีประชากรเบาบางที่สุด พื้นที่กว้างขวาง เมืองสามหมอก ปกคลุมตลอดปี ติดชายแดนเพื่อนบ้านทุกอำเภอ มีพื้นที่เจ็ดล้านกว่าไร่ เป็นป่าสงวนสามล้านกว่าไร่ คนอยู่ในพื้นที่ทำกินทับซ้อนกับป่า จนการศึกษา จนสุขภาพ จนความเป็นอยู่ จนรายได้ จึงได้หาทางแก้ปัญหาโดยการทำยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงาน ภูมินิเวศลุ่มน้ำ สิ่งที่ทำให้คนแม่ฮ่องสอนอยู่ร่วมกันได้คือความสมบูรณ์ของทรัพยากร แต่ที่ผ่านมามีหมอกควันไฟป่า การปลูกพื้นเชิงเดี่ยว ทำให้ความสมบูรณ์ของทรัพยากรลดลง
คนแม่ฮ่องสอนตั้งคำถามกับความจนของตัวเองว่าจริงหรือไม่ ทำให้เกิดการทำงานในเชิงลึก ใช้งานวิจัยแก้ไขความยากจนที่สนับสนุนโดย บพท. ไปแก้ไข ใช้กลไกของนักศึกษาวิทยาลัยชุมชนเป็นตัวขับเคลื่อน recheck ฐานข้อมูล tpmap และใช้สภาองค์กรชุมชนดูเรื่องที่อยู่อาศัย คุณภาพชีวิต พบว่าอำเภอแม่ลาหลวงมีครัวเรือนที่ยากจนและมีปัญหาที่อยู่อาศัยจำนวน 300 กว่าครัวเรือน เป็นที่มาของโมเดลการแก้ไขปัญหาความยากจน ใช้ปศุสัตว์วิถี พอช.สนับสนุนผ่านโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต องค์ความรู้ การเลี้ยง การแปรรูปการตลาด ทำนาร่องในสี่หมู่บ้าน และขยายงานไปที่สบเมย ร่วมคิดงาน บพท. กสศ. พอช ร่วมกัน
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเกษตรกรรมยั่งยืน จังหวัดมหาสารคาม การเชื่อมโยงต้นทุนเดิมสู่กระบวนการสร้างการเรียนรู้ ภาคประชาสังคมจังหวัดมหาสารคาม ขับเคลื่อนการทำงาน กับหน่วยงานต่างๆ โดยได้จัดระดับความสัมพันธ์ของหน่วยงานภาคี ออกเป็นสองระดับคือวงนอกได้แก่ กสศ. สสส. วช. สช. สปสช. พอช. และวงในคือ สภาฮักแพงเบิ่งแยงคนสารคามฯ สถาบันจัดการความรู้ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
ใช้พื้นที่จังหวัดเป็นพื้นที่กลางการพัฒนา หน่วยรอบนอกเป็นเครื่องมือขับเคลื่อน เช่น การขับเคลื่อนร่วมกับ กสศ.มาสองปี สร้างความเข้มแข็งให้เครือข่ายสีเขียว ที่เป็นพื้นที่กลางการทำงานประชาสังคม ใช้ต้นทุนเดิมมาสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับ กสศ. มีผู้ร่วมเรียนรู้ 100 คน จาก 5 อำเภอ สร้างเครือข่ายให้เกิดความเข้มแข็งเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ ใช้ตลาดเป็นพื้นที่กลางในการสร้างความเข้มแข็ง การทำงานใช้ ถอด ถก เถียง ถอน และแถลง ผลงานของเรา การเชื่อมโยงทุนเดิมในการสร้างการเรียนรู้
ในช่วงบ่ายมีการแลกเปลี่ยนทิศทางการขับเคลื่อนงานร่วมกันระหว่าง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งได้ข้อสรุปเพื่อนำไปหารือและทำงานร่วมกันต่อไปคือ
- พอช กับ กสศ.จะร่วมมือกันอย่างแนบแน่นในการทำงานโดยใช้พื้นที่เป็นหลัก เช่น บทบาทการเป็นพี่เลี้ยง ร่วมกัน
- ดำเนินการเรื่องการจัดการความรู้ร่วมกัน สร้างนิเวศการเรียนรู้ นิเวศการบูรณาการเครื่องมือด้วยกันและเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมระหว่างผู้ปฏิบัติงานและชุมชน
- จัดเวทีพูดคุยอย่างต่อเนื่องในแต่ละภูมิภาค สร้างพื้นที่รูปธรรมร่วมกัน ทำงานเชิงรุกในพื้นที่เป้าหมายเช่นชุมชนริมราง ชุมชนบ้านมั่นคงของพอช. เป็นต้น
- การเคลื่อนเรื่องสำคัญร่วมเพื่อเปิดโอกาสให้เกิดอาชีพใหม่ๆ ในชุมชน โดยเฉพาะชุมชนที่อาศัยใกล้พื้นที่ป่า เช่น สิทธิการเข้าถึงทรัพยากร ก่อให้เกิดอาชีพใหม่ๆ เช่น ท่องเที่ยวป่า การทำโรงเลื้อยชุมชนรองรับการปลูกไม้เศรษฐกิจ
- การดำเนินการแบบคู่ขนานในระดับหน่วยงานและในระดับพื้นที่










