สภาองค์กรชุมชนตำบลแคนน้อย ในการขับเคลื่อนงานพัฒนาพื้นโดยใช้พื้นที่ตำบลเป็นตัวตั้งในการสร้างรูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องเพื่อเป็นการสร้างรูปธรรมที่เข้มข้น ร่วมกับหน่วยงานภาคีการพัฒนาในพื้นที่มาโดยตลอด กระทั่งสถานการณ์การระบาดของ โควิด 19 และภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในตำบลแคนน้อยอย่างต่อเนื่องและเป็นวงกว้าง สภาองค์กรชุมชนตำบลแคนน้อย จึงได้วางแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาว โดยการวิเคราะห์ฐานทุนชุมชน ผ่านศักยภาพและภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น โดยเห็นทุน ด้านการปลูกข้าวอินทรีย์ที่มีพื้นที่ การปลูกข้าวอินทรีย์ในพื้นที่ 7 หมู่บ้าน 856 ครัวเรือน 350 ไร่ หากนำมาแปรรูปตามภูมิปัญญาที่มี จะทำให้เพิ่มมูลค่าของข้าวอินทรีย์ได้ โดยเมื่อเทียบราคาผลผลิตข้าวอินทรีย์ คือ
- ส่งโรงสีข้าวบากเรือ กิโลกรัมละ 16 บาท
- ขายเมล็ดพันธ์ข้าวปลูก 25 กิโลกรัม 500 บาท
- ขายกิโลกรัมแพ็คถุง 50 – 60 บาท
- แปรรูปเป็นข้าวกล้องงอก กิโลกรัมละ 80 – 100 บาท (ขั้นตอนยุ่งยาก)
- แปรรูปเป็นข้าวโป่งอินทรีย์ กิโลกรัมละ 100 บาท
ฐานทุนและฐานทรัพยากรที่มีจึงเกิดเป็นโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตการแปรรูปข้าวโป่งอินทรีย์ตำบลแคนน้อย เพื่อพัฒนาอาชีพเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยและผู้ด้อยโอกาส ผ่านการปฏิบัติการ ข้าวโป่งอินทรีย์ รวมไปถึงการพัฒนาทักษะการทำข้าวโป่งอินทร์สู่ระบการตลาดที่หลากหลาย เช่น ห้างสรรพสินค้า ตลอดจนนำไปสู่แนวทางการจัดตั้งกองทุนอาชีพและมีงบหมุนเวียนในชุมชนเพิ่มรายได้ในครัวเรือน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป
การดำเนินโครงการ สภาองค์กรชุมชนตำบลแคนน้อยดำเนินการเลือกกลุ่มเป้าหมาย ทางโครงการได้คัดเลือกจากกลุ่มผู้เปราะบางโดยอาศัยข้อมูลจาก จปฐ. และข้อมูลทั่วไปในชุมชนเข้ามาประกอบในการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมาย เพื่อที่จะมาพัฒนาทักษะฝีมือด้านอาชีพ สามารถมีอาชีพเสริม สร้างรายได้เพื่อเลี้ยงตัวเองและครอบครัว ตามด้วยการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย ทั้งภายในและภายนอกพื้นที่ เช่น องค์การบริหารส่วนตำบลแคนน้อย เกษตรอำเภอคำเขื่อนแก้ว พัฒนาชุมชนอำเภอคำเขื่อนแก้ว พาณิชย์จังหวัดยโสธร เป็นต้น เข้ามาร่วมโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตแปรรูปข้าวโป่งอินทรีย์ตำบลแคนน้อย เพื่อสนับสนุนพัฒนาศักยภาพให้กับกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นผู้มีรายได้น้อยและผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ให้สามารถดำรงชีวิตมีอาชีพเสริมมีรายได้เสริมสามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ ซึ่งจากการสนับสนุนมีการประชาสัมพันธ์เชิญชวนอบรมพัฒนาศักยภาพกลุ่มเป้าหมายรวมถึงการติดตามประเมินผลและสรุปผลทำให้เห็นกลุ่มเป้าหมายที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม
ภาพที่ 1 กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ
ปฏิบัติการข้าวโป่งอินทรีย์ (ข้าวเกรียบว่าว) และพัฒนาระบบการตลาด จัดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2566 โดยมีทีมวิทยากรมาให้ความรู้ จำนวน 5 คน มาจากทั้งพัฒนาชุมชนอำเภอคำเขื่อนแก้ว ที่มีการส่งเสริมการขาย พาณิชย์จังหวัดยโสธร มีการส่งเสริมด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ เกษตรอำเภอคำเขื่อนแก้ว ร่วมสนับสนุนการขาย และสมาชิกในกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 30 คน ร่วมกันผลิตและจัดจำหน่าย รวมทั้งกรรมการสภาองค์กรชุมชนตำบลแคนน้อยจำนวน 27 คน สนับสนุนอำนวยความสะดวกในการพัฒนาศักยภาพของกลุ่มเป้าหมาย และยังร่วมกันติดตามหนุนเสริมกับทีมวิทยากรเพื่อสนับสนุนกลุ่มเป้าหมาย
