พอช. / ระหว่างวันที่ 30 พ.ย. – 1 ธ.ค. 66 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จัดสัมมนาออกแบบทิศทางการขับเคลื่อนการพัฒนาที่อยู่อาศัย (บ้านมั่นคง) ร่วมกับพี่น้องเครือข่ายบ้านมั่นคง จาก 5 ภาค ร่วมกันกำหนด เป้าหมายและความท้าทายการขับเคลื่อนการพัฒนาที่อยู่อาศัย ภายใต้การปฏิรูปพอช.-ขบวน สรุปทิศทางสำคัญการขับเคลื่อนการพัฒนาที่อยู่อาศัย ออกแบบวิธีการสำคัญขับเคลื่อนการพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวใหม่ ปี 2567 โดยมีชุมชนเป็นแกนหลัก โดยมีผู้เข้าร่วมการสัมมนา 120 คน ณ ห้องประชุมไพบูลย์วัฒนศิริธรรม ชั้น 1 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)
ความเป็นมา ช่วงการพัฒนา ดำเนินโครงการบ้านมั่นคง พอช
(2543) ช่วงเริ่มโครงการการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยโดยชุมชน เกิดจากการรวมมวลชน (ภาคประชาสังคม และคนจนทั่วประเทศ) ซึ่งเป็นช่วงที่มีสลัม แออัด ยาเสพติด การไล่ที่จำนวนมาก เกิด พชม. เกิดเงินประเดิมกองทุนสินเชื่อเพื่อชุมชนผู้มีรายได้น้อยได้แก้ไขปัญหาตนเองจากรัฐบาล
(2546-2556) ช่วงรัฐบาลสนับสนุนการทำโครงการบ้านมั่นคง (ยุคที่ 1) วิธีการทำโครงการพร้อมๆกับ การสร้างความรู้ สร้างเครือข่าย แก้ไขปัญหาชุมชน
(2557-2559) ช่วงการกระจายการบริหารโครงการบ้านมั่นคงไปที่ภาค (ยุคที่ 2) วิธีการทำโครงการ โดยการมุ่งหวังหน่วยชี้วัด การกำกับจาก กพร.
(2560 เป็นต้นมา) ช่วงการทำโครงการบ้านมั่นคงพร้อมกับการสร้างความร่วมมือกับกลไก ภาคี ต่างในพื้นที่ทุกระดับ (ยุคที่ 3) วิธีการทำโครงการ โดยการสร้างความร่วมมือ ให้ทุกฝ่ายทั้งคนจน คนที่อยู่โดยรอบ หน่วยงาน ภาคี เข้ามามีส่วนร่วมในการทำ เกิดการวางแผนระยะสั้น-กลาง-ยาว วางกลไกการทำงานตั้งแต่ในชุมชน-เมือง/ตำบล-จังหวัด-กลุ่มจังหวัด-ชาติ เครือข่าย
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ประธานคณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงฯ
นางสาวสุมสุข บุญญะบัญชา ประธานคณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงฯ กล่าวถึง ประเด็นสำคัญของการขับเคลื่อนโครงการบ้านมั่นคงในช่วงต่อไป
- มีโครงการรูปธรรม บ้านมั่นคง เกิดขึ้นจำนวนมากพอควรแล้ว มีตัวอย่างของจริงหลากหลายรูปแบบ มีการยอมรับ ทั้งระดับชุมชน ประชาสังคมและหน่วยงาน ราชการส่วนกลาง จังหวัด
- มีเครือข่าย องค์กรชุมชน ผู้นำชุมชน กลไกความร่วมมือในการทำงานอยู่แล้วมากมาย ที่จะต้องปรับฟื้น พัฒนา และเชื่อมโยง ให้เกิดพลังขับเคลื่อนใหม่
- การปรับโครงสร้าง ของพอช ที่มุ่งให้จังหวัด กลุ่มจังหวัด เป็นกลไกเชื่อมโยง และบริหารจัดการหลักในการพัฒนาของแต่ละพื้นที่ แนวทางนี้สอดคล้องกับแนวทางหนุนเสริมส่วนใหญ่ ทั้งรัฐและเอกชน
- มีตัวอย่างการทำงานระดับจังหวัดที่เข้มแข็ง หรือการเชื่อมโยงกลุ่มจังหวัดที่เข้มแข็ง ครอบคลุมทั้งพื้นที่ เช่น โครงการกลุ่มอันดามัน ฯลฯ การสร้างแผนและกลไกจังหวัดร่วมกัน เป็นตัวอย่างนำร่อง
- กระจายโครงการบ้านมั่นคง ให้ชุมชน และกลไกท้องถิ่น ร่วมเป็นเจ้าของ ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ ร่วมรับประโยชน์ เป็นโครงการที่พื้นที่ร่วมภูมิใจ โดยยึดหลักชุมชนเป็นหลัก ปัจจุบันโครงการบ้านมั่นคง เป็นที่รับรู้และขยายคลุมพื้นที่เกือบทุกจังหวัด เป็นขนาดพื้นที่งานที่กว้างใหญ่ต้องใช้การบริหารที่กระจายให้ ชุมชนแต่ละพื้นที่สามารถดำเนินการร่วมกับหน่วยอื่น ๆ ได้ ให้โครงการเสนอจากกระบวนการและแผนจากพื้นที่
- ความจำเป็นต้องพัฒนาการใช้ข้อมูล พัฒนาและเชื่อมโยงความรู้ การสื่อสาร ให้มากขึ้น
- ความจำเป็นในการต้องปรับเปลี่ยนวิธีบริหาร การทำงานของภาค จนท และพัฒนาความรู้ในการทำงานที่จะต้องปรับเปลี่ยน อาจต้องสร้างกลไกการทำงาน และตัดสินใจร่วมกับชุมชน และภาคี ในทุกระดั
การอภิปรายแนวทางการดำเนินงานร่วมระหว่าง พอช. และ ขบวนองค์กรชุมชน
นางอร่ามศรี จันทร์สุขศรี ขบวนองค์กรชุมชนจากจังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่าจุดเริ่มต้นการพัฒนานครสวรรค์ ทุกเรื่องเริ่มจากปัญหาในพื้นที่ ในพื้นที่นครสวรรค์ เดิมมีพื้นที่ชุมชนแออัดจำนวนมาก ซึ่งเกิดจากการสำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อนในพื้นที่ มีหนี้ที่เกิดจากจากกองทุนมิยาซาว่า ยังมีปัญหาข้อติดขัดเรื่องการเตรียมความพร้อมและงบประมาณ อีกทั้งพี่น้องยังตั้งตัวไม่ทัน จนพี่เล็ก กนิษฐา พอช. ได้จุดประกายการทำงานของพื้นที่นครสวรรค์ แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นควบคู่กันไป โดยเราต้องรู้ปัญหาในพื้นที่ และเอาข้อมูลที่มีมาวางแผนร่วมกัน จากพื้นที่จำลองวิทย์เกิดเหตุเพลิงไหม้จึงได้มีสำรวจขเอมูลทั้งเมืองเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งถือเป็นเคสตัวอย่างในการจัดการตนเองในพื้นที่ เครือข่ายตื่นตัว ลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาร่วมกัน เทศบาลเริ่มเข้ามามีบทบาท พอช.ร่วมจัดกระบวนการ นครสวรรค์ เมืองสวรรค์ มีหน่วยงานร่วมหนุนเสริม โครงการบ้านมั่นคง จะเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุด เกิดการหมุนเมือง พัฒนาคุณาภาพชีวิต เครือข่ายกระตุ้นชุมชน ให้เกิดความสำเร็จ