การปฏิบัติการ เตรียมเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ ส่วนประกอบหลัก เช่น ข้าวสารเหนียว กะทิ น้ำตาลทรายแดง น้ำมันมะพร้าว ไข่ไก่ งาดำ งาขาว เป็นต้น และให้ความรู้กระบวนการผลิตข้าวโป่งอินทรีย์ (ข้าวเกรียบว่าว) กลุ่มเป้าหมายลงมือผลิตข้าวโป่งอินทรีย์ (ข้าวเกรียบว่าว) ในลักษณะเป็นกลุ่ม โดยจะทำได้เฉพาะช่วงหน้าแล้ง เพราะเมื่อถึงฤดูฝนจะไม่สามารถผลิตได้ เนื่องจากข้าวโป่งต้องใช้แสงอาทิตย์ในการตากแห้งและต้องไม่มีความชื้น
โดยหลังจากมีการร่วมกันผลิตข้าวโป่งอินทรีย์ (ข้าวเกรียบว่าว) กลุ่มเป้าหมายก็มีการจำหน่ายทั้งโดยตรงและจำหน่ายผ่านสื่อออนไลน์
ผลที่ได้ คือ กลุ่มเป้าหมายมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นในเรื่องของขั้นตอนการผลิตข้าวปลูกอินทรีย์ มีการรวมกลุ่มกันทำให้เกิดความสามัคคีในกลุ่มขึ้น โดยสามารถผลิตได้ประมาณ 1,500 แผ่นต่อวัน ต้นทุนจะอยู่ที่แผ่นละ 1 บาท ซึ่งมีการจำหน่ายแผ่นละ 2 บาท ดังนั้นช่วงการผลิตของกลุ่มเป้าหมายที่มีการรวมกลุ่มกันทำข้าวโป่งอินทรีย์ (ข้าวเกรียบว่าว) จะสามารถสร้างรายได้ประมาณ 3,000 บาทต่อวัน โดยกำไรจะอยู่ที่ประมาณ 1,500 บาทต่อวัน
ซึ่งจากปฏิบัติการผลิตข้าวโป่งอินทรีย์ (ข้าวเกรียบว่าว) ของกลุ่มเป้าหมาย พบว่า ผลผลิตไม่เพียงพอต่อการจำหน่าย เพราะตลาดมีความต้องการมาก และผลิตได้แค่ฤดูแล้งเท่านั้น ทั้งนี้ในกลุ่มเองก็ยังขาดนวัตกรรมที่จะมาช่วยในการสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อให้ตอบโจทย์ด้านการตลาดมากขึ้น อาจจะต้องพัฒนารูปลักษณ์ลักษณะผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย และเพิ่มอัตราการผลิตเพียงพอต่อความต้องการของตลาด
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของกลุ่มเป้าหมาย คือ ได้เพิ่มศักยภาพด้านอาชีพการผลิตข้าวโป่งอินทรีย์ (ข้าวเกรียบว่าว) ซึ่งสามารถสร้างรายได้เสริมให้กับกลุ่มเป้าหมาย และกลุ่มเป้าหมายเองก็มีความรักความสามัคคีต่อกันจากการรวมกลุ่มกันผลิต และได้มีแนวทางร่วมกันในการพัฒนารสชาติต่างๆ ให้กับผลิตภัณฑ์ข้าวโป่งอินทรีย์ (ข้าวเกรียบว่าว) เช่น รสพิซซ่า, รสฟักทอง, รสกล้วยหอม เป็นต้น รวมถึงมีแนวทางในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความทันสมัยขึ้นและตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น
มุมมองของกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาร่วมโครงการ
นางเลียง ยืนสุข “หลังจากเข้าร่วมโครงการมีอาชีพเสริม มีรายได้เพิ่ม พออยู่พอกิน รู้จักการทำตลาด”
นางรถ มาลัย “หลังจากเข้าร่วมโครงการมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าผลผลิต มีแนวทางการปรุงรสชาติของข้าวโป่งเป็นรสชาติต่างๆ เช่น รสสาหร่าย รสบาร์บีคิว เป็นต้น”
นางเพียร มาลัย “ ได้รับผิดชอบเป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจอาชีพการทำข้าวโป่งตำบลแคนน้อย และยังเป็นประธาน อสม.”
ภาพที่ 2 เกี่ยวกับการดำเนินการทำข้าวเกรียบว่าว
บทเรียนการดำเนินงานที่ผ่านมาและวางแนวทางการดำเนินงานต่อไป ความรู้เรื่องการดำเนินโครงการรวมถึงการวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของกลุ่มเป้าหมายที่มีการทำผลิตภัณฑ์ข้าวโป่งอินทรีย์ (ข้าวเกรียบว่าว) ทำให้ทราบถึงกระบวนการพัฒนากลุ่มเป้าหมายและสร้างอาชีพเสริมให้กับกลุ่มเป้าหมายในชุมชน ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสสร้างรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีให้กับกลุ่มเป้าหมายในชุมชน และยังทำให้คณะทำงานสภาองค์กรชุมชนตำบลแคนน้อยมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นในการดำเนินงาน รวมถึงการทำให้เห็นความเสียสละของคนในชุมชน ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการคิด ร่วมทำ ร่วมพิจารณาในการรับรู้ และแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยผ่านเวทีกิจกรรม ซึ่งเป็นการลดปัญหาข้อขัดแย้งได้
#ผลงานนักสื่อสารชุมชน
ทัพไท ชุ่มนาเสียว
นักวิจัยอิสระ