- นางจิราภรณ์ เขียวพิมพา ขบวนองค์กรชุมชนภาค กทม. กล่าวว่าปริมณฑลมีบริบทที่แตกต่างกับนครสวรรค์ เนื่องจากไม่มีพื้นที่ และถ้ายังทำอยู่กับเครือข่ายบ้านมั่นคงเพียงอย่างเดียว พลังในการทำงานจะไม่พอ ให้เจ้าของปัญหาขึ้นมาเป็นหลัก และร่วมกันพัฒนาทั้งเรื่องคุณภาพชีวิต ปากท้อง จากสถานการณ์โควิดทำให้ชาวบ้านเกิดการตื่นตัว ทำให้เกิดการเชื่อมโยงกับชุมชนในพื้นที่ ทำให้มีอาหาร เกิดการชวนทำกิจกรรมในสถานการณ์เร่งด่วนร่วมกัน และเชื่อมเครือข่ายทั้ง 5 ภูมิภาค ได้นำความรู้ไปออกแบบการขับเคลื่อนงาน เป็นเครือข่ายเมืองที่เกิดการผสมผสานเอาความชำนาญของแต่ละคนมาทำงาน ในเครือข่ายแบ่งบทบาทกันชัดเจน ปัจจุบันในเครือข่ายมีสมาชิก 30 คน นำความรู้ไปถ่ายทอดนำปัญหาร่วมมาโยงให้เกิดเครือข่ายนางอาภรณ์ บุญยะไวโรจน์ ขบวนองค์กรชุมชนจากภาคใต้ กล่าวว่าจากจุดเริ่มต้น ที่ลองผิดลองถูกตั้งแต่ปี 2548 จนกระทั่งเข้าได้ไปเรียนรู้ที่บางปู ที่แหลมพู แล้วนำกระบวนการลองกลับมาทำที่พื้นที่ของตนเองที่จังหวัดสตูล
สร้างความเข้าใจในระดับจังหวัด แล้วคัดเลือกชุมชนนำร่องขึ้นมา 3-4 ชุมชน เพื่อทดลองกระบวนการ โดยเลือกชุมชนริมชายฝั่ง/การอยู่อาศัยของชาวมุสลิม
ในการทำงานช่วงแรก หน่วยงานในพื้นที่ไม่เชื่อมั่นว่าชุมชนจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ จึงได้ให้หน่วยงานมามีส่วนรับรู้ ทำกระบวนการร่วมกัน เช่น การทำผัง ทำข้อมูล GIS ทำแผนที่มหาสมบัติ จนกลายเป็นแผนที่ทุกคนเห็นทิศทาง เห็นเป้าหมาย เห็นภาพร่วมกัน นำแผนที่ทุกคนมีส่วนร่วมมาสู่การปฏิบัติการร่วมกัน “ การสร้างความเชื่อมั่น สร้างไม่ได้ในทันที ” “ รูปธรรม จะนำมาสู่ความเชื่อมั่นเอง “นายสมบูรณ์ สิงกิ่ง ขบวนองค์กรชุมชนจากภาคอีสาน กล่าวว่าบ้านมั่นคงเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการสร้างแรงจูงใจให้คนเข้าร่วมกระบวนการ เป็นจุดเริ่มต้นให้ผู้เดือดร้อนเข้าสู่กระบวนการพัฒนา’ หลังจากเข้าสู่โครงการบ้านมั่นคงแล้ว สิ่งที่ท้าทาย คือ การสร้างความเข้าใจและเติมเต็มหลักการแนวคิดการพัฒนาในกระบวนการทำงาน ผ่านการรวมกลุ่ม การสร้างแกนนำ/ทีมทำงาน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างคนทำงาน เครือข่าย องค์กร รวมทั้งการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างชุนชนและ พอช. ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นว่าชุมชนและผู้เดือดร้อนสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาของตนเองได้ และต่อยอดไปสู่การทำงานร่วมกับเครือข่ายพัฒนาด้านอื่น ๆ แนวทางสำคัญในการพัฒนา คือ “เข้าใจ ทำเป็น แลกเปลี่ยนระหว่างกัน ปรับตนเอง” “เข้าใจ ทำเป็น แลกเปลี่ยนระหว่างกัน ปรับตนเอง”
นายละอองดาว สีลาน้ำเที่ยง ขบวนองค์กรชุมชนจากจังหวัดสระแก้ว กล่าวว่าวิธีการทำให้ชุนชนตื่นตัว คือ “ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ” เริ่มจากเครื่องมือสำคัญคือ คน และการสร้างทีมงาน เพื่อเพิ่มคุณค่าและบทบาทให้ทุกคน เข้ามามีส่วนร่วมและสัมพันธ์กัน เครื่องมืออีกอย่างที่สำคัญ เป็นการทำระบบฐานข้อมูล การสะท้อนภาพ ติดตามผลดำเนินงาน แผนงานในอนาคต จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการรวมกลุ่มเป็น “กองทุน” ที่สร้างสร้างทุนภายในชุมชนเอง จากกองทุนสู่การสร้างเครือข่ายที่เพิ่มขึ้น และเดินหน้าไปไปด้วยกัน พร้อมสร้างเยาวชน คนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ
ทั้งนี้ การพัฒนา แกนนำ ชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ ต้องพัฒนาตนเอง มีกระบวนการคิดคิดและแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นข้อกฎหมาย การทำบันทึกความร่วมมือ การสร้างโอกาสและมองหาแนวทางการแก้ปัญหาร่วมกัน อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ” “สร้างคน สร้างเครือข่าย สร้างทีมทำงาน”
นางสาวพิมพิไล ศรีบัว หัวหน้างานปฏิบัติการชุมชน กล่าวว่าการทำงานในองค์กร พอช.เริ่มต้นจากการทำงานส่วนกลาง และปรับไปอยู่ที่ภูมิภาค จึงทำให้มีมุมมองใน 2 รูปแบบ
1) การปรับ เปลี่ยน วิธีคิด (ชุมชนเป็นแกนหลัก) วิธีทำงาน (หนุนเสริมให้ชุมชน ขบวนขับเคลื่อน) เชื่อมโยงผู้คนและความร่วมมือ เพื่อจะทำให้ตัวเจ้าหน้าที่เองสามารถจัดสมดุลระหว่างงาน กับ ชีวิตได้
2) เปิดพื้นที่ เปิดช่องทางให้ทุกคนมีโอกาสเข้ามีส่วนร่วมให้มากที่สุด “รับผิด รับชอบ ร่วมมือ ในการทำงานร่วมกัน”
3) วางแผนการทำงานร่วมกัน หนุนเสริมเรื่องการเงิน ลุกขึ้นมาทำงานด้วยตัวเอง
4) กลับไปวิเคราะห์ตนเอง,กลไกระดับพื้นที่ วางแผนการทำงานได้ถูกทิศทาง ไม่เพียงรอเจ้าหน้าที่ต้องมีการร่วมมือกันกับเครือข่าย
นางสาวหัตถยา สุดถนอม หัวหน้างานปฏิบัติการชุมชน กล่าวว่าสร้างทีมการทำงานร่วม และทำงานไปด้วยกัน ระหว่าง “เจ้าหน้าที่ กับ ขบวนชุมชน” และประสานการทำงานในทุกระดับมีความมุ่งหวังให้การทำงานที่ได้ทำ มีคุณภาพ มีรูปธรรม จัดระบบการทำงานที่ทำอยู่ ให้มีการบริหารจัดการที่ดี/โปร่งใสชัดเจน สร้างทุนชุมชน ให้ชุมชนมีทุนเป็นของตนเอง เพื่อยกระดับได้ด้วยเงินทุนของตนเอง
การออกแบบงานไม่ควรแยกกัน “แยกบ้านเมือง บ้านชนบท บ้านคลอง บ้านรถไฟ” ทุกคนอยู่ในบ้านเดียวกัน และควรจะช่วยกัน ออกแบบงานไปด้วยกัน “ คิดให้ไว ทำให้ไว เพื่อให้ทันความเดือดร้อนที่มีอยู่ และสร้างความร่วมไม้ร่วมมือให้มากขึ้น “ ร่วมมือกันออกแบบ และลงมือทำร่วมกัน อย่างมีทิศทางเดียวกัน สร้างคน สร้างเครือข่าย
สร้างทีมทำงาน กลุ่มเป้าหมายต้องมีความชัดเจนในการที่จะแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย การบริหารจัดการมีความพร้อม
เติมเต็มแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาที่อยู่อาศัย
นางสาวเฉลิมศรี ระดากูล รองผู้อำนวยการสถาบันฯ กล่าวว่า เราต้องกำหนดเป้าหมายและจัดทำแผนพัฒนาที่อยู่อาศัย (3-5 ปี) เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงภายใต้หลักคิด “ออกแบบเพื่อคนส่วนรวม อย่างมีส่วนร่วม” ให้ผุ้เดือดร้อนมีส่วนร่วมสำคัญร่วมกับผู้เกี่ยวข้องในตำบลสร้างการเป็นเจ้าของร่วมในการแก้ไขปัญหา สู่การจัดการตนเองของพื้นที่อย่างยั่งยืน
ใช้โครงการ เป็นเครื่องมือในการประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และเชื่อมโยงขบวนการอย่างบูรณาการ ทั้งผู้เดือดร้อน กลุ่ม/องค์กรชุมชน ท้องที่ ท้องถิ่น หน่วยงานภาคเอกชน และภาคีพัฒนาต่างๆ ร่วมหนุนเสริม ทั้งเรื่องงบประมาณ (เงินน้อย ทำให้เป็นเงินมาก) เครื่องมือ ความรู้ วิชาการ ฯลฯ กระจายการทำงานไปถึงระดับชุมชน หมู่บ้าน เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้เดือดร้อนโดยให้ผู้เดือดร้อนมีส่วนร่วมสำคัญในการบริหารงบประมาณและการพัฒนา เกิดกลไกการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคี บูรณาการทำงานและบริหารร่วมกัน สร้างความรู้ใหม่ กำกับติดตามการดำเนินงาน และเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น เสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน ในการบริหารจัดการ เกิดผู้นำคนรุ่นใหม่ พัฒนาคนทำงานและสร้างเครือข่าย เชื่อมโยงเครือข่ายให้เกิดพลังร่วมในการพัฒนาพื้นที่ เกิดการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์และสถานภาพของขบวนองค์กรชุมชนให้เป็นที่ยอมรับ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่กับท้องถิ่น บูรณาการแผนการพัฒนาครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านที่อยู่อาศัย คุณภาพชีวิต และด้านอื่นๆ โดยแผนของชุมชนได้รับการบรรจุในแผนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แผนจังหวัด/กลุ่มจังหวัด และผู้แทนชุมชนด้าน ที่อยู่อาศัยมีส่วนร่วมและมีบทบาทในการพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยในระดับจังหวัด
เป้าหมายในการจัดสัมมนาออกแบบทิศทางการขับเคลื่อนการพัฒนาที่อยู่อาศัยในครั้งนี้ เพื่อการออกแบบอย่างมีส่วนร่วม ระหว่าง เจ้าหน้าที่ และขบวนชุมชนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ออกแบบการพัฒนาโครงการ พื้นที่ ขบวนการพัฒนา การบริหารโครงการให้เกิดคุณภาพ ประสิทธิภาพ การใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ เกิดการต่อยอด เกิดการใช้อย่างคุ้มค่า เพื่อชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป


















